NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

หุ้นอารมณ์ดี กัญชง-กัญชา กับอนาคตยังอีกไกล

ท่ามกลางกระแส New S-Curve ในโลกยุคใหม่ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสกัญชง (Hemp) / กัญชา (Cannabis) ในเชิงพาณิชย์อย่างถูกกฎหมายมาแรงไม่แพ้กันในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนจากราคาหุ้นกลุ่มและกัญชงในต่างประเทศ อย่าง Canopy Growth (CGC) ผู้ประกอบธุรกิจกัญชา / กัญชง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (ยาไปจนถึงอาหารคน/ สัตวและเครื่องดื่ม) สัญชาติแคนาดา และครองส่วนแบ่งการตลาด อันดับ 1-2 ในแคนาดา ที่แม้จะมีผลขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นนับตั้งแต่ในปี 2557  (NASDAQ) ที่ประมาณ 3  ดอลลาร์สหรัฐฯ ล่าสุดทะยานสู่ระดับ 38.63 ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ 19 ก.พ. 2564 คิดเป็นผลตอบแทน10 เท่า จากราคาไอพีโอในระยะเวลา 7 ปี 

ไทยปลดล็อคกัญชง หนุนต่อยอดสินค้าใหม่

สําหรับไทยเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2564 สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประกาศกฎกระทรวงเกี่ยวกับกัญชง อนุญาตให้คนไทยทั้งบุคคลและนิติบุคคลสามารถต่อยอดธุรกิจกัญชงเชิงพาณิชย์ โดยเกณฑ์การแบ่งระหว่างกัญชาและกัญชงทางกฎหมาย โดยอย.จะพิจารณาจาก THC (Tetrahydrocannabinol) ซึ่งเป็นสารที่ทําให้เกิดอาการมึนเมา (เป็นสารที่ทําให้เสพติด) ต้องไม่เกิน 1%  ต่อน้ำหนักแห้งและไม่เกิน 0.2% ในรูปสารสกัด จึงไม่นับเป็นยาเสพติด ขณะที่ในส่วนของ  CBD ไม่มีการกําหนดปริมาณ

กัญชงมีสรรพคุณหลายด้านแบ่งเป็น 3 ส่วน (อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของบล.เอเซีย พลัส)

          1. ส่วนช่อดอก มีมูลค่าเพิ่มสูงสุดหลัก ๆจากการนำมาสกัดสาร CBD ซึ่งนำมาต่อยอดได้ในหลากหลายสินค้า เช่น เครื่องดื่ม กาแฟ CBD, ผลิตภัณฑ์บํารุงผิว รวมถึงกลุ่มอาหารเสริมปัจจุบันอย.ยังไม่อนุญาตให้ ใช้ CBD จากช่อดอก  แต่น่าจะมีความชัดเจนในช่วงเดือนมี.ค.2564 - เม.ย.2564

 2. ส่วนเมล็ดและสารสกัดจากเมล็ด มีมูลค่าเพิ่มรองลงมา ซึ่งปัจจุบันอย.อนุญาตให้ใช้ เป็นส่วนผสมในอาหาร และเครื่องสำอาง โดยเมล็ดกัญชามีสารอาหารโปรตีน, โอเมก้า 3, 6, 9 สูงและมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)

 3. ส่วนอื่นๆ เช่น เส้นใยซึ่งมีความแข็งแรง จะนำมาใช้ทําเสื้อผ้า เชือก กระเป๋า และแกนลำต้นใช้ในการทำวัสดุก่อสร้าง



กัญชง พืชเปลี่ยนชีวิต ต้นน้ำและกลางน้ำดูดี

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส วิเคราะห์ถึงประโยชน์ของกัญชงต่อเศรษฐ์กิจไทย ว่าสามารถพิจารณาได้ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การเพาะปลูก (ระยะเวลาเพาะปลูกถึงเก็บเกี่ยวราว 4 เดือน) โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าไทยมีพื้นที่เพาะปลูกพืชทางการเกษตรทุกประเภทรวมกัน 149.25 ล้านไร่ โดยประเทศไทยมีการพัฒนาสายพันธ์กัญชง ให้สามารถเพาะปลูกได้ทุกพื้นที่ในไทย  (เดิมกัญชงชอบอากาศหนาว  เอื้อต่อการเพาะปลูกในภาคเหนือ) ส่วนราคาขายแม้ไม่มีราคาขายที่ชัดเจน 

สําหรับ CBD จากกัญชง โดยเริ่มเห็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี หรือ STA (FV@B50) วางแผนปลูกกัญชงราว 100-200 ไร่ ที่ จ.น่านและสกลนคร และมีแผนที่จะต่อยอดไปยังธุรกิจกลางน้ำ (โรงสกัดน้ำมันกัญชง  ) เพื่อสกัดสาร CBD ขายให้กับธุรกิจปลายน้ำ ซึ่งปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯที่มีศักยภาพพอที่จะเป็นโรงสกัดสาร CBD เช่น DOD, IP และ RBF 

บล.เอเซีย พลัส มีมองว่าธุรกิจกลางน้ำค่อนข้างได้เปรียบเพราะได้ประโยชน์จากคำสั่งซื้อที่มาจากธุรกิจปลายน้ำและแข่งขันรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มปลายน้ำ ที่เชื่อได้ว่าหลังกฎหมายมี ความชัดเจนทุกบริษัทที่มีความพร้อมจะเข้ามาชิงสวนแบ่งการตลาดอย่างเข้มข้น

สําหรับธุรกิจปลายน้ำจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับต่างประเทศ เช่น การนำสารจากกัญชงมาผสมในเครื่องสำอาง แม้เปิดโอกาสในการ เติบโตให้ KISS, BEAUTY และ RS แต่บล.เอเซีย พลัส มองกัญชงในเครื่องสำอางยังต้องดูความสำเร็จในระยะยาว เพราะสารต้านอนุมูลอิสระและสารลดการอักเสบ มีสารอื่นทดแทนได้เช่น กลุ่มวิตามิน ทําให้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มการออกผลิตภัณฑ์ ใหม่ ที่มีส่วนผสมของ CBD จะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคมากกว่า 

ทั้งนี้ ตลาดเครื่องดื่มที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ( Non Alcohol ) ในไทยมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท แต่อัตราการเติบโตอยู่ที่ 1- 2% ต่อปี จากฐานสูงและเป็นไปตามการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สะท้อนการบริโภค ที่ใกล้ถึงขีดจำกัด ทําให้บล.เอเซีย พลัส คาดการออกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ CBD จะไม่ช่วยให้เกิดการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มในระยะยาวเพราะการแย่งส่วนแบ่งการตลาดระหว่างผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม (Cannibalization) แต่ให้น้ำหนักไปกับการเติบโตในต่างประเทศ หลังแต่ละประเทศเริ่มผ่อนกฎหมายเกี่ยวกับกัญชงมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ที่ประกอบด้วยกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่นิยมสินค้าไทย

หุ้นได้ประโยชน์ทางตรง-ทางอ้อม

บล.เอเซีย พลัส ประเมินบริษัทที่ออกผลิตภัณฑ์จากกัญชงเป็นรายแรกจะเกิดจิตวิทยา หรือ Sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้น จับตา AU ที่มีฐานกำไรต่ำ และการนำกัญชา /กัญชง ไปผสมในอาหารทำได้ทันที (แต่ต้องระบุว่ามาจากแหล่งใด) ตามด้วย ICHI,SAPPE (FV@B26) ที่ฐานกำไร 400-500 ล้านบาทต่อปี ทำให้เห็นผลบวกต่อกำไรได้มาก ส่วน OSP และ CBG ฐานกำไรต่อปีค่อนข้างสูงราว 3.5 พันล้านบาท คาดว่าผลทางพื้นฐานยังต้องใช้เวลา

โดยรวมนอกจากหุ้นที่ได้รับประโยชน์ทางตรงข้างต้น บล.เอเซีย พลัส ประเมินบนกรณีที่กัญชงประสบความสำเร็จ จะสร้างการเติบโตให้กับภาคเกษตร (สัดส่วน 8% ของจีดีพีไทย) และหนุนต่อรายได้เกษตรกรส่งผลดีต่อหุ้นที่มีสินค้าขายอิงกับรายได้เกษตรกร เช่น SAT (มีผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกลการเกษตร)

นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีนโยบายท่องเที่ยวกัญชาเชิงการแพทย์ เพื่อก้าวสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ( Wellness Tourism ) ระดับโลก เอื้อต่อกลุ่มท่องเที่ยวทั้ง AOT, CENTEL,ERW และ MINT ท้ายสุดแล้วองค์ประกอบรวมถือเป็นแรงขับเคลื่อนต่อจีดีพีไทยในอนาคต ซึ่งเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตของจีดีพีย่อมเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์