NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

เงินเฟ้อ : Fed ใจดีสู้เสือ

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกฉายแววสดใสเป็นลำดับ เห็นได้จากองค์กรหลายสำนักทยอยออกมาปรับตัวเลขพยากรณ์เศรษฐกิจกันอย่างทั่วหน้า ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา องค์การความร่วมมือเศรษฐกิจและพัฒนา (OECD) ขยับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเพิ่มเป็น 5.8% ในปี 2021 ตามมาด้วยธนาคารโลก (World Bank) ก็ปรับขึ้นจากเดิมเมื่อต้นปี เป็นอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกราว 5.6% โดยให้เหตุผลว่า การคาดการณ์ครั้งก่อน เป็นช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Joe Biden ยังไม่ได้แถลงมาตรากระตุ้นเศรษฐกิจมโหฬารมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ 

 

เมื่อมาตรการดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว เศรษฐกิจสหรัฐฯจึงเดินหน้าอย่างแข็งขันชัดเจน โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับเฉลี่ยราว 6.4% และธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯตลอดปี 2021 จะขยายตัวประมาณ 6.8% ซึ่งนับเป็นตัวจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ยิ่งไปกว่านั้น จีนก็เป็นมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่งที่ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วกว่าประเทศชั้นนำอื่นๆ และเป็นแรงที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจโลกเช่นกัน คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตประมาณ 8.5% ในปีนี้

 

ส่วนกลุ่มยูโร ที่ดูเชื่องช้าในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็คาดว่าน่าจะเติบโตอยู่ในระดับเฉลี่ยราว 4.2% ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (ยกเว้นจีน) ก็จะมีสถานการณ์เศรษฐกิจแจ่มใสกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าจะขยายตัวราว 4.4% ในปี 2021 ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน หลังจากที่มีการระดมฉีดวัคซีนกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ จึงทำให้มีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้การใช้จ่ายของประชาชนและการลงทุนภาคธุรกิจ เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง

 

ทั้งนี้ ธนาคารโลกให้ข้อสังเกตว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ไม่ค่อยมีความสมดุลเท่าใดนัก เนื่องจากการกระจายวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ยังไม่ทั่วถึง จึงทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตแบบเปราะบาง หากประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ พร้อมใจกันผลักดันการกระจายวัคซีนอย่างจริงจัง ก็จะช่วยให้การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจโลกราบรื่นและมีเสถียรภาพตามไปด้วย คาดว่าขณะนี้ กลุ่มประเทศด้อยโอกาสและยากจนทั่วโลก มีความต้องการวัคซีนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านโดส และรอความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะโครงการ COVAC ขององค์การอนามัยโลก (WHO) 

 

ขณะที่การประชุมสุดยอดผู้นำชองประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ (G7) ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ประชุมได้เสนอบริจาควัคซีนจำนวน 1,000 ล้านโดส โดยสหรัฐฯจะให้ความช่วยเหลือประมาณ 500 ล้านโดส ส่วนประเทศสมาชิกอื่นๆ ก็จะบริจาคลดหลั่นกันไป ทั้งในรูปวัคซีนและเงินช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาพิษภัยโควิดในกลุ่มประเทศด้อยโอกาสและยากจนให้คลี่คลายโดยเร็ว

 



 

เงินเฟ้อชั่วคราว?

 

เศรษฐกิจโลกห่างเหินสถานการณ์เงินเฟ้อมานาน นักเศรษฐศาสตร์ในรอบกว่าสิบปี มักจะเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องประสบกับพิษเศรษฐกิจและการเงินโลกเป็นระยะๆ กดดันให้ประเทศต่างๆ ต้องพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งของระบบการเงินการธนาคาร สะสางปัญหาหนี้สินทั้งภาครัฐและเอกชน จนทำให้เรื่องราวของเงินเฟ้อแทบจะไม่เคยมาเยือนในเวทีเศรษฐกิจโลก ยกเว้นในบางประเทศละตินอเมริกาและแอฟริกาเท่านั้น

 

ด้วยเหตุนี้ มาตรการเศรษฐกิจที่คุ้นเคยกันในช่วงที่ผ่านๆ มา จึงเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะซบเซาเรื้อรัง อาทิ การลดอัตราดอกเบี้ย การผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) และ การอัดฉีดเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ เป็นต้น 

มาตรการทั้งหลายเหล่านี้ ได้มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อประคับประคองให้เศรษฐกิจกระเตื้องดีขึ้น โดยได้มีการนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดโรคโควิดระบาด เพราะก่อนหน้านั้น เศรษฐกิจโลกยังกะปลกกะเปลี้ย ลุ่มๆ ดอนๆ การขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้ประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ จำเป็นต้องรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ และมีการใช้มาตรการ QE หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างจริงจัง

 

สหรัฐฯ เป็นประเทศหนึ่งที่ใช้มาตรการการเงินผ่อนปรนยาวนาน โดยรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่ในช่วง 0-0.25% อีกทั้งยังคงใช้มาตรการ QE โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (The Federal Reserve: The Fed) จะซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลสหรัฐฯและพันธบัตรที่รัฐสนับสนุน ประมาณเดือนละ 120,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจลื่นไหล และ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน 

 

น่าเสียดายที่การระบาดของโควิด-19 ซึ่งปะทุในสหรัฐฯครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2020 ได้ฉุดให้ภาคธุรกิจต่างๆ สะดุดลงทั้งหมด ส่งผลเสียหายแก่เศรษฐกิจโดยรวมอย่างร้ายแรง แม้ว่าช่วงก่อนวิกฤติโควิด นักเศรษฐศาสตร์เคยคาดเดากันว่า Fed อาจชะลอการใช้ QE หรือ ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เมื่อมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังเข้มแข็ง และ กำลังกดดันระดับราคาทั่วไปสูงขึ้น 

 

แต่ Fed ก็ยังคงแสดงจุดยืนชัดเจนว่า การรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0% และ ยังคงมาตรการ QE มูลค่าเดิมต่อไป เพราะต้องการให้มันใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งแรงจริง ไม่อยากก้าวผิดพลาดเฉกเช่นปี 2013 ที่สร้างความโกลาหลให้แก่เศรษฐกิจโลก ตลาดเงิน และ ตลาดทุน เมื่อสหรัฐฯแสดงท่าทีว่าจะยกเลิกมาตรการ QE ทำให้ตลาดตื่นตระหนกเรื่องอัตราดอกเบี้ยแพง กลายเป็นความวุ่นวายในประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่ จนทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่างสะดุดลงเป็นแถว

 

โรคโควิดระบาดร้ายแรงในสหรัฐฯ ทำลายชีวิตผู้คนจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และ สร้างความเสียหายเศรษฐกิจใหญ่หลวง ด้วยเหตุนี้ Fed จึงยิ่งจำเป็นต้องรักษามาตรการทางการเงินผ่อนคลายต่อไป รวมถึงการใช้มาตรการช่วยเหลือพิเศษอีกมากมาย ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ก็อัดฉีดเงินพยุงเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นยุคอดีตผู้นำ Donald Trump ในช่วงปี 2020 และ ต่อเนื่องมายังประธานาธิบดีคนใหม่ Joe Biden ก็ใช้เม็ดเงินรวมกันมหาศาล เพื่อจุดมุ่งหมายที่จะฉุดให้เศรษฐกิจก้าวพ้นปากเหวให้สำเร็จ 

 

มาตรการสำคัญสุดที่ควบคู่กันไปของประธานาธิบดี Biden ก็คือ โน้มน้าวให้พลเมืองอเมริกันเชื่อมั่นในแนวทางป้องกันโควิดด้วยการสวมใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง รวมถึง ยอมรับการฉีดวัคซีนให้ทั่วถึงโดยเร็ว จนในที่สุด สหรัฐฯก็สามารถทยอยปลดล็อกดาวน์ในรัฐต่างๆ อนุญาตผู้คนให้ออกมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ ธุรกิจร้านค้า และ สถานศึกษา เริ่มเปิดทำการเป็นลำดับ

 

การดำเนินมาตรการผ่อนปรนทางการเงินและการคลังอย่างเต็มที่ รวมถึงการฉีดวัคซีนตามเป้าหมาย ส่งผลให้คนอเมริกันที่ต้องหวาดกลัวโรคร้าย และปิดกั้นตัวเองเพื่อทำงานหรือเรียนในที่พักอาศัยเป็นเวลานานนับเดือน รู้สึกหดหู่จำเจ เมื่อเริ่มคลายล็อกดาวน์ และมีความเชื่อมั่นในวัคซีน จึงออกไปใช้ชีวิตอิสระ และหันกลับมาใช้จ่ายกันมากขึ้น ประเมินกันว่าการใช้จ่ายผู้บริโภคสหรัฐฯเพิ่มขึ้นอยู่ในอัตราเฉลี่ยมากกว่า 10% ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา และมีส่วนทำให้อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสแรกแตะระดับ 6.4% อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าในไตรมาส 2 อาจขยายตัวได้ถึง 8% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 

 

ความร้อนแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้เริ่มส่งผลให้ระดับราคาสินค้าผู้บริโภครายเดือนขยับสูงขึ้นเป็นลำดับ จากอัตราเฉลี่ยราว 1.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มเป็นอัตราเฉลี่ย 2.6% และ 4.2% ในเดือนมีนาคมและเมษายน ตามลำดับ สถานการณ์เช่นนี้ ภาคธุรกิจสหรัฐฯรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของระดับราคาสินค้าที่โน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ 

 

แต่ Fed ยังคงแสดงท่าทีมั่นใจว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลาง (FOMC) ในช่วงระหว่างมีนาคมและเมษายน ยืนกรานมติให้คงระดับอัตราดอกเบี้ย 0-0.25% และการใช้มาตรการ QE เหมือนเดิมต่อไป 

 

จนกระทั่ง รายงานตัวเลขล่าสุดของดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ในอัตรา 5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2008 ซึ่งมีอัตรา 5.4% คราวนี้ ที่ประชุม FOMC เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รวมถึงผู้ว่าการแบงก์ชาติ Jerome Powell เริ่มแบะท่าว่าอาจต้องพิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยภายในปี 2023 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงปี 2024 อีกทั้งอาจมีการทบทวนมาตรการ QE เพื่อปรับลดวงเงินซื้อพันธบัตรลงด้วย

 

ถึงแม้นาย Powell จะเห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังฟื้นตัวอย่างแข็งขัน จากมาตรการเงินช่วยเหลือภาครัฐ มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน และการฉีดวัคซีนเพื่อสกัดโควิด แต่ธนาคารกลางจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจกลับมาเข้มแข็งจริง ด้วยอัตราการจ้างงานเต็มที่ และอัตราเงินเฟ้อตามเป้าหมาย 2% เนื่องจาก Fed ไม่ต้องการให้การฟื้นตัวต้องสะดุดและกลับมาอ่อนแรงลงอีก

 

ทั้งนี้ นาย Powell ระบุว่า หาก Fed จะปรับลดมาตรการ QE ก็จะส่งสัญญาณชัดเจนล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดเกิดความโกลาหลเหมือนเมื่อครั้งปี 2013 อนึ่ง การประชุม FOMC ครั้งนี้ ได้พยากรณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเติบโตราว 7% ในปี 2021 และ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับราว 3.4% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แต่อัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลงเหลือประมาณ 2.1% ในปี 2022 และ 2.2% ในปี 2023 

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้ Fed จะเริ่มเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและมาตรการ QE แต่แบงก์ชาติก็ยังเห็นว่าปรากฏการณ์เงินเฟ้อขณะนี้ เป็นเพียงการปรับระดับราคาชั่วคราวเท่านั้น และการที่ดัชนีราคาผู้บริโภคสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลทางเทคนิค ซึ่งเกิดจากการเปรียบเทียบราคากับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่โควิดระบาดรุนแรง ราคาสินค้าและบริการต่างๆ ในระยะนั้นตกต่ำถ้วนหน้า เช่น ราคาน้ำมันในขณะนี้ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2019 (ก่อนโควิด) แต่ถ้าเทียบกับเดือนเมษายน 2020 ราคาจะเพิ่มขึ้นกว่า 200% เป็นต้น 

 

 



สินค้า-บริการ-แรงงาน ขาดตลาด

 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมั่นใจเรื่องเงินเฟ้ออย่างไรเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วไปในภาคธุรกิจอเมริกัน กำลังสร้างความกังวลไม่น้อย เนื่องจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวค่อนข้างรวดเร็ว ประชาชนออกมาใช้จ่ายกันอย่างคึกคัก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นฉับไวตามไปด้วย 

ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าส่วนใหญ่ตั้งตัวไม่ทัน เนื่องจากช่วงระบาดโควิด ไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม การเก็บสต็อกสินค้าก็อยู่ในระดับต่ำ จึงตอบสนองต่อความต้องการลูกค้าไม่เพียงพอ หรือแม้แต่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก็ต้องใช้เวลายาวนาน เนื่องจากปัญหาการขนส่งล่าช้า ที่เกิดภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์อย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ค่าขนส่งทางเรือถีบตัวแพงลิ่ว เช่น ค่าขนส่งสินค้าจากจีนมาสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า เป็นต้น 


รวมถึงราคาวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์แทบทุกประเภท ก็ปรับเพิ่มขึ้นไปหมด เพราะประเทศผู้ผลิตยังตอบสนองไม่ทันความต้องการที่โหมเข้ามาอย่างมาก ทั้งจากสหรัฐฯและจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ฟื้นตัวเป็นอันดับต้นๆ สังเกตได้ว่า ในประเทศจีน ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนพฤษภาคม แตะที่ระดับเฉลี่ยราว 9% สูงสุดในรอบ 13 ปี จนตอนนี้ทางการจีนก็ต้องกระวีกระวาดควบคุมสถานการณ์ด้านราคาภายในประเทศเช่นกัน

 

การที่ระดับราคาสินค้าและบริการในสหรัฐฯ ทยอยสูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตจำเป็นต้องถ่ายโอนภาระต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นบางส่วนไปยังผู้บริโภค จึงทำให้มีการปรับราคาสินค้าและบริการอย่างกว้างขวาง เช่น อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เฟอร์นิเจอร์ ตั๋วเครื่องบิน รถยนต์มือสอง เป็นต้น นักการตลาดมองว่าในช่วงแรกที่ต้นทุนขยับสูง เพราะการขาดแคลนวัตถุดิบต่างๆ ผู้ผลิตสามารถโยนภาระให้แก่ผู้บริโภคได้บ้าง แต่ในระยะยาว ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การผลิต เพื่อลดค่าใช้จ่ายอย่างเต็มที่ เนื่องจากอาจไม่สามารถผลักภาระให้แก่ผู้บริโภคได้อีก

 

ประเด็นที่จับตามองกันเป็นพิเศษในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ก็คือ ตลาดแรงงาน ที่กลไกการทำงานไม่ค่อยปกติเท่าใดนัก เพราะตัวเลขความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจในสหรัฐฯอยู่ในระดับสูง ขณะที่คนว่างงานตั้งแต่โควิดระบาด ก็มีจำนวนมากเช่นกัน บ่งบอกว่าแรงงานจำนวนไม่น้อย ยังไม่ยอมเข้าตลาดแรงงานปกติในขณะนี้ ทำให้ธุรกิจสหรัฐฯต้องสร้างแรงจูงใจ เพื่อดึงดูดแรงงาน เช่น เพิ่มค่าแรงและเงินเดือน เสนอเงินโบนัสพิเศษ เสนอของกำนัลตอบแทนกับคนที่เข้ามาสัมภาษณ์งาน เป็นต้น 

 

สาเหตุที่ทำให้แรงงานบางกลุ่มยังไม่ต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงาน เนื่องจากยังพอใจกับเงินช่วยเหลือภาครัฐที่ให้ในช่วงโควิดแก่คนว่างงาน ประมาณสัปดาห์ละ 300 ดอลลาร์ บวกกับเงินชดเชยจากสวัสดิการสังคมอีกราว 318 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนว่างงานบางกลุ่มยังพอใจรับผลประโยชน์เหล่านี้ต่อไป จนกว่าโครงการช่วยเหลือภาครัฐสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ 




ยิ่งไปกว่านั้น บางมลรัฐที่โรงเรียนอาจยังไม่ปลดล็อกดาวน์ทั่วถึง ทำให้พ่อแม่จำเป็นต้องดูแลลูกๆ ที่บ้านไปก่อน จนกว่าโรงเรียนจะเปิดปกติ อีกทั้ง คนว่างงานบางกลุ่ม ให้เหตุผลว่ายังกลัวโควิด และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ แรงงานบางกลุ่ม ต้องปรับตัวใหม่หลังโควิด เนื่องจากงานบางประเภทอาจใช้เทคโนโลยีมากขึ้น แต่ความรู้ความชำนาญก่อนโควิด อาจไม่เพียงพอ จึงลังเลที่จะเข้าสู่กระบวนการว่าจ้างงานใหม่

 

การขาดแคลนแรงงานที่ปรากฏอย่างแพร่หลายในธุรกิจสหรัฐฯขณะนี้ ได้ผลักดันให้ค่าจ้างแรงงานขยับสูงขึ้นราว 3-4% และมีแนวโน้มสูงต่อไป หากไม่มีมาตรการแก้ไขเบื้องต้น เช่น ปรับเปลี่ยนเงินช่วยเหลือคนว่างงาน เป็นเงินจูงใจเพื่อการทำงานใหม่ โดยอาจให้ 2,000 ดอลลาร์กับคนที่ได้รับการจ้างงานเรียบร้อย เป็นต้น นอกจากนี้ ทางการอาจต้องผ่อนปรนประเด็นการอนุญาตแรงงานต่างชาติเข้าสหรัฐฯ เพื่อสนองความต้องการภาคธุรกิจอย่างเหมาะสม

 

ความต้องการสินค้าและบริการที่มีจำนวนมากกว่าปริมาณการผลิตและบริการ จนเป็นสาเหตุให้ระดับราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับนั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังเห็นว่าเป็นกรณีชั่วคราว และหากผู้ผลิตปรับตัวได้แล้ว รวมถึงผู้บริโภคผ่านพ้นช่วงแรกที่ออกจากการล็อกดาวน์ ก็จะเริ่มหันมาใช้ชีวิตและการใช้จ่ายเป็นปกติไปเอง ด้วยเหตุนี้ Fed จึงคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะแผ่วลงในปีถัดๆ ไป ส่วนเงินเฟ้อที่อาจปะทุจากค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น ก็ไม่น่าจะดำเนินต่อเนื่อง เพราะความจริงคนว่างงานในระบบเศรษฐกิจยังมีจำนวนมาก เพียงแต่รอเวลาอีกระยะหนึ่ง 

 

โดยสรุปก็คือ ขณะนี้ Fed ยังมองว่าระดับราคาในสหรัฐฯ จะเข้าที่เข้าทางเป็นปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยธนาคารกลางจะคอยกำกับดูแลการใช้มาตรการดอกเบี้ยและ QE อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้องชะงักงัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องป้องกันเงินเฟ้อ หากราคาสินค้าและค่าจ้างแรงงาน ยังคงปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องผิดปกติ 

 

ถึงแม้ ขณะนี้ Fed ยังคงมาตรการดอกเบี้ยและ QE เหมือนเดิม แต่มีแนวโน้มที่ดอกเบี้ยสหรัฐฯจะสูงขึ้น จากระดับปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ประเทศต่างๆ พากันจับตาใกล้ชิด เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯปรับสูงขึ้น เงินดอลลาร์ย่อมแข็งตามไปด้วย ดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนาที่แบกหนี้สินในสกุลเงินดอลลาร์ คงต้องเตรียมตัวให้ดี รวมถึงต้องระมัดระวังเงินทุนต่างชาติที่อาจไหลออกไปยังสหรัฐฯอีกด้วย เรื่องราวเงินเฟ้อสหรัฐฯ และท่าทีของ Fed น่าจะเป็นประเด็นร้อนในแวดวงเศรษฐกิจและการเงินทั้งในสหรัฐฯและประเทศต่างๆ ในช่วงที่เหลือของปี 2021 อย่างแน่นอน