NEWS UPDATE • TECHNOLOGY & FINTECH

แบงก์ไทยจ่อเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้งของเอเชีย

การระบาดของ Covid-19 ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกอุตสาหกรรม  โดยเฉพาะภาคการเงินและธนาคารในประเทศไทยต่างเดินหน้าโครงการดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น  โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งพฤติกรรมลูกค้าที่เปิดรับเทคโนโลยีอย่างเต็มที่  อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และสมาร์ตโฟนของประชากรไทย นอกจากนี้ ยังมี Ecosystem ด้านนวัตกรรมทางการเงินที่แข็งแกร่ง สิ่งเหล่านี้ส่งให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีโอกาสก้าวไปสู่การเป็นผู้นำทางด้านดิจิทัลแบงกิ้งในระดับภูมิภาคได้

นาย Myles Bertrand กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Mambu กล่าวว่า ในช่วง 2 ปี ระหว่างการระบาดของ Covid-19 อุตสาหกรรมการเงิน และธนาคารในประเทศไทย ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิรูปอย่างเข้มข้น  ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคชาวไทยก็เปิดรับเทคโนโลยีด้านการเงินอย่างรวดเร็ว การชำระเงินผ่านพร้อมเพย์สูงถึง 28 ล้านรายการต่อวัน เติบโตขึ้นถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาด


สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยซึ่งมีอัตราการเข้าถึงบริการทางการเงินในระดับสูง โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ดีเยี่ยม ด้านประชากรก็มีความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในเกณฑ์ดี ทำให้ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งเหมาะกับการเป็นผู้ท้าชิงในอุตสาหกรรมดิจิทัลแบงกิ้ง ทั้งในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและระดับโลก

“คนไทยกว่า 80% มีบัญชีธนาคาร ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดในโลกด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน นอกจากนี้ยังมี Ecosystem ของฟินเทคที่ล้ำสมัย อัตราการเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือในระดับสูง ประชากรจำนวนมากสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเป็นผู้นำในวงการดิจิทัลแบงกิ้งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”


แบงก์ในเอเชียโหมลงทุนเทคโนโลยี

เน้น Big Data, Machine Learning และ Blockchain

เกียรติพงศ์ หาญไทยผลดี ผู้จัดการทั่วไปของ Mambu ประเทศไทย กล่าวว่า  ปัจจุบัน  คนไทยมีบัญชีธนาคารออนไลน์สูงถึง  75 ล้านบัญชี  การใช้บริกาโมบายล์เพย์เมนต์  การโอนเงินผ่านออนไลน์   และการใช้แอปพลิเคชั่นทางการเงินผ่านสมาร์ตโฟน กลายเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน แต่การปรับใช้ที่รวดเร็วนี้ก็มาพร้อมกับความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้องการเข้าถึงเงินของตนได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ


แต่หากดูรายงานล่าสุดของ FT Focus ซึ่งเป็นส่วนวิจัยของหนังสือพิมพ์ Financial Times ในกรุงลอนดอน ซึ่งทำการสำรวจผู้บริหารธนาคารระดับสูงจากทั่วโลก พบว่าธนาคาร 3 ใน 5 แห่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเชื่อว่า ตนจะขาดความสามารถในการแข่งขัน และต้องออกจากธุรกิจภายใน 5-10 ปี หากไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ผลสำรวจยังระบุอีกว่า ธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการพัฒนาที่ค่อนข้างช้ากว่าธนาคารในภูมิภาคอื่นๆ โดยมีเพียง 1 ใน 3 ที่ระบุว่าการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นของตนอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ธนาคารในเอเชียแปซิฟิกกำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่ มีการวางแผนลงทุนในเทคโนโลยี Big Data, Machine Learning และ Blockchain ในอัตราที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆอย่างชัดเจน

นาย  Bertrand  กล่าวเสริมว่า  “เราเห็นความมุ่งมั่นของธนาคารในเอเชียแปซิฟิก ที่จะเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกัน คือ  การเปลี่ยนแนวทางในการเข้าถึงนวัตกรรม เช่น การเปิดรับพันธมิตร  เพื่อสร้างความร่วมมือในเชิงรุก ต่อยอดไปสู่การสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง แต่ความท้าทายสำคัญของโจทย์นี้ คือ ธนาคารในเอเชียแปซิฟิก ถึงครึ่งหนึ่งยังกังวลเรื่องของทักษะบุคลากรที่จำเป็นต่อการปฏิรูปธุรกิจ”

จุดเด่นของประเทศไทย  คือ  Ecosystem ของบริการทางการเงินซึ่งปัจจุบันถือว่าอยู่ในจุดที่ดีมาก การเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิรูปที่ผ่านมา ทำให้เกิดเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ ซึ่งได้รับการยอมรับทันที จากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้บริโภค นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทยยังช่วยให้ประเทศนี้มีความได้เปรียบเหนือกว่าประเทศอื่นในเอเชียแปซิฟิกอย่างเห็นได้ชัด โดยมีอัตราการเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนและการใช้งานอินเทอร์เนตสูงมาก ปัจจัยเหล่านี้ เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ถึงความพร้อมของไทยในโลกดิจิทัล และสะท้อนถึงอนาคตที่สดใส สำหรับอุตสาหกรรมธนาคารดิจิทัลโดยรวม

อย่างไรก็ตาม  ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ได้ประกาศ  “แผนกลยุทธ์”  สำหรับการให้ใบอนุญาตดิจิทัลแบงกิ้งอย่างเป็นทางการ  เวลานี้จึงถือเป็นช่วงที่ธนาคารและนอนแบงก์  ต้องกำหนดแผนมุ่งสู่ดิจิทัลแบงกิ้งของตนเองให้พร้อมขับเคลื่อนได้ทันที เมื่อมีความเปลี่ยนแปลง

 


ต้นทุน/ทัศนคติ คือกำแพง

ขวางดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น

นาย Bertrand กล่าวว่า แม้อุตสาหกรรมการเงินและธนาคารของประเทศไทยจะรู้ว่าดิจิทัลแบงกิ้งเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ยังคงมีธนาคารบางแห่งลังเลที่จะเดินหน้าเต็มที่กับการดำเนินกลยุทธ์ดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น ซึ่งสิ่งที่กำลังขัดขวางไม่ให้ธนาคารเหล่านี้ปรับตัวสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัว มีด้วยกัน 2 เรื่องคือ

1. ค่าใช้จ่าย : เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่มีภาระทางการเงินค่อนข้างมาก ธนาคารบางแห่งได้ลงทุนไปมหาศาลกับเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบดั้งเดิม ทำให้ธนาคารรู้สึกว่าจะต้องทำให้สิ่งที่ลงทุนไปคุ้มค่ามากที่สุด จึงพยายามยืดอายุของเทคโนโลยีให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้มานานถึง 30 ปีแล้วก็ตาม

2. ทัศนคติที่ต่อต้านเทคโนโลยีดิจิทัล : ธนาคารบางแห่งมีความลังเลที่จะก้าวไปสู่สิ่งใหม่ ซึ่งเป็นผลจากวัฒนธรรมการทำงานที่สืบทอดมานาน ทำให้เกิดความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง บวกกับการยึดติดกับสิ่งที่เคยทำมาตลอดในอดีต ก่อให้เกิดทัศนคติที่ต่อต้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งธนาคารบางแห่งมีความกังวลด้านนี้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น แต่สิ่งธนาคารต้องพิจารณาด้วยคือ ความเสี่ยงในการไม่ทำสิ่งใดเลย ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด

 นาย Bertrand  กล่าวว่า  สำหรับแนวทาง ในการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นนั้น  การ   “ตัดทิ้งและเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด”  (Rip and replace approach) ไม่ใช่แนวทางเดียวที่จะทำได้ ซึ่งที่จริงแล้วแนวทางนี้ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างช้า มีค่าใช้จ่ายสูงสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด และยังมีความเสี่ยงมากที่สุดอีกด้วย

แนวทางที่มีความเสี่ยงน้อยและรอบคอบมากกว่าในการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นคือ การใช้ระบบพื้นฐานแบบ Dual core โดยทำการย้ายไปยังระบบ Core ใหม่เมื่อเวลาผ่านไป อีกหนึ่งแนวทางที่มีความเสี่ยงต่ำซึ่งธนาคารทั่วไปอาจต้องพิจารณาคือ การเปิดตัว “Digital speedboat” เพื่อกำหนดชุดเทคโนโลยี Greenfield tech stack ภายใต้แบรนด์ใหม่ แต่ไม่ว่าจะเลือกแนวทางใด สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือธนาคาร ต้องเริ่มเดินหน้าดำเนินกลยุทธ์ดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นโดยเร็วที่สุด

เกียรติพงษ์  กล่าวเสริมว่า “ธนาคารต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น  เพื่อรักษาส่วนแบ่งในท้องตลาด หากขาดกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ  อาจถูกคู่แข่ง ทั้งจากธุรกิจธนาคารและธุรกิจฟินเทค ที่มีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีดิจิทัล แย่งส่วนแบ่งตลาดไปได้ ซึ่ง Mambu ประเทศไทย พร้อมจะสนับสนุนธุรกิจธนาคาร ให้สามารถใช้ประโยชน์จากการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

 

ทำความรู้จัก Mambu

แพลตฟอร์ม Cloud Banking แบบ SaaS

Mambu คือแพลตฟอร์ม Cloud Banking จากประเทศเยอรมนี มีเป้าหมายในการช่วยให้ธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงินสามารถปรับตัวได้ทันกับโลกการเงินยุคดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อธนาคารโดยเฉพาะ และยังเปิดให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการจาก Mambu ได้ง่ายๆผ่านบริการ Cloud แบบ Software as a Service (SaaS)

วิสัยทัศน์ของ Mambu คือการให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับผู้ให้บริการด้านการเงินทุกรูปแบบที่ต้องการสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาสิ่งใหม่จากที่ใดในโลกก็ได้ โดย Mambu ทำงานครอบคลุมหลากหลายสาขา เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล, สินเชื่อเพื่อธุรกิจ, สินเชื่อที่อยู่อาศัย, สินเชื่อการค้าต่างประเทศ, กระเป๋าเงินดิจิทัล, บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน

พอร์ตโฟลิโอของ Mambu ถือว่าน่าสนใจ เพราะ Mambu ให้บริการกับบริษัทฟินเทคสตาร์ตอัพที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นจุดแข็ง รวมถึงสถาบันการเงินที่ให้บริการสินเชื่อแบบไมโครไฟแนนซ์ ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีมีการใช้งานโปรแกรมของ Mambu จากผู้ให้บริการไมโครไฟแนนซ์ถึง 100 แห่งใน 26 ประเทศทั่วโลก


 ทำความรู้จัก Mambu ได้ที่ : https://cloud.mambu.com/th-th/the-only-true-saas-cloud-banking-platform