NEWS UPDATE • TECHNOLOGY & FINTECH

แบงก์รุก Digital Asset ชิงเค้ก Decentralized Finance

เปิดวิสัยทัศน์ 3 แบงก์ยักษ์ บุกอุตสาหกรรม Digital Asset เดินเครื่องธุรกิจ ICO Portal หลัง Market Cap Digital Asset ทะยาน 2 ล้านล้านดอลลาร์ รับเทรนด์ Alternative Investment สุดบูม ด้านธุรกิจไทยตบเท้าเข้าโลก Tokenize นำร่องด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์ 

            

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กระแสการลงทุนใน สินทรัพย์ดิจิทัล” (Digital Asset) โดยเฉพาะ Cryptocurrency ได้รับความนิยมและมีผู้ที่สนใจเข้าไปลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงมาก กระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นส่งให้เริ่มมีการพูดถึงระบบการเงินไร้ตัวกลาง (Decentralized Finance : DeFi) ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นคลื่นลูกมหึมาต่อจากฟินเทคที่จะเข้ามาDisruption ธุรกิจธนาคาร สถานการณ์นี้ทำให้ธนาคารต้องเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อยึดโพสิชั่นของตัวเองเอาไว้ ในวันที่โลกการเงินกำลังจะเปลี่ยนไป


การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ 3 ธนาคารยักษ์ใหญ่ คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล ถึงบทบาทในการรุกอุตสาหกรรม Digital Asset ภาพของโลกและมุมมองในปัจจุบัน แนวโน้มของการทำ ICO ซึ่งเป็นแอเรียแรกที่ธนาคารเข้ามาอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกของประเทศไทยที่ธนาคารลงทุนใน Digital Asset Exchange และอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจจากการรุกตลาดDigital Asset ของธนาคารในครั้งนี้



            

ตลาด Digital Asset โต 10 เท่า

SCB เดินเครื่อง Token X 






นางสาวจิตตินันท์ ชาติสีหราช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) บริษัทในเครือเอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) ภายใต้ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เติบโตขึ้นอย่างมาก หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือความนิยมใน DeFi Token ที่ปัจจุบันมีมูลค่า Total Value Locked (TVL) ราว 130 พันล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้นกว่า 10 เท่าในระยะเวลาเพียง 1 ปี ส่วนตลาด NFT (Non-Fungible Token) ซึ่งเป็น Digital Asset ที่กำลังร้อนแรงในขณะนี้ ก็มี Market cap สูงถึง 28 พันล้านดอลลาร์ โดยข้อมูลจาก Open Sea ซึ่งเป็น NFT Marketplace ระบุว่า ยอดขาย NFT ในเดือนมิถุนายน 2021 นั้นสูงถึง 150 พันล้านดอลลาร์ 


ด้าน Market cap ของ Digital Asset ในภาพรวมนั้น หากย้อนดูตัวเลขปี 2016 มี Market cap เพียง 7 พันล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน ทะยานไปถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นการเติบโตเกือบ 300 เท่าในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในการถือครอง Digital Asset ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


สำหรับภาพในประเทศไทยนั้น ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนชาวไทยที่มีบัญชีกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ราว 1.4 ล้านบัญชี ซึ่งยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อีก โดยในเดือนพฤษภาคม 2021 มีมูลค่าการเทรดสูงถึง 2 แสนล้านบาท ยังไม่นับรวมนักลงทุนที่ใช้บริการศูนย์ซื้อขายในต่างประเทศ ทำให้คาดว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้


เมื่อฉายภาพมาที่ฝั่งของตลาด ICO (Initial Coin Offering) นั้น ฝั่ง Security Token หรือ Investment Token ถือเป็นตลาดที่ไม่ได้หวือหวามากนัก เพราะจัดเป็น Token ที่ต้องมีการกำกับดูแล เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์หรือมีสินทรัพย์ค้ำอยู่เบื้องหลัง และเทรดใน Secondary Market ที่มีการกำกับดูแล มูลค่าการซื้อขายปัจจุบันอยู่ที่ราว 700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่ายังห่างจาก Digital Asset ประเภทอื่นๆ พอสมควร และสภาพคล่องยังไม่เยอะ เนื่องจากเป็นตลาดใหม่ และนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะลงทุนในแง่ของการออกมากกว่า แต่คาดว่าถ้านักลงทุนเริ่มคุ้นเคย และมีการทำ STO (Security Token Offering) มากขึ้น สภาพคล่องในตลาดก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 


นางสาวจิตตินันท์กล่าวว่า กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ มองเห็นว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนจะเข้ามา Disrupt ธุรกิจธนาคารอย่างแน่นอน และคนจะต้องการรูปแบบบริการทางการเงินที่เปลี่ยนไป ความต้องการบริการจากธนาคารจะน้อยลง ด้านสถานการณ์ปัจจุบันก็มีทิศทางสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนธุรกรรมที่เกิดขึ้นกว่า 95% หรือแพลตฟอร์มบริการจากภาครัฐก็เป็นดิจิทัล ทุกอย่างชัดเจนว่า คนจะเข้าสู่ดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ก็เห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้ามาในตลาด องค์ประกอบด้านต่างๆ มีความพร้อม ทั้งเทคโนโลยี และหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้ตัดสินใจตั้งบริษัท Token X ขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจ ICO Portal


ธนาคารต้องปรับตัวหลายอย่างหากจะก้าวเข้าสู่การใช้บล็อกเชน ส่วนเหตุผลที่ทำไมถึงเริ่มจาก ICO เพราะด้วยความที่เราต้องทำหน้าที่ Financial Adviser ต้องใช้ทักษะคนสูง ในขณะเดียวกันต้องมีเทคโนโลยีประกอบกันด้วย อีกทั้งเวลาปิดดีลด้าน ICO ต้องใช้เวลานานในปัจจุบัน ซึ่งมากกว่าหนึ่งเดือนต่อดีล จึงเป็นที่มาทำไม Token X ถึงเริ่มจากการเป็น ICO Portal”



 

ส่ง 3 บริการลุยสังเวียน Digital Token

เปิดดีลแรกเร็วสุดปลายปีนี้


นางสาวจิตตินันท์กล่าวว่า Token X จะให้บริการด้านธุรกิจ Digital Token แบบครบวงจร ครอบคลุมบริการที่ปรึกษาและวางแผนธุรกิจเกี่ยวกับ Tokenization รวมถึงวางแผนในการพัฒนาด้านบล็อกเชนและเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะให้บริการกับ Token 2 ประเภท คือ Investment Token และ Utility Token แบ่งออก 3 บริการหลักคือ 


          1. การทำ Digital Token Structuring และบริการให้คำปรึกษา โดยเริ่มวิเคราะห์ตั้งแต่การหา Pain Point และวัตถุประสงค์ของธุรกิจลูกค้า มีการทำ Due Diligence จนถึงการการวิเคราะห์ว่าการออก Token สามารถตอบโจทย์ของธุรกิจได้หรือไม่ ครอบคลุมถึงการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และการเสนอขาย Token 


          2. บริการด้านการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน Token X จะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยลูกค้าวางแผนและพัฒนาด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยเฉพาะ ครอบคลุมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องในการ Tokenization 


          3. บริการ Project Management เป็นบริการช่วยเหลือลูกค้าตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ให้สามารถเข้าใจความซับซ้อนของเทคโนโลยี และการ Tokenization โดย Token X จะมีทีมเฉพาะทางทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างลูกค้ากับทีมเทคนิค เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนโปรเจ็กต์ได้ตามเป้าหมาย และได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจาก Token X


ตอนนี้ Token X อยู่ระหว่างรอใบอนุญาต ICO Portal จากสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งจะทำให้ Token X สามารถทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการเสนอขาย Token รวมถึงการเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการทำ ICO ครอบคลุมถึงการเขียนโปรแกรม และตรวจสอบ Smart Contract ซึ่งตอนนี้เรามีทีมงานและเซอร์วิสพร้อมให้บริการแล้ว โดย Position ของเราคือการเป็น Tokenize Success Partner ให้กับลูกค้า


นางสาวจิตตินันท์กล่าวว่า การให้บริการของ Token X จะใช้แนวคิด 3E Relationship โดยเริ่มจาก


          1. Enable Issuer เพราะในช่วงเริ่มแรก issuer ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจการ Tokenization ทั้งในด้านประโยชน์ของการทำ หรือสิ่งที่ Token สามารถทำได้ Token X มีหน้าที่ในการอธิบาย ให้คำปรึกษาว่า Token แบบไหนเหมาะกับโครงสร้างธุรกิจแบบใด


          2. Ensure Investor ให้ข้อมูลที่ครบถ้วน เพียงพอให้นักลงทุนตัดสินใจ ปราศจากอคติ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่นักลงทุนทุกคนที่สนใจ


          3. Engage Regulator ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตขึ้น พร้อมกับต้องให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของ Token X นั้นถูกต้องตามกฎหมาย อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานกำกับดูแล


สำหรับแผนงานภายในปีนี้จะมุ่งเน้น 4 เรื่อง คือ


          1. การดำเนินการเรื่องใบอนุญาตให้เสร็จ ซึ่งใบอนุญาตจะมาพร้อมกับความหลากหลายทั้งเรื่อง ICO Portal และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง


          2. การลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยให้อยู่ในระดับสูงแบบ Enterprise Grade Service ที่มีระดับความปลอดภัยเทียบเท่าธนาคาร


          3. การหาบุคลากรที่มีทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ICO Portal เข้ามาเพิ่ม เพื่อให้มีองค์ความรู้และพร้อมให้บริการลูกค้าตลอดเวลา และ


         4. สร้าง Market Awareness ให้กับตลาดว่า SCB มีบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับTokenization ซึ่งเน้นในเรื่องของความปลอดภัย ทำงานร่วมกับก.ล.ต. และดำเนินนโยบายตามกฎระเบียบที่ ก.ล.ต.ควบคุม


“Token X จะดำเนินธุรกิจอย่างเต็มตัวในปี 2022 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะนักลงทุนเริ่มมีความรู้มากพอสมควร ในขณะเดียวกันก็ยังมีพื้นที่ให้โตได้อีก รวมถึงนักลงทุนสถาบันก็เริ่มหันมาสนใจ Digital Asset โดย Token X จะสร้างดีลแรกในตลาดอย่างเร็วที่สุดในปลายปีนี้ โดยในระยะแรกจะเน้นดำเนินการในประเทศให้ดีก่อน ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น มองเห็นศักยภาพในการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์เพื่อดำเนินธุรกิจ แต่จะเป็นแผนระยะกลางหรือยาวที่จะดำเนินการในลำดับถัดไป


 

เปิด 3 ปัจจัยหนุน Digital Asset 

เทรนด์ตลาดต้องการ Trust มากขึ้น


นางสาวจิตตินันท์กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม Digital Asset ในอนาคตนั้น ต้องพิจารณาหลายปัจจัย เริ่มจาก 

 

      1. มาตรการจากหน่วยงานกำกับดูแล ว่าสนับสนุนอุตสาหกรรม Digital Asset มากน้อยเพียงใด ถ้าสนับสนุนมากอุตสาหกรรมก็จะเติบโตได้เร็วขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องของข้อกฎหมาย ถือเป็นความท้าทาย เพราะการ Tokenize สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น อาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ควบคุมสินทรัพย์ชนิดนั้นอยู่แล้ว เมื่อนำสินทรัพย์มาแปลงเป็น Token ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีผลกระทบกับข้อกฎหมายเดิมหรือไม่


         2. เทคโนโลยีและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน โดยในปัจจุบันมีการออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนสำคัญให้อุตสาหกรรมยกระดับตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดย Token จะมุ่งเน้นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน 3 ด้าน คือ Scalability, Security และ Decentralization 


        3. Central Bank Digital Currency (CBDC) การมาของ CBDC ในอนาคต จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งให้อุตสาหกรรมนี้เติบโต เพราะเมื่อ CBDC ได้รับการยอมรับและมีการประกาศใช้กันอย่างแพร่หลาย ผู้คนก็จะมีประสบการณ์กับ Digital Asset มากขึ้น ส่งผลให้ Tokenize ได้รับการยอมรับมากขึ้น การทำความเข้าใจรายละเอียดต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น 


“Token X มองว่า อุตสาหกรรม Digital Asset ควรจะเติบโตในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพราะการที่พยายามจะสร้างอะไรที่เป็นการ Replace ทับสิ่งเก่าไปในทันทีนั้น จะทำให้การเติบโตเป็นไปได้ยาก การเน้นสร้างความเข้าใจให้กับ Issuer และ Investor เป็นพื้นฐานการเติบโตที่สำคัญ เพราะหากดูในขั้นการเติบโตนั้น มองว่าไม่ยาก แต่หากต้องการให้อุตสาหกรรม Digital Asset โตอย่างยั่งยืน ต้องเกิดจากความเข้าใจจากทุกฝ่าย


นางสาวจิตตินันท์กล่าวว่า หากประเมินภาพของการทำ Tokenize ในระยะ 3 ปีจากนี้ คาดว่าตลาดจะเริ่มจากการ Tokenize ผลิตภัณฑ์สมนาคุณต่างๆ เช่น ในอดีตแจกของแถมเป็น Gift Voucher ในอนาคตอาจจะแจกเป็น Token แทน และด้วยข้อดีของเทคโนโลยีบล็อกเชน เชื่อว่าในอนาคตคนจะอยากเทรดแบบเดียวกับคริปโทฯคือ 24 ชม. หรือโยกสินทรัพย์ไปที่ไหนก็ได้ เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด นี่เป็นภาพคร่าวๆ ของตลาดที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า


ในฝั่งของผู้ออก Token (Issuer) และนักลงทุนนั้น เชื่อว่าภาพในอนาคตจะเกิดการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง นำโดยฝั่ง Issuer ซึ่งมีทรัพยากรในการเรียนรู้ได้ง่ายกว่า เพราะมีทั้งทีมงาน ทรัพยากร และเครือข่ายธุรกิจ แต่หากเป็นการทำ Investment Token ที่ไม่ได้มีโครงสร้างซับซ้อนมากนัก สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ก็จะทำให้นักลงทุนเข้าใจได้ไม่ยาก ซึ่งในภาพรวมนั้นเชื่อว่าทั้ง Issuer และนักลงทุนจะพัฒนาองค์ความรู้ตามกันได้ไม่ต่างกันมาก แต่ Issuer จะนำหน้าไปก่อนเพราะมีทรัพยากรที่มากกว่า และนักลงทุนจะพัฒนาตามมา


อีกประเด็นที่สำคัญคือ ตลาด Digital Asset จะเริ่มต้องการความน่าเชื่อถือ (Trust) เป็นส่วนประกอบ แนวโน้มนี้มีมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ที่นักลงทุนสถาบันเข้ามาในตลาด สิ่งที่กลุ่มนี้ต้องการคือความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสูง ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดแข็งของ Token X ซึ่งเป็นบริษัทเครือธนาคารไทยพาณิชย์ 


เรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญอยู่แล้ว ชื่อเสียงความเชื่อมั่นก็เป็นสิ่งที่กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์สร้างมานาน แพลตฟอร์มของToken X ก็มี Regulator ช่วยกลั่นกรองมาก่อนแล้วว่าปลอดภัย เราเชื่อว่าในอนาคต คนจะพยายามเชื่อมต่อระหว่างโลกจริงกับโลกดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็จะมีโซลูชั่นออกมาได้หลากหลาย เราจึงเป็นทางเลือกที่เน้นเรื่องความปลอดภัยให้กับนักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนระดับสถาบัน


นางสาวจิตตินันท์กล่าวว่า สำหรับภาพของตลาด Digital Asset หลังจากที่ธนาคารเข้ามาในอุตสาหกรรม เชื่อว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น โดยมองว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่ใหญ่และไม่จำเป็นต้องมีจ้าวตลาดเพียงรายเดียว แต่จะมีผู้เล่นหลายรายที่ช่วยกันสร้าง Alternative Investment ให้กับตลาดไปพร้อมกัน เพราะผู้ให้บริการล้วนต้องการมี Use case หรือสร้างพัฒนาการให้เกิดขึ้นในตลาด สถานการณ์นี้จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดโตได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งแต่ผู้ให้บริการ ICO Portal แต่ละรายก็อาจมีโฟกัสในแอเรียที่ไม่เหมือนกัน


การแข่งขันจะเน้นในเรื่อง Service เน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า อีกด้านคือความสามารถในการ Structure ดีลก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะต้องยอมรับว่าการจะทำ Tokenize นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ในโลกแบบเดิมกว่าจะคำนวณปิดดีลได้ก็ถือว่ายากแล้ว พอขึ้นมาเป็นดิจิทัล ต้องดูเรื่องข้อกฎหมายอย่างละเอียดด้วย และส่วนที่สำคัญคือลูกค้าจะต้องมีความเข้าใจเพียงพอ


 

ประเมินตลาด ICO ปีหน้าทะลุหมื่นล้าน

บล็อกเชนกำลังโตในหลายอุตสาหกรรม




นายญาณวิทย์ รักษ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด (Kubix) บริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย (Kbank) กล่าวว่า ปัจจุบันภาพของ Digital Asset ในประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ Cryptocurrency และ Digital Token โดย Digital Token ถูกแบ่งย่อยเป็น 2 ประเภท คือ Investment Token และ Utility Token ซึ่งในภาพใหญ่นั้นกระแสความนิยมส่วนมากจะเทไปทางฝั่ง Cryptocurrencyทั้งจำนวนนักลงทุนในตลาด จำนวนธุรกรรม หลายธุรกิจเกิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุน Cryptocurrency โดยเฉพาะ มีศูนย์ซื้อขายเกิดขึ้น ด้านบริษัทใหญ่ระดับโลกก็ลงมาถือครอง Cryptocurrency ด้วยตัวเอง 


ส่วน Digital Token หรือในบางประเทศอาจนับรวมเป็น Securities Token นั้น ในต่างประเทศถือว่ายังไม่เปิดกว้างสำหรับนักลงทุนทุกคน โดยเฉพาะในส่วนของ Investment Token แต่ในประเทศไทยนั้นนักลงทุนรายย่อยสามารถเข้ามาลงทุนได้ ถือเป็นจุดเด่นของประเทศไทยในอุตสาหกรรม Digital Asset ทำให้สามารถขยายการลงทุน ดึงนักลงทุนรายย่อยจากทั่วโลกเข้ามาในประเทศไทยได้


ภาพการลงทุนทั้งหมดของไทยนั้นเริ่มมีปัญหาตั้งแต่มีการระบาดของ Covid-19 ฝั่งผู้ระดมทุนก็ต้องการหาวิธีการลงทุนใหม่ๆ เพื่อมานำเสนอนักลงทุน ซึ่งการทำ ICO มี Cost of Fund ที่เหมาะสมและสามารถเข้าถึงลูกค้ารายย่อยได้ และการระดมทุนผ่าน Investment Token ยังได้ลูกค้าอีกกลุ่มที่มาจากการเทรดคริปโทฯ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยากได้ผลตอบแทนที่มาจากการลงทุนรูปแบบใหม่


ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจฟิตเนสต้องการเปิดสาขาใหม่ ก็สามารถออก Investment Token ซึ่งให้ผลตอบแทนจากการที่มีคนมาเข้าใช้บริการ หรือออกเป็น Utility Token เพื่อให้สิทธิพิเศษกับผู้ถือ Token การลงทุนลักษณะนี้จะเข้าถึงนักลงทุนรายย่อยได้ง่าย และยังทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง สร้างให้เกิด Loyalty ของแบรนด์ ส่วนนี้ถือเป็นความสวยงามที่ ICO สามารถมอบให้แก่นักลงทุน


นายญาณวิทย์กล่าวว่า การที่ธนาคารกสิกรไทยตั้ง Kubix เพื่อเข้ามารุกตลาด Digital Asset เป็นเพราะองค์ประกอบสำคัญในตลาดมีความพร้อม ตั้งแต่ระเบียบข้อบังคับที่เปิดกว้าง ความสนใจ Digital Asset ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกระแสความร้อนแรงจากการลงทุนใน Cryptocurrency ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนใน Cryptocurrency จัดว่ามีความเสี่ยงระดับสูงมาก ธนาคารจึงเลือกสิ่งที่อยู่ตรงการระหว่างการลงทุนแบบดั้งเดิม และการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่มีความเสี่ยงสอดคล้องกับผลตอบแทนที่เหมาะสม


การที่ Kubix เข้ามาในอุตสาหกรรม Digital Asset ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะตลาด ICO Portal มีโอกาสเติบโตไปถึงหลักหมื่นล้านบาทได้ หากกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเข้ามาช่วยสนับสนุน อีกทั้งบล็อกเชนยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นบิตคอยน์ได้รับความนิยมมาก มี DeFi และ NFT เกิดขึ้นมา ล่าสุดมี Crypto Gaming เกิดขึ้นมาอีก ทั้งหมดนี้เหมือนจะเป็นคนละอย่าง แต่แท้จริงแล้วพื้นฐานทั้งหมดมาจากเทคโนโลยีเดียวกันคือบล็อกเชน


ในมุมของธนาคารนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นภาพของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อธนาคารเข้ามาในตลาดจะสามารถเข้าถึงได้ทุกอย่างในทันที สิ่งที่เห็นชัดเจนคือแนวโน้มมุ่งมาทิศทางนี้ คนรุ่นใหม่เริ่มให้มูลค่ากับ Digital Asset บางประเภทมากกว่าสินทรัพย์ปกติ นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนเติบโตและแทรกซึมเข้าไปในหลายอุตสาหกรรม และธนาคารไม่จำเป็นต้องรอเวลา เพราะสามารถเข้าไปในอุตสาหกรรม Digital Asset ได้ทันทีผ่านการเป็นผู้ให้บริการ ICO Portal โดยสิ่งที่มองคือการออก Investment Token เพราะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างการลงทุนแบบเก่ากับเทคโนโลยีบล็อกเชน


สิ่งที่เราพยายามทำคือ การเปลี่ยนทัศนคติของตลาดว่า Digital Asset ไม่ใช่การวิ่งของราคาCryptocurrency เพียงอย่างเดียวCryptocurrency ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ราคาที่ผันผวนเกิดจากอุปสงค์และอุปทานของนักลงทุน แต่สิ่งที่ Kubix อยากทำให้ตลาดได้เห็นคือการนำสินทรัพย์ที่มีราคาในโลกแห่งความจริง มีความน่าเชื่อถือ จับต้องได้ แปลงสภาพเป็น Token สู่โลกดิจิทัล แม้ว่าผลตอบแทนจะไม่ได้เยอะเหมือนตลาด Cryptocurrency แต่มีความมั่นคงสูงกว่ามาก สามารถแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าสามารถเข้าถึงได้ มีมูลค่าจริง ด้วยเทคโนโลยีการลงทุนแบบใหม่ ที่มาพร้อมความปลอดภัย


 

Kubix พร้อมลุย ICO Portal

เตรียมปล่อย Investment Token


นายญาณวิทย์กล่าวว่า เครือธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรม Digital Asset โดยเชื่อว่าการ Tokenization จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคต เพราะถือเป็นคำตอบของการแบ่งสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ รูปภาพ ของสะสม หรือสินทรัพย์ใดๆ ให้เข้าถึงนักลงทุนรายย่อย อีกทั้งสินทรัพย์ในประเทศไทยยังมีหลายประเภทที่สามารถ Tokenization แล้วขายได้ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้ง Kubix เพื่อเริ่มต้นธุรกิจจากการเป็นผู้ให้บริการ ICO Portal เนื่องจากเป็นส่วนที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด


การเริ่มต้นจาก ICO Portal ทำให้ต่อยอดได้ง่ายเพราะเมื่อ Token มาจากสินทรัพย์จริงที่มีค่า และอยู่ในฟอร์มที่เป็นบล็อกเชนมีความน่าเชื่อถือ หากอนาคตสามารถ Tokenization ที่ดินบนบล็อกเชนได้ เราก็สามารถทำ Secured Loan บนบล็อกเชนได้เช่นกัน ICO Portal จึงเป็นมุมที่ Kubix โฟกัสที่สุด


หากมองในมุมของ Issuer ที่ต้องการมาออกโทเคน ขณะนี้ถือว่าได้รับความสนใจจากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่สนใจและหาสินทรัพย์ที่เหมาะกับตลาดปัจจุบัน จนถึงกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่มีความเข้าใจในการทำ Tokenization หรือ Consumer Product ที่มองว่าแบรนด์มีมูลค่าและต้องการขยายสาขา ก็สามารถใช้การระดมทุนผ่าน ICO ได้เช่นกัน รวมไปถึงตลาดที่สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ 


“Kubix จะเน้นไปที่การทำ Investment Token ที่มีความน่าเชื่อถือ มาจาก Issuer ที่มีชื่อเสียงในตลาดอยู่แล้ว ผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นต้องเข้าใจง่ายโดยจะหาฟีเจอร์ที่สามารถออก Utility Token เพื่อต่อยอดได้ โดย Token ตัวแรกของ Kubix จะต้องตอบโจทย์มุมมองการลงทุน มีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อดึงความสนใจจากนักลงทุน


นายญาณวิทย์กล่าวว่า ขณะนี้ Kubix อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต ICO Portal คาดว่าจะเสร็จสิ้นได้ภายในปีนี้ และจะเริ่มดำเนินการยื่น Filling ของ Investment Token ตัวแรกทันที เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้กับอุตสาหกรรม Digital Asset และเป็นการเรียกความสนใจทั้งกับนักลงทุนและ Issuer ด้วย


ในเฟสแรก Investment Token ของ Kubix จะเชื่อมไปที่ตลาดรองของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งกำลังพัฒนา Digital Asset Exchange ขึ้นมาเพื่อทำการซื้อ-ขาย Digital Token ในระยะยาว Kubix จะพิจารณาเพิ่มช่องทางเชื่อมต่อไปยังตลาดรองอื่นทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรม Digital Asset ต่อไป 


ส่วนในอนาคต Kubix จะโฟกัสธุรกิจไปทางไหนขึ้นอยู่แนวโน้มของตลาดและ Issuer เพราะ Kubix วางโพสิชั่นในตลาด Digital Asset ไว้เป็นภาพกว้างไม่ได้ปิดกั้น แต่ยอมรับว่ามีความสนใจเรื่องการทำ Securities Token Offering (STO) เพราะเป็นการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาตอบโจทย์ Traditional Finance ได้อย่างดี และยังเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันผ่านการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาทำ DvP หรือ Delivery versus Payment เป็นการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์สองชนิดกันโดยตรง


 อีกทั้งยังเป็นการเพิ่ม Traceability หรือการตรวจสอบย้อนหลังอีกด้วย แต่ยังติดข้อจำกัดเรื่องข้อกฎหมาย โดยในระยะยาวต้องดูทิศทางการกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ว่าจะมีการกำกับดูแล Digital Asset ประเภทที่มีลักษณะคล้ายหลักทรัพย์ในแนวทางเดียวกันกับหลักทรัพย์ปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งถ้าอนาคตดำเนินไปทางเดียวกันกับหลักทรัพย์จริง โอกาสจากการทำ STO และเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมจะมีอย่างมหาศาล


สำหรับโอกาสที่กลุ่มธนาคารกสิกรไทยจะเข้ามาทำธุรกิจอื่นๆ ใน Digital Asset นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ได้ปิดกั้น แต่ในระยะแรกจะมุ่งเน้นที่ธุรกิจ ICO Portal ผ่าน Kubix ซึ่งมีการจับมือร่วมกันกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความรู้เรื่องการเทรดหลักทรัพย์ และการพัฒนาตลาดรองอยู่แล้ว ในขณะที่ กลุ่มธนาคารกสิกรไทย ก็มีความรู้ด้านบล็อกเชนและเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินการลงทุน จึงนำความรู้และประสบการณ์ของทั้ง 2 อย่างมารวมกันเพื่อสร้าง Ecosystem ของประเทศ โดยที่ ICO Portal, Wallet Provider หรือ Exchange รายอื่นก็สามารถเข้ามาร่วมได้


 

Digital Asset จะเสริมธุรกิจแบงก์

ชี้ตลาดไทยแรงไม่แพ้ต่างชาติ


นายญาณวิทย์กล่าวว่า นอกเหนือจากธุรกิจ ICO Portal ของ Kubix หากมองในระยะยาวของภาพรวมอุตสาหกรรม Digital Asset เชื่อว่า อุตสาหกรรมจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจธนาคารได้ เพราะเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว Digital Asset จะถูกควบคุมในระดับหนึ่ง ทำให้ผู้เล่นที่จะเข้าไปเล่นในอุตสาหกรรมนี้คือสถาบัน อาจจะเข้าไปให้บริการ Decentralized Finance (DeFi) ก็ได้ แต่ Kubix มองว่า ICO Portal เปรียบเสมือนก้าวแรกของธนาคารเพื่อให้เข้าใจในมุมของตลาด และให้ความรู้แก่ตลาดรวมถึงลูกค้าว่าจริงๆ แล้ว Digital Asset นั้นมีอะไรบ้าง 

เราไม่ได้มองว่า Digital Asset หรือเทคโนโลยีไร้ตัวกลางจะมา Disrupt ธนาคาร แต่มองว่าจะเป็นส่วนเสริมให้ฟังก์ชั่นบางอย่างของธนาคารเกิดขึ้นได้ เช่น การฝากประจำผ่านเครือข่ายบล็อกเชน หรือการรับฝากสินทรัพย์ และธนาคารยังมีจุดแข็งสำคัญนั่นคือความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามอบให้


ปัจจุบันด้วยข้อกฎหมายที่ออกมาเปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามาทำในธุรกิจ ICO Portal ได้ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างเปิดกว้าง แต่อยู่ในการควบคุม สิ่งที่สำคัญที่ธนาคารเข้ามาคือการปรับเปลี่ยนภาพของตัวเองในอนาคตว่าจะมีการเปลี่ยนภาพการบริการในแง่ Digital Asset อย่างไร


ในช่วงที่ฟินเทคกำลังมาแรง หลายคนบอกว่าแบงก์ไม่รอดแน่ ฟินเทคมาแรงมาก แต่เมื่อแบงก์ลงมาเล่นในตลาดเดียวกัน ก็มีคนบอกว่าฟินเทคสู้ไม่ไหว แบงก์ตามทัน แต่หากพิจารณาในปัจจุบันจะเห็นว่าไม่เคยมีใครฆ่าใคร แต่ทั้งฟินเทคและธนาคารกำลังเดินไปด้วยกัน Kubix เชื่อว่าในเวฟของ Digital Asset ก็จะเป็นไปในลักษณะเดียวกัน สุดท้ายผู้เล่นก็จะเล่นในมุมที่ตนเองถนัดมากกว่าเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปด้วยกัน


นายญาณวิทย์กล่าวว่า หากประเมินภาพของอุตสาหกรรม Digital Asset ในประเทศไทยในระยะ 3 ปีข้างหน้าเชื่อว่า ตลาด Digital Asset ในไทยจะล้อไปกับแนวโน้มของโลก มีงานศิลปะดิจิทัลแบบ Crypto Art มากขึ้น ราคาขึ้นลงตามแนวโน้มของโลก ด้านคอมมูนิตี้ที่เกี่ยวกับ Digital Asset แม้ว่าจะเน้นไปที่ Cryptocurrency แต่ก็ยังมีการแอ๊กทีฟทั้งปริมาณ User และจำนวนธุรกรรมต่อวัน รวมถึงในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็มีคอนเทนต์ออกมาต่อเนื่อง


คนไทยมีการ Adoption เทคโนโลยีที่เร็วมาก สถิติการใช้ Mobile Banking ไทยถือเป็นระดับหัวแถวของโลก ฝั่งบล็อกเชนก็ถือว่านำประเทศอื่นอยู่ระดับหนึ่ง เรามีโครงการระดับประเทศอีกหลายโครงการที่ใช้บล็อกเชนเป็นระบบหลังบ้าน ดังนั้น ในเรื่องการใช้บล็อกเชนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้น ประเทศไทยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ในอนาคตการต่อยอดไปสู่ Digital Asset ก็ไม่น่ามีปัญหา ทั้งในด้านของนักลงทุน เทคโนโลยี และผู้กำกับดูแล


อีกฝั่งที่น่าสนใจคือ ฝั่งเกมมิ่ง เนื่องจากเกมที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นฐานกำลังเริ่มขยายตัว ซึ่งภายในเกมเหล่านี้จะสามารถซื้อ-ขายไอเทมในเกมผ่านบล็อกเชนได้ หากเกมสามารถติดตลาดก็อาจนำไปสู่การนำไอเทมภายในเกมเข้ามาเทรดใน Digital Asset Exchange ได้ ส่งผลให้รูปแบบการลงทุนเปลี่ยนไป ผู้คนจะสนุกกับการลงทุนในรูปแบบใหม่ได้มากขึ้น เพราะอุตสาหกรรม Digital Asset ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะไม่ได้มีแค่ Cryptocurrency และ Token แต่จะมีสินทรัพย์รูปแบบใหม่อีกมากที่สามารถทำให้กลายเป็น Digital Asset ได้ในอนาคต 


 

โลกเริ่มยอมรับ Digital Asset 

ก้าวเข้าสู่ช่วงตลาดเบ่งบาน




นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด บริษัทในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรม Digital Asset ในระดับโลก ถูกยอมรับในด้านมูลค่าไม่น้อยไปกว่าทองคำ แม้ว่า Digital Asset จะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้ แต่ก็ได้รับการพิสูจน์มาหลายครั้งแล้วว่าสามารถใช้ทดแทนสินทรัพย์ในโลกความจริงได้ บางประเทศในอเมริกาใต้ก็มีการยอมรับ สกุลเงินดิจิทัลเป็นอีกหนึ่งสกุลที่สามารถใช้ได้ภายในประเทศอย่างถูกกฎหมาย 


โดย Digital Asset นั้นเป็นสินทรัพย์ที่คนกลุ่ม Gen Y เริ่มให้ความสำคัญ เห็นได้จากคนกลุ่มนี้เริ่มซื้อ Digital Asset เข้ามาอยู่ในพอร์ตของตนเองไม่ว่าจะเป็นการลงทุนระยะสั้น หรือระยะยาวที่บางรายมองว่าเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ควรมีติดพอร์ตไว้ แต่ถ้าเป็นนักลงทุนที่มีความมั่งคั่ง มีสินทรัพย์มากกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ธนาคาร JP Morgan เคยออกมาแนะนำว่าให้มี Digital Asset ไว้ในพอร์ตประมาณ 5%


นายแซมกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ตลาด Digital Asset มีความคึกคักมากคือเรื่องผลตอบแทนที่ดีในระยะเวลาอันสั้น ทำให้ตลาดของ Digital Asset ทั่วโลกเริ่มเติบโตขึ้นมาก แต่หากถามว่า ธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะรับรองมากขนาดไหน ส่วนนี้ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศนั้นๆ เช่น Facebook มาทำ Diam จะเห็นว่าก็ไม่ง่ายเพราะว่าก็จะเจอธนาคารกลางในหลายประเทศโดยเฉพาะไทยเองมาปกป้องค่าเงินตนเอง และเพื่อการควบคุมเสถียรภาพของเงิน


ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มพัฒนา CBDC ซึ่งในประเทศไทยก็คือ โปรเจ็กต์อินทนนท์ ซึ่งธนาคารกรุงศรีเห็นด้วยกับการทำ CBDC โดยเข้าร่วมเป็น 1 ใน 8 ธนาคารที่มีส่วนก่อตั้ง CBDC ขึ้นมากับ ธปท. โดยเชื่อว่า CBDC จะสามารถช่วยเหลือภาคประชาชนได้ดีขึ้น เงินจากภาครัฐที่ช่วยเหลือประชาชนต่อไปก็จะวิ่งบนบล็อกเชน สามารถเห็นต้นทางปลายทางได้ ลดการทุจริต ตรวจสอบสถานะเงินได้ตลอดเวลาไม่เหมือนเงินสดที่ให้ไปแล้วให้ไปเลย ส่วนที่ไม่ได้ใช้ก็ตามกลับคืนมาทำประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้


บริษัทแม่ของธนาคารกรุงศรีอย่าง Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG) มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอุตสาหกรรม Digital Asset มาตั้งแต่ช่วง 4 ปีที่แล้ว โดยเข้าไปลงทุนใน Digital Asset Exchange ชื่อดังอย่าง Coinbase ตั้งแต่ช่วงแรก จนกระทั่งปัจจุบัน Coinbase เติบโตกลายเป็นแพลตฟอร์มและ Ecosystem ของสกุลเงินดิจิทัล และยังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา นำไปสู่ความร่วมมือระหว่าง MUFG กับ Coinbase เพื่อนำเสนอบริการที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency ให้กับลูกค้าในประเทศญี่ปุ่นกว่า 34 ล้านราย


นายแซมกล่าวว่า สำหรับในประเทศไทยตลาด Digital Asset ถือว่าเติบโตมากแต่ยังขึ้นอยู่กับราคาของบิตคอยน์ หากราคาบิตคอยน์สูงตลาดก็จะโตตาม ด้านจำนวนนักลงทุนก็เพิ่มมากขึ้น มีนักลงทุนที่เทรด Cryptocurrency ต่อวันไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีตลาด Digital Asset รูปแบบใหม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น NFT หรือตลาด ICO Portal ที่มีการแปลงสินทรัพย์ในโลกแห่งความจริงมาสู่โลกดิจิทัล ซึ่งหากได้รับความนิยม จะส่งให้การแปลงอสังหาริมทรัพย์เป็น Token เติบโตอย่างรวดเร็ว และอาจมาแทนที่ตลาด Real Estate Investment Trust : REIT ได้ ซึ่งธนาคารกรุงศรีก็ศึกษาเรื่อง ICO Portal เช่นกัน


ส่วนตัวผมเชื่อใน Digital Asset และได้ลองเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองจนเห็นภาพว่ามีทิศทางอย่างไร แต่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้คือ ไม่อยากให้นักลงทุนลงไปเล่นเองเจ็บเอง เพราะเป็นตลาดที่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือมีเวลาให้มากพอสมควร เพราะตลาด Digital Asset มัน 24ชม. ดังนั้น จึงคิดว่าอีกไม่นานน่าจะมีกองทุนด้าน Cryptocurrency หรือ Digital Asset เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะเชื่อว่า ก.ล.ต.เองก็กำลังดูส่วนนี้อยู่


 

กรุงศรี ฟินโนเวต รุก Digital Asset 

เตรียมประกาศลงทุนใน Zipmex 


นายแซมกล่าวว่า กลยุทธ์ของกรุงศรี ฟินโนเวต ในปีนี้นอกจากการลงทุนใน Tech Start Up ที่เกี่ยวกับ Auto, Living. E Commerce Ecosystem ยังสนใจที่จะลงทุนในสตาร์ตอัพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน และ DeFi เพื่อนำธุรกิจเหล่านี้มาต่อยอดให้ธนาคารกรุงศรี ทำให้จุดเริ่มต้นจะแตกต่างจากธนาคารอื่น เพราะธนาคารกรุงศรีจะใช้โมเดลความร่วมมือกับสตาร์ตอัพ ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่ MUFG ใช้กับ Coinbaseเป็นการผนึกกำลังและทำงานร่วมกัน โดยธนาคารกรุงศรีจะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ส่วนสาเหตุที่ไม่ตั้งบริษัทแยกมาทำเรื่อง Digital Asset โดยเฉพาะเนื่องจากต้องใช้เวลาในการจัดการหลายเรื่อง และยังใช้งบประมาณสูงกว่าการเข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพ


ธนาคารกรุงศรีสนใจ Ecosystem ของ Digital Asset ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Digital Asset Exchange การทำ ICO Portal การพัฒนาบล็อกเชน หรือแม้กระทั่งการเป็น Custodian เก็บ Digital Asset เรากำลังหา Start Up ที่เป็นผู้เล่นในเรื่องเหล่านี้มาเป็นพาร์ตเนอร์กับธนาคารกรุงศรี และลงทุนไปด้วย เรากำลังต่อจิ๊กซอว์ทั้งหมดเข้าด้วยกันอยู่ คาดว่าไม่เกินต้นปีหน้าทุกอย่างจะลงตัวและเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น


ภายในเดือนกันยายนนี้ กรุงศรี ฟินโนเวต จะประกาศการลงทุนใน Zipmex ซึ่งเป็น Digital Asset Exchange ระดับภูมิภาคที่เข้ามาให้บริการในประเทศไทย โดยสาเหตุที่เริ่มจากการลงทุนใน Exchange เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่เปรียบเสมือน Subset ของทุกเรื่องในอุตสาหกรรมDigital Asset สามารถเชื่อมโยงไปยังเรื่องอื่นๆ ได้ อีกทั้ง Exchange ยังมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจธนาคาร เช่น การโอนเงิน และการชำระเงิน ซึ่งธนาคารมีความเชี่ยวชาญด้านนี้อยู่แล้ว หลายองค์ประกอบของกระบวนการ Exchange ก็ยังต้องใช้บัญชีธนาคาร และต้องการให้ธนาคารซัพพอร์ตระบบหลังบ้านเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เสริมแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยไซเบอร์ซีเคียวริตี้


ในประเทศไทยยังไม่มี Exchange ไหนที่ธนาคารเข้าไปมีส่วนในการสร้างความเชื่อมั่น ดีลการลงทุนใน Zipmex ถือเป็นครั้งแรก เพราะกรุงศรี ฟินโนเวต มองว่า Exchange ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ศูนย์ซื้อขายเท่านั้น แต่มีนวัตกรรมมากมายที่เกี่ยวกับ Digital Asset การร่วมลงทุนจะทำให้ธนาคารได้เข้าถึงองค์ความรู้เหล่านั้น ได้รู้ช่องทาง สภาพตลาด เป็น Shortcut ให้กับธนาคารในเรื่องของ Digital Asset เพราะอุตสาหกรรมนี้ไม่หยุดคิดและพัฒนาสิ่งใหม่


นายแซมกล่าวว่า การที่กรุงศรี ฟินโนเวต เข้าลงทุนใน Zipmex จะช่วยให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และในแง่ของการใช้บริการจะมีการต่อยอดเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย เช่น หากลูกค้ามีบัญชีธนาคารกรุงศรีอยู่แล้ว จะสามารถใช้ e-KYC เข้าแพลตฟอร์มได้เลย ไม่ต้องรอยืนยันตัวตน การโอนเงินจะเชื่อมต่อกับระบบเห็นจำนวนเงินได้ชัดเจน ลดกระบวนการให้สั้นลง ช่วยให้ลูกค้าสามารถเริ่มลงทุนใน Digital Asset ได้ทันที


ส่วนการทำ ICO Portal ธนาคารกรุงศรีมองว่า เป็นการทำเพื่อให้ลูกค้ารายใหญ่ของธนาคารมาออก Token ซึ่งประเมินว่าปัจจุบันยังมีสัดส่วนที่น้อยอยู่ นอกจากนี้ ธนาคารกรุงศรียังมีความถนัดในด้าน Retail มากกว่า จึงต้องการเริ่มในแอเรียที่ถนัดก่อน อีกทั้งบริษัทในเครือธนาคารกรุงศรีก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับกองทุน Digital Asset แล้ว แม้ว่าปัจจุบันจะยังทำไม่ได้แต่เชื่อว่าแนวโน้มจะไปทางนี้แน่นอน 


แต่หากมองในมุมของ Token สิ่งที่ธนาคารกรุงศรีสนใจคือ Utility Token เพราะมีเหตุผลในเรื่องการใช้งานและราคาที่สอดคล้องกัน เช่น ถ้าเหรียญนี้ใช้งานได้ดี เป็นที่นิยม ราคาก็จะดีตามไปด้วย ในส่วนของ Asset Back Token ก็เป็นอะไรที่ดีเพราะถือว่าปลอดภัยที่สุด มีสินทรัพย์ค้ำอยู่ในโลกความจริง โดย Token ทั้งสองประเภทนี้ธนาคารเข้ามาช่วยและพัฒนาได้ ถ้ามีตลาดที่ดีก็ต้องมีคนผลิตเหรียญที่ดีควบคู่กัน


นายแซมกล่าวว่า ในส่วนต่อไป กรุงศรี ฟินโนเวต จะค้นหาโอกาสการลงทุนกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาโอกาส มองภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุรายได้ ในเบื้องต้นธนาคารกรุงศรีต้องการให้มีทีมงานพัฒนาเรื่อง Digital Asset สร้างนวัตกรรมออกมาเพื่อใช้ร่วมกับธนาคารได้ 

ข้อดีของการลงทุนในสตาร์ตอัพคือไม่ต้องใช้เงินเยอะ สิทธิและเสียงของเราจะขึ้นอยู่ในข้อตกลงในสัญญาการลงทุน แม้จะได้หุ้นน้อยแต่มูลค่าของเงินสูง เหตุผลที่เราไม่เอาหุ้นเยอะเพราะถ้าได้หุ้นมาเยอะ อาจทำให้สตาร์ตอัพโตช้า ต่างจากลงทุนในตลาดหุ้นถ้าอยากมีสิทธิ์มีเสียงต้องลงเยอะอย่างเดียว


นายแซมกล่าวว่า จุดแข็งของธนาคารกรุงศรีในอุตสาหกรรม Digital Asset คือความพร้อมด้านเงินทุน อีกทั้งบริษัทแม่อย่าง MUFG ก็มีความสนใจในเรื่องของ Digital Asset อย่างมาก และยังมีเครือข่ายพันธมิตรทั้งที่เป็นธนาคารและสตาร์ตอัพในหลายๆ ประเทศทั่วโลกที่สามารถต่อยอดความร่วมมือตามวิสัยทัศน์การเติบโตในธุรกิจ Digital Asset ของธนาคารกรุงศรีได้


วิสัยทัศน์ของเราจะเหมือนกับการที่เราไปลงทุนใน Finnomena ซึ่งในอดีตดูเหมือนเป็นคู่แข่งกับธนาคารเพราะขายกองทุนเหมือนกัน แต่ปัจจุบันเรามีร่วมกันหลายโปรเจ็กต์ และยังมีโปรเจ็กต์ใหม่ออกมา เรื่อย เช่นเดียวกับการลงทุนใน Digital Asset หลายคนบอกว่าเรื่องพวกนี้จะมา Disrupt ธนาคารเพราะตัดตัวกลางออกทั้งหมด แต่สิ่งที่เราเห็นคือโอกาสในการเข้าไปใกล้ตัวกลางให้ได้มากที่สุด นั่นคือ การเข้าไปร่วมวงกับสตาร์ตอัพที่ทำเรื่อง Digital Asset เพื่อเข้าไปอยู่ใกล้ๆ และเข้าใจมากขึ้น ซึ่งในอนาคตเราเชื่อว่าผลลัพธ์จะออกมาเหมือนกับการลงทุนใน Finnomena”

 


อนาคตแบงก์อาจเป็น DeFi ที่น่าเชื่อถือ

ไทยมีโอกาสเป็นผู้นำด้าน Digital Asset


นายแซมกล่าวว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้วธนาคารทั่วโลกต่างกังวลกับการเกิดขึ้นของฟินเทคที่เข้ามาท้าทายธุรกิจธนาคาร ด้วยความคล่องตัวและต้นทุนที่ถูกกว่า แต่ปัจจุบันมองว่าจุดที่ดีที่สุดของทั้ง 2 ฝ่ายคือ การร่วมมือกัน แม้จะยังมีฟินเทคที่แข่งกับธนาคารตรงๆ แต่ในมุมธนาคารก็ไม่ได้กังวลมากอีกแล้ว วันนี้กับโลก Decentralized Finance ก็เช่นกัน ขณะนี้ธนาคารกำลังเรียนรู้อย่างละเอียด ไม่มีใครบอกได้ 100% ว่าอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปแบบใด ธนาคารอาจหาโมเดลที่เหมาะสมและเข้าไปเป็น DeFi เองก็ได้ แต่ยังคงโพสิชั่นความน่าเชื่อถือเอาไว้


ทุกวันนี้บทบาทของธนาคารคือ Centralized Finance (CeFi) ที่เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม ซึ่งมีต้นทุนค่าตัวกลาง ค่าธุรกรรมต่าง แต่คอนเซ็ปต์ของ DeFi นั้นเปลี่ยนแปลงให้ทุกอย่างถูกรันอัตโนมัติบนระบบ ซึ่งการที่ธนาคารจะเข้าไปอยู่ในโลกนี้ได้ในอนาคต อาจต้องเข้าไปสร้างระบบนี้ขึ้นมาเองเพราะธนาคารมีความได้เปรียบในด้านความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว ส่วนรายได้ของธนาคารก็จะไม่ได้มาจากค่าธรรมเนียมธุรกรรม แต่จะไปอยู่ที่ค่าธรรมเนียมจากผลตอบแทนของผู้ที่เข้ามาใช้ DeFi ของธนาคาร


เวลานี้ยังไม่มีใครชี้ชัดได้ว่าในอนาคตธนาคารจะอยู่ตรงไหน แต่ธนาคารกรุงศรีก็ต้องเข้าไปศึกษาเพื่อประเมินแนวโน้มคร่าวๆ ไว้ก่อน แต่ก็ไม่มีอะไรรับรองว่า อีก 2-3 ปีข้างหน้าจะไม่มีนวัตกรรมอะไรมาแทนที่ DeFi และเข้ามาท้าทายธนาคารอีก เชื่อว่าในอนาคตธุรกิจธนาคารจะไม่หายไป แต่รูปแบบธุรกิจของธนาคารต้องมีการปรับเปลี่ยนถึงจะสามารถอยู่ได้


ธนาคารกรุงศรีติดตามเรื่องเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ธนาคารชั้นนำในอเมริกาก็เริ่มลงทุนใน Digital Asset กันบ้างแล้ว เพราะเทรนด์ในอเมริกานั้นแรงกว่าประเทศไทย มีคนคิดจะ Disrupt ธนาคาร ธนาคารก็ต้องคิดจะปกป้องตนเองด้วยเช่นกัน โดยการหาธุรกิจใหม่ แม้จุดยืนของธนาคารวันนี้จะไม่ใช่ผู้นำด้านการเงิน แต่สิ่งที่เป็นได้คือผู้ตามที่แข็งแกร่งกว่าผู้นำ


นายแซมกล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสสูงมากในการจะยึดโพสิชั่นการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม Digital Asset ตัวแปรสำคัญคือ การสนับสนุนของหน่วยงานกำกับดูแลที่เปิดทางให้ธนาคารเข้ามาร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมได้ ส่วนองค์ประกอบในด้านอื่นๆ ก็ถือว่าพร้อม ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จของ Digital Asset Exchange ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน Digital Asset และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งโครงการ CBDC ก็ใกล้สำเร็จเป็นรูปธรรมแล้ว ถือว่าไม่มีประเทศใดในอาเซียนที่มีองค์ประกอบพร้อมขนาดนี้ หากประเทศไทยมีทิศทางที่ชัดเจน ภายในช่วงต้นปีหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็นจ้าวตลาดของอุตสาหกรรม Digital Asset ในภูมิภาคอาเซียนได้



 

เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล เปิดเกมรุก

ตั้งเป้าปี 64 ออก ICO 2 ตัว 






นายอัฎฐ์ ทองใหญ่ อัศวานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลในประเทศไทย (ICO Portal) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม บมจ.เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล (XPG) กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจการเงินดิจิทัลทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีมูลค่ารวมกว่า 40 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบิตคอยน์ตลาด 24 ล้านล้านบาท แพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) และ Decentralized Finance 11.7 ล้านล้านบาท และ 1.35 ล้านล้านบาทตามลำดับ 

ในส่วนของ Utility Token และ Security Token ก็ยังเป็นการเงินดิจิทัลที่มีการเติบโตสูงเช่นกัน ด้วยขนาดตลาดในปัจจุบันที่สูงถึง 1.95 ล้านล้านบาท จากการที่หลายอุตสาหกรรมทั่วโลกนำโทเคนดิจิทัลและระบบบล็อกเชนมาใช้ เช่น Digital Token ที่อ้างอิงกับสินทรัพย์ดั้งเดิม เช่น ทอง ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น 


การเติบโตที่เห็นได้ชัดนี้ทำให้บริษัทเชื่อว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ที่นำมาสู่โอกาสทางธุรกิจของเอ็กซ์สปริงอีกมากมายในอนาคต


ทั้งนี้ เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล และจัดจำหน่ายโทเคนดิจิทัล (Digital Token) โดยการทำ Initial Coin Offering (ICO) ซึ่งเป็นการระดมทุนรูปแบบหนึ่ง โดยได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)เพื่อประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลในประเทศไทย (ICO Portal) 


นายอัฎฐ์กล่าวว่า เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล วางเป้าการเติบโตไปพร้อมตลาดโลก ด้วยการเปิดช่องทางใหม่ๆ สำหรับนักลงทุนอย่างครบวงจรตั้งแต่บริการทางการเงินปัจจุบัน ไปสู่โลกบริการทางการเงินดิจิทัล หรือ Digital Financial Service เช่น การลงทุนใน Digital Asset ประเภท Digital Token ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนใหม่ที่เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล ให้ความสำคัญและพยายามผลักดันให้สำเร็จภายในปีนี้


ภายในปี 2564 เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จะมีการออก ICO 2 ตัว คือ โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนสิริฮับ (SiriHub Investment Token) ซึ่งเป็น Real Estate-Backed ICO ตัวแรกของไทยที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ “Ready to use Utility Token” ที่เตรียมเปิดตัวเป็นครั้งแรกในวงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และ EV Charging Ecosystem ของประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ ชาร์จ แมเนจเม้นท์ (SHARGE) ผู้ให้บริการด้านการให้บริการชาร์จรถ EV ครบวงจร รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเปิดรับ Cryptocurrency ในการซื้อที่อยู่อาศัยและชำระค่าส่วนกลางของบมจ.แสนสิริ (SIRI ) ทุกโครงการ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย 


สำหรับ โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนสิริฮับ ก.ล.ต. อนุญาตให้เสนอขายต่อประชาชนอย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ถือเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่อ้างอิงกระแสรายรับจากอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate-backed ICO) ตัวแรกของไทย มีมูลค่าเสนอขาย 2,400 ล้านบาท อายุโครงการ 4 ปี โดยนักลงทุนสามารถเริ่มต้นจากเงินลงทุนจำนวนน้อยด้วยมูลค่าจองซื้อขั้นต่ำเพียง 10 บาท (1 โทเคน) ซึ่งสามารถเลือกได้จากโทเคนดิจิทัล 2 กลุ่ม คือ 


       1. สิริฮับ A (SiriHubA) เสนอขายจำนวน 160 ล้านโทเคน มูลค่า 1,600 ล้านบาท ผู้ถือสิริฮับ จะได้รับส่วนแบ่งรายได้รายไตรมาส 4.5% ต่อปี และได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินเมื่อสิ้นสุดอายุโครงการจำนวนไม่เกิน 1,600 ล้านบาท 


       2. สิริฮับ B (SiriHubB) เสนอขาย 80 ล้านโทเคน มูลค่า 800 ล้านบาท ผู้ถือสิริฮับ จะได้รับส่วนแบ่งรายได้สูงถึง 8% ต่อปี และยังได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินโครงการเมื่อสิ้นสุดอายุโครงการเฉพาะส่วนเกิน 1,600 ล้านบาท เป็นต้นไป ซึ่งจากการวิเคราะห์มูลค่าตลาดทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของสิริ แคมปัส


โดยบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. จำนวน 2 ราย คาดการณ์ว่าในอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้า มูลค่าตลาดของโครงการนี้จะมีมูลค่าประมาณ 2,600 ล้านบาท


นายอัฎฐ์คาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้สินทรัพย์หลากหลายชนิดจะสามารถ Tokenization ได้ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม บ้าน คอนโดมิเนียม หรือแม้กระทั่งที่ดินที่มีมูลค่าสูงหลักหลายสิบล้าน ไปจนถึงหลักพันล้าน ให้ออกมาในรูปแบบ Digital Token เพื่อให้นักลงทุนทั้งรายย่อยและรายใหญ่เข้ามาลงทุนร่วมกันได้


โดยนักลงทุนจะได้รับผลประโยชน์จากการถือครอง Token ตามที่ระบุไว้ใน Smart Contract ซึ่งอาจจะเป็นผลตอบแทนจากกระแสรายรับในอนาคต จากค่าเช่า หรือจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ หรือสามารถดีไซน์ฟีเจอร์เพิ่มเติมให้กับ Digital Token ในรูปแบบรอยัลตี้โปรแกรม ไม่ว่าจะเป็นรอยัลตี้โปรแกรมแบบรีวอร์ดส์ คะแนนสะสม หรือการใช้บริการก็สามารถทำได้ ซึ่งจะต่างจากการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ และหากนักลงทุนต้องการจะซื้อ-ขาย ก็ยังสามารถซื้อ-ขายที่ตลาดรองที่รองรับการเทรด Token ได้ ซึ่งโดยหลักการแล้วแทบไม่ต่างจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพียงแค่ย้ายกระบวนการทุกอย่างมาอยู่บนโลกดิจิทัลด้วยการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่ปลอดภัยสูง


นอกจากนี้ กลุ่มเอ็กซ์สปริง ยังมีแผนเปิดตัวธุรกิจนายหน้าและผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital asset broker and dealer) ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และการขอใบอนุญาต Digital asset fund manager ที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ และ Open-architecture licenses เพื่อเพิ่มทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนให้แก่ลูกค้า ตลอดจนการหาโอกาสการลงทุนในบริษัทเอกชนที่มีศักยภาพสูง 

 


ติดตามคอลัมน์ Cover Story ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนกันยายน 2564 ฉบับที่ 473 

ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi