<
NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

แม้ COVID-19 คลี่คลาย แต่ความจนและความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่

บทความ “COVID-19 ภัยต่อสุขภาพ กับความยากจนและความเหลื่อมล้ำ โดย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เผยถึงภาพรวมความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาของภาครัฐ แต่ยังมีประเด็นที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญทั้ง ปัจจัยที่ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบบางกลุ่มเข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยา รวมทั้งผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดขึ้นหลังวิกฤต COVID-19 ซึ่งต้องมีการดำเนินการที่เหมาะสมในระยะต่อไป เพื่อช่วยลดและบรรเทาผลกระทบทางลบในด้านต่าง ๆ

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่กระทบกับประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2563 โดยในระยะแรกจากการเป็นโรคอุบัติใหม่ที่สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และทั่วโลกยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้มากนัก ทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมการระบาดอย่างเข้มงวด ทั้งการปิดสถานที่เสี่ยง จำกัดการเดินทาง กระจายการตรวจหาเชื้อ และควบคุมผู้ติดเชื้ออย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมาก จนทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรงตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563

ผู้ประกอบการบางสาขาต้องปิดกิจการ หรือเลิกจ้างแรงงานบางส่วน และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 1 เท่าตัว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันวิจัย หรือนักวิชาการต่างมีข้อกังวลไปในทิศทางเดียวกันว่า COVID-19 จะส่งผลให้สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำมีความรุนแรงขึ้นและกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะธนาคารโลกที่ออกมาคาดการณ์ว่าสัดส่วนคนจนจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.8 ในปี 2563 จากปี 2562 ที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 6.24 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในปี 2563 เป็นดังนี้

ความยากจนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากดังที่มีการคาดการณ์ไว้

จำนวนคนยากจน ในปี 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 4.8 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนคนจนที่ร้อยละ 6.84 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.24 ในปี 2562 หรือคนจนมีจำนวนเพิ่มขึ้น 0.5 ล้านคนจากปีก่อนเท่านั้น ซึ่งการที่สัดส่วนคนจนเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการระบาดของ COVID-19 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2563 หดตัวลงถึงร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความยากจนยังต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาลที่ได้ออกมาตลอดช่วงเวลาการระบาดของ COVID-19 โดยรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาครอบคลุมประชากรมากกว่า 40 ล้านคน ประกอบด้วย โครงการเราไม่ทิ้งกัน (ช่วยเหลือเงินชดเชยรายได้กลุ่มอาชีพอิสระ เกษตรกร และผู้ประกันตนมาตรา 39 และ มาตรา 40 คนละ 5,000 บาท รวม 3 เดือน)การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็กแรกเกิด อายุ 0-6 ปี ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพคนชรา ผู้ที่มีบัตรคนพิการโดยช่วยเหลือเงินเยี่ยวยาคนละ 1,000 บาท จำนวน 3 เดือน กลุ่มตกหล่น อาทิ ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และลูกจ้างในระบบประกันสังคมที่จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 6 เดือน และกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.6 ล้านคนที่ได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติมในช่วงปลายปี ทำให้โดยเฉลี่ยประชาชนได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ (เฉพาะโครงการช่วยเหลือเยียวยาตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563) เฉลี่ยทั้งปีที่ 13,473 บาทต่อคนต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 1,123 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 40 ของเส้นความยากจน



ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเช่นเดียวกับความยากจน

ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคจีนี (Gini coeffcient) ด้านรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคในปี 2563 อยู่ที่ 0.350 เพิ่มขึ้นจาก 0.348 ในปี 2562 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและรายได้ของคน ขณะเดียวกันยังทำให้ครัวเรือนมีภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการป้องกันโรค โดยเมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของรายจ่ายครัวเรือนเปรียบเทียบระหว่างครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย (decile 1) มีรายจ่ายลดลงร้อยละ 1.6 ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูง(decile 10) มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 ทั้งนี้สาเหตุที่ครัวเรือนรายได้น้อยมีรายจ่ายลดลงเนื่องจากการระบาดของ COVID-19 และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดทำให้ครัวเรือนกลุ่มนี้ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระมีข้อจำกัดในการหารายได้ จึงต้องปรับลดรายจ่ายลงโดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่ครัวเรือนรายได้น้อยมีการบริโภคลดลงถึงร้อยละ 4.36

ทั้งนี้ แม้ภาพรวมครัวเรือนรายได้น้อยจะมีรายจ่ายเพื่อการบริโภคลดลง แต่ค่าใช้จ่ายด้านเวชภัณฑ์และการตรวจรักษาพยาบาลกลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9.29 เนื่องจากต้องป้องกันตนเองในช่วงการแพร่ระบาด อีกทั้ง ยังมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา อาทิ อุปกรณ์การเรียน ค่าเล่าเรียน ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าครัวเรือนรายได้สูงด้วย โดยครัวเรือนรายได้น้อยในกลุ่ม decile 1 และ 2 มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.56 และร้อยละ 8.89 ขณะที่ครัวเรือนรายได้มากมีรายจ่ายด้านนี้เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.85 เนื่องจากครัวเรือนรายได้น้อยจำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์เพื่อให้เด็กสามารถเรียนออนไลน์ได้ ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการสื่อสาร ยังพบว่ากลุ่มครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย มีค่าใช้จ่ายในด้านนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.70 เนื่องจากลักษณะการประกอบอาชีพของวัยแรงงานที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ (Work from home )ซึ่งแตกต่างจากครัวเรือนรายได้สูง รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารต่าง ๆ ที่จำเป็นเช่น ค่าใช้บริการโทรศัพท์ ค่าบริการอินเทอร์เน็ต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลเดียวกับที่จำนวนคนยากจนลดลงไม่มากนัก คือ การที่รัฐให้ความช่วยเหลือกับประชาชนเป็นจำนวนมากกว่า 40 ล้านคน(มาตรการช่วยเหลือเยียวยาตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ) ทำให้ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาก เพราะการช่วยเหลือของรัฐทำให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถรักษาระดับค่าครองชีพไว้ได้ชั่วคราว ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงชะลอการบริโภคลงเท่านั้นทั้งนี้ แม้ว่าความยากจนและความเหลื่อมล้ำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำยังมีประเด็นที่ต้องตระหนักถึงและให้ความสำคัญ เนื่องจากหากไม่มีความช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำจะเพิ่มขึ้นมาก และแม้จะมีการช่วยเหลือเยียวยาแต่ยังมี

โอกาสเกิดการตกหล่นจากการเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต และมีทักษะดิจิทัลต่ำ อีกทั้ง COVID-19 ยังกระทบต่อ แต่ละสาขาเศรษฐกิจและกลุ่มคนที่แตกต่างกันโดยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มรายได้สูงซึ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันแม้ว่าสถานการณ์การระบาดจะหมดลง แต่จะยังมีผลกระทบตกค้าง จากครัวเรือนที่มีภาระหนี้ที่สูง แรงงานและนักเรียนนักศึกษาได้รับผลกระทบจากการว่างงานอย่างยาวนาน และการขาดเรียนทำให้ทักษะลดลง โดยมีรายละเอียดแต่ละประเด็น ดังนี้

สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำหากไม่มีการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐ

ความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นไม่มาก เกิดจากการช่วยเหลือของรัฐซึ่งเป็นผลชั่วคราวซึ่งหากความช่วยเหลือหมดลงในช่วงที่เศรษฐกิจและการจ้างงานยังไม่ฟื้นตัวสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำจะรุนแรงกว่าเดิม โดยกรณีของความยากจนที่พบว่า โดยเฉลี่ยประชาชนได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐที่ 13,4 73 บาทต่อคนต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 1,123 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น คาดว่าหากไม่มีการช่วยเหลือเยียวยาดังกล่าว จำนวนคนยากจนในปี 2563 จะมีจำนวนทั้งสิ้น 11.02 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนคนจนร้อยละ 15.9 ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีคนยากจนเพิ่มขึ้นกว่า 6 ล้านคน

 ขณะที่ความเหลื่อมล้ำหากไม่รวมผลของนโยบาย คาดว่าค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคจีนีจะเพิ่มขึ้นจาก 0.350 เป็น 0.383 หรือกล่าวได้ว่าหากไม่มีการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำจะเทียบเท่ากับปี 2557 จะเห็นได้ว่า การช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐมีส่วนช่วยอย่างมากจากผลกระทบ COVID-19 อย่างไรก็ดี ภายใต้การช่วยเหลือดังกล่าวยังมีข้อสังเกตที่สำคัญ คือ

1) สมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต และทักษะดิจิทัล เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือเยียวยา และเป็นภาระที่ครัวเรือนยากจนต้องรับเพิ่มขึ้น โดยในปี 2563 รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา อาทิ โครงการเราไม่ทิ้งกัน เราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง เราชนะ เรารักกัน ซึ่งต้องดำเนินการผ่านสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต ทำให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีสมาร์ทโฟนและเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต โดยภาพรวมปี 2563 ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ( decile 1) มีสมาร์ทโฟนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75.27 แต่กลับเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพียงร้อยละ 54.22 เท่านั้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการเข้าถึงการช่วยเหลือ นอกจากนี้ กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย (decile 1) ยังต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อใช้อินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 160.33 บาท/ครัวเรือน/เดือน ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มเติมเข้ามาในกลุ่มครัวเรือนเหล่านี้ ทั้งนี้ นอกจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ทักษะทางดิจิทัลยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจาก การเข้ารับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับสิทธิประโยชน์จำเป็นต้องมีทักษะการใช้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจากการศึกษาของรุ่งเกียรติ (2564) ระบุว่ายังมีครัวเรือนไทยถึงร้อยละ 18 ที่มีทักษะความรู้ด้านดิจิทัลต่ำ โดยคนกลุ่มนี้มักเป็นคนตกงานหรือทำงานที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายของการช่วยเหลือเยียวยาของภาครัฐ


2) COVID-19 ส่งผลกระทบที่แตกต่างกันในแต่ละสาขาเศรษฐกิจ และอาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นในภายหลัง เมื่อพิจารณาผลกระทบจาก COVID-19 จำแนกตามสาขาเศรษฐกิจ พบว่าภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือภาคการท่องเที่ยว ซึ่งตั้งแต่มีการระบาดภาคการท่องเที่ยวมีการจ้างงานลดลงมากในปี 2563 อาทิ สาขาตัวแทนการท่องเที่ยว การขนส่งทางอากาศ โรงแรมที่ลดลงถึงร้อยละ 32.0 15.0 และ 12.2 ตามลำดับ ขณะที่ภาคเกษตรกรรมมีการจ้างงานลดลงเล็กน้อยสำหรับภาคอุตสาหกรรมภาพรวมการจ้างงานลดลง แต่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละสาขา โดยสาขาเคมีภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ยังมีการขยายตัวได้สวนทางกับสาขาสิ่งทอและเครื่องจักรที่มี

การจ้างงานลดลง ความแตกต่างดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงลักษณะของการฟื้นตัวจาก COVID-19 ในลักษณะของ KShape ซึ่งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีธนชาติ (ttb analyics) ได้ศึกษาการปรับตัวของแต่ละธุรกิจ และ พบว่าธุรกิจฟื้นตัวแล้ว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางพารา พลังงาน เหล็กและโลหะ อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน อาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจกำลังฟื้นตัว ได้แก่ ค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง เกษตรแปรรูป ไอทีและเทเลคอม ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การแพทย์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน สินค้าอุปโภคและบริโภคเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่ ธุรกิจยังไม่ฟื้น เป็นกลุ่มที่ยังไม่ฟื้นและได้รับผลกระทบหนักจากการระบาดของ COVID-19 ส่วนใหญ่เป็นภาคบริการ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ขนส่งและโลจิสติกส์ (ขนส่งทางน้ำ และทางอากาศ ท่องเที่ยว (โรงแรมและร้านอาหาร) และการบริการส่วนบุคคล ทั้งนี้การฟื้นตัวที่ไม่เท่ากัน อาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในภายหลัง โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าสาขาเศรษฐกิจอื่น ซึ่งในระยะต่อไปอาจพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่แตกต่างกันตามระดับของผลกระทบ

ผลกระทบต่อเนื่อง แม้ว่าสถานการณ์ COVID-19 จะคลี่คลายลง แต่จะมีผลกระทบต่อเนื่อง คือ
1) คนว่างงานเพิ่ม และว่างงานยาวนานขึ้น ส่งผลทั้งการขาดรายได้ การพัฒนาทักษะ และความสามารถในการหางานในอนาคต ในปี 2563 แม้อัตราการว่างงานจะอยู่ที่ร้อยละ 1.69 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการว่างงานในช่วงปกติที่ร้อยละ 1  แต่ผู้ว่างงานที่ว่างงานมากกว่า 1 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีผู้มีงานทำที่ทำงานน้อยกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ถึง 1.2 ล้านคน จาก 0.5 ล้านคนในปี 2562 อีกด้วย ทั้งนี้ การว่างงานที่เพิ่มขึ้นมากและจำนวนผู้ว่างงานมากกว่า 1 ปีที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการขาดรายได้ รวมทั้ง ในปี 2564 สถานการณ์การแพร่ระบาดยังคงมีความรุนแรง จะส่งผลให้ผู้ว่างงานมีการว่างงานที่ยาวนานขึ้น และทำให้โอกาสในการกลับไปทำงานใหม่อีกครั้งยากขึ้น

2)  การเข้าถึงการศึกษาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่การที่นักเรียนนักศึกษาไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่จะส่งผลให้ความรู้ที่ขาดหายไป (learning loss) โดยในปี 2563 อัตราการเข้าเรียนสุทธิเพิ่มขึ้นในทุกระดับการศึกษา รวมทั้งมีเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ทำงาน หรือฝึกอบรม (Not inEducation Employment or Training: NEETs) ลดลง (ร้อยละ 12.9 ในปี 2562 เป็นร้อยละ 12.3 ในปี 2563) แต่อย่างไรก็ตาม การควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้ต้องเลื่อนการเปิดภาคเรียน และปรับรูปแบบการเรียน ส่งผลให้ความรู้ขาดหายมากขึ้นซึ่งจากรายงานผลกระทบของ COVID-19 ด้านสังคมของประเทศไทย (Social Impact Assessment of COVID-19 in Thailand) ของ Oxford Policy Management และ United Nation ระบุถึงผลกระทบต่อการศึกษาว่า การที่เด็กไม่ได้เรียนเป็นระยะเวลา 3-4 เดือน จะเกิดการสูญเสียทักษะทางการศึกษาเป็นเวลาถึง 1-1.5 ปี ขณะเดียวกันอาจทำให้เด็กมีทักษะลดลงด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากคะแนนเฉลี่ยการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ( ONET) เปรียบเทียบในปี 2562 และ 2563 ของนักเรียนในระดับชั้น ม.3 มีคะแนนเฉลี่ยลดลงเกือบทุกสาขาวิชายกเว้นวิชาภาษาอังกฤษขณะเดียวกันการปรับการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ และการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ยังทำให้โอกาสในการเรียนของเด็กระหว่างครัวเรือนรายได้น้อย และรายได้สูงมีความแตกต่างกันมาก โดยกลุ่มครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำสุดยังขาดอุปกรณ์การเรียนจำนวนมาก ทำให้มีเด็กตกหล่นในการเรียนรู้นอกห้องเรียนประมาณ 8 หมื่นคน 


3)  วิกฤต COVID-19 ทำให้ครัวเรือนต้องนำเงินออมมาใช้จ่ายเพื่อรักษาระดับการบริโภค และมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้รายได้ลดลงตามการหดตัวของเศรษฐกิจและการจ้างงาน ซึ่งครัวเรือนพยายามรักษาระดับกรบริโภคจากการนำเงินออมมาใช้ทำให้เงินออมโดยเฉพาะกลุ่มที่มีเงินออมต่ำลดลงมาก และต่างจากกลุ่มที่มีเงินออมสูงซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยบัญชีเงินฝากที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาท มียอดเงินฝากลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับบัญชีเงินฝากมากกว่า 100 ล้านบาทที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนยังพบว่า มูลค่าหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 13.49 ล้านล้านบาทในปี 2562 เป็น 14.03 ล้านล้านบาท ในปี 2563 ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงก่อนCOVID-19 ทำให้แม้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว การบริโภคของครัวเรือนจะยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก และจะกระทบปัญหาความยากจน เพราะครัวเรือนจะมีภาระในการชำระหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนยากจนที่ในช่วงปี 2563 มีครัวเรือนยากจนที่เป็นหนี้ถึง 5.9 แสนครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวนครัวเรือนยากจนที่เป็นหนี้เพียง 4.5 แสนครัวเรือน ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีการช่วยเหลือลูกหนี้โดยปรับโครงสร้างหนี้ แต่ด้วยหนี้ที่มีมูลค่าสูงครัวเรือนยังต้องรับภาระในการชำระหนี้ต่ออีกช่วงหนึ่ง ซึ่งจากข้อมูลในปี 2564 (ข้อมูล SES ครึ่งปี 2564) โดยเฉลี่ยครัวเรือนต้องใช้ระยะเวลา 10 ปีถึงจะชำระหนี้หมด

4) สถานการณ์ COVID-19 กระทบต่อคนในวงกว้าง ทำให้ต้องใช้งบประมาณมากในการช่วยเหลือเยียวยา โดยในปี 2563 เฉพาะโครงการช่วยเหลือเยียวยาตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น 7.09 แสนล้านบาท ขณะที่ในปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาแล้ว 1.36 แสนล้านบาท ทั้งนี้ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจทำให้รัฐต้องออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระทางการคลัง และเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในอนาคต

จากประเด็นข้างต้นมีแนวทางดำเนินการในระยะต่อไป ดังนี้

1)  การช่วยเหลือเยียวยายังคงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งในปี 2564 รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอย่างต่อเนื่องซึ่งส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือเยียวยาในลักษณะการรักษาระดับการบริโภค และการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบ และการจ้างงานได้บ้าง แต่หากมีมาตรการที่มุ่งเน้นให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ดีขึ้น อีกทั้งจากผลกระทบต่อแต่ละสาขาที่มีความแตกต่างกัน อาจปรับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาในลักษณะเฉพาะกลุ่ม เพื่อลดงบประมาณที่ต้องใช้ และสามารถช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ มาตรการทางด้านสาธารณสุขทั้งการฉีดวัคซีน การควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในช่วงเปิดประเทศ และมาตรการจำกัดวงไมให้เกิดการแพร่ระบาดเป็น Cluster ขนาดใหญ่ จะมีส่วนสำคัญมากต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคม

2)  การพัฒนาทักษะ และการฝึกอบรมเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งต้องมีกลไกที่เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะผู้ว่างงานที่ว่างงานเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้แม้ว่าปัจจุบันจะมีการฝึกอบรมออนไลน์ของภาครัฐและเอกชน ทั้งที่มีค่าใช้จ่ายและไม่เสียค่ใช้จ่าย หากระบบการฝึกอบรมมีการเชื่อมโยงกับตำแหน่งงานจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แรงงานสามารถพัฒนทักษะได้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และหางานได้ง่ายขึ้น

3) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้มีความพร้อมและสามารถเข้าถึงได้จะช่วยทั้งการอำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้าถึงการช่วยเหลือเยียวยาได้มากขึ้น รวมทั้งยังสนับสนุนการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะ และการหารายได้ แม้รัฐบาลจะมีโครงการเน็ตประชารัฐเน็ตห่างไกล และเน็ตชายขอบ ที่กระจายไป 44,352 แห่ง แต่ยังเข้าไม่ถึงครัวเรือน อีกทั้งยังมีต้นทุนสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของคนจนซึ่งเป็นข้อจำกัดที่สำคัญของคนจนในการเข้าถึงสวัสดิการและการเรียนรู้ออนไลน์ต่าง ๆ

4) การปรับโครงสร้างหนี้ และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำ เพื่อประกอบอาชีพร่วมกับการฝึกอบรมอาชีพ และยกระดับทักษะทางการเงิน จะมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับครัวเรือน และสร้างโอกาสในการหารายได้ให้กับแรงงานมากขึ้น