NEWS UPDATE • IPO

NSL เคาะราคาไอพีโอ 12 บาท แจกส่วนลด 32.5% สถาบันจองล้น 7 เท่า

บมจ.เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ (NSL) ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป (เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว) นำเข้าและจำหน่ายเนื้อสัตว์และผักแช่แข็ง กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ราคา 12 บาท  จำนวน 75 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดหลังไอพีโอ

หุ้น NSL เปิดให้จองซื้อวันที่ 11-13 พ.ค. บริษัทที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 19 พ.ค.นี้ 

นางยอดฤดี สันตติกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ หัวหน้าสายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น NSL เปิดเผยว่า ราคาไอพีโอที่หุ้นละ 12 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) เท่ากับ 17.9 เท่า คำนวณจากผลประกอบการปี 2563 เทียบกับ P/E ของหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ 32.4 เท่า คิดเป็นส่วนลดให้กับนักลงทุนประมาณ 32.5% 

สำหรับจำนวนหุ้นที่เสนอขาย 75 ล้านหุ้น แบ่งเป็นขายพนักงาน ผู้มีอุปการคุณ 15 ล้านหุ้น ผู้ลงทุนสถาบัน 7 ล้านหุ้น และลูกค้ารายย่อย 53 ล้านหุ้น 

"ผลจากการโรดโชว์ ได้รับความสนใจอย่างคึกคัก โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก แสดงเจตจำนงอยากได้หุ้นสูงเกินยอดที่จัดสรรไปประมาณ 7 เท่า " นางยอดฤดี กล่าว 

นางสาวสุวิมล ศรีโสภาจิต ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทที่ปรึกษา เอเซีย พลัส กล่าวว่า จุดเด่นของ NSL คือ การมีรายได้ที่ยั่งยืนเพราะผู้บริหารเข้าใจผู้บริโภค โดยเริ่มส่งสินค้าขายในร้านสะดวกซื้อ 7-11 มีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง อย่างบมจ. ซีพี ออลล์ หรือ CPALL ซึ่งสาขาของ 7-11 สามารถกระจายสินค้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศไทย และมีแผนขยายสาขาทุกปี

ขณะที่ NSL มีความสามารถในการผลิตสินค้ารองรับออเดอร์ที่ 7-11 ขยายตัวขึ้นทุกปี และสินค้าผ่านความเข้มงวดของ 7-11 มีศักยภาพจัดส่งสินค้าให้ 7-11 โดยไม่มีปัญหา ซึ่งเป็นสินค้าอายุสั้นดังนั้นความสามารถในการขนส่งต้องมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้บริษัทได้มีข้อตกลงเรื่องคำรับรองการผลิตสินค้าให้แก่ CPALL แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็น MOU ที่ล็อกสิทธิเพียงผู้เดียวซึ่งกันและกัน ที่มีสัญญาในการทำธุรกิจร่วมกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2557- 2569  ปัจจุบันเหลืออายุข้อตกลงอีก 7 ปี รวมทั้งมีศักยภาพในการบริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ดี  สำหรับปี 2563 แม้รายได้ลดลง 13% แต่บริษัทสามารถบริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายให้กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อยที่ 3%

นายสมชาย อัศวปิยานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ  NSL เปิดเผยว่า ปี 2564 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 3,500 ล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 16% และคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ยอดขายจะแตะ 5,000 ล้านบาท พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้าภายใต้แบรนด์ของ NSL เป็น 30% ภายใน 5 ปี ปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มธุรกิจสินค้าเบเกอรี่ 95% และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Food service อีก 4.5% 

ผลประกอบการปี 2561-2563 บริษัทมีรายได้รวม 3,137 ล้านบาท ,3,373 ล้านบาท และ 2,927 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่กำไรสุทธิ 79 ล้านบาท , 156 ล้านบาท และ 151 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 2.5%,4.6% และ 5.2% ตามลำดับ ซึ่งปี 2563 แม้ยอดขายลดลงเพราะได้รับผลกระทบจากโควิด โดยยอดขายลดลง 13% แต่บริษัทสามารถทำกำไรได้ 151 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2562

นอกจากนี้ ธุรกิจของบริษัทยังมีทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความแข็งแกร่งของช่องทางการจำหน่ายในช่องทางของคู่ค้าที่สำคัญ คือ เซเว่นอีเลฟเว่น ที่มีการล็อกสัญญาไปจนถึงปี 2569 และการนำเงินจากไอพีโอมาขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และให้ผลตอบแทนที่ดีแก่นักลงทุนอย่างยั่งยืน และจะนำเงินที่ได้จากไอพีโอสร้างโรงงานแห่งพื่อผลิตอาหารพร้อมทาน 350 ล้านบาท คาดว่าก่อสร้างในปี 2565 และเริ่มผลิตสินค้าออกสู่ตลาดปี 2566 โดยโรงงานแห่งใหม่ จะมีกำลังการผลิต 21 ตันต่อวัน รองรับรายได้สูงสุด 1,200 ล้านบาท

นายสมชาย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างวิจัย ทดลองกัญชา-กัญชง แต่ยังไม่ออกสินค้า รอให้กฎหมายชัดเจน และสภาพตลาดที่เหมาะสม