NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

ตลาดหุ้น กับ เงินเฟ้อ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้เขียนบทความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 16 มี.ค.2564 เรื่อง ตลาดหุ้นกับเงินเฟ้อ โดยระบุว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดทุนทั่วโลกมากที่สุด คือการคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากสถานการณ์โควิดที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในสหรัฐ หลังมีการฉีดวัคซีนในวงกว้าง ทั้งในด้านจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่ลดลง จำนวนผู้เสียชีวิตต่อวันที่ลดลง และจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ลดลงเช่นกัน

เมื่อบวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อในสหรัฐ มีโอกาสทะยานสูงขึ้นเกินเป้าหมายระยะยาวที่ 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งอาจกดดันให้เฟดจำเป็นต้องลดวงเงินคิวอีเร็วกว่าคาด รวมทั้งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่เร็วขึ้นอีกด้วย  

ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อสะท้อนชัดเจนในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปี ของสหรัฐ และอีกหลายประเทศรวมทั้งไทย ปรับขึ้นถึงเกือบหนี่งเท่าตัวในระยะ 3-4 เดือนที่ผ่านมา

Bond Yield ที่สูงขึ้นนอกจากจะทำให้ราคาพันธบัตรลดลง ยังส่งผลให้ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบในทางลบไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นประเภทเติบโตสูง เช่น หุ้นเทคโนโลยี หุ้นเมกะเทรนด์ต่างๆ เพราะกำไรในปัจจุบันของบริษัทเหล่านี้ยังค่อนข้างน้อย มูลค่าของบริษัทจึงมาจากศักยภาพในการทำกำไรในอนาคตเป็นหลัก เมื่อใดที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น มูลค่าหุ้นกลุ่มนี้ก็จะลดลงตามอัตราคิดลด หรือ Discount Rate ที่สูงขึ้น

สิ่งที่นักลงทุนในตลาดหุ้นเป็นห่วงมากที่สุดในเวลานี้ คือ เงินเฟ้อในสหรัฐ และทั่วโลกมีแนวโน้มจะกลับมาจริงอย่างที่สะท้อนในตลาดพันธบัตรหรือไม่?

โดยปกติ เมื่อเริ่มเกิดความเสี่ยงว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้นกว่าระดับเป้าหมาย สูตรสำเร็จของธนาคารกลาง คือ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ รวมทั้งอาจทำการดูดซับสภาพคล่องส่วนหนึ่งออกจากระบบการเงินเพื่อให้ภาวะเงินตึงตัวขึ้น

ที่น่ากังวล คือธนาคารกลางยุคนี้แทบไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับวิกฤตเงินเฟ้อเลย เพราะเงินเฟ้อทั่วโลกเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับเฉลี่ยเพียง 2-3% นับตั้งแต่ปี 2014 ขณะที่บางประเทศเช่น ญี่ปุ่น และกลุ่มยูโรโซน บ่อยครั้งต้องพยายามกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจด้วยซ้ำ  

ในความเห็นส่วนตัวของไพบูลย์ เชื่อว่ายังเร็วเกินไปที่เงินเฟ้อในสหรัฐ และทั่วโลกจะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับที่เป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนในระยะสองปีข้างหน้า ด้วย 4 เหตุผลดังนี้

ประการแรก อัตราการว่างงานทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงกว่าระดับธรรมชาติค่อนข้างมาก ยกตัวอย่างในสหรัฐ อัตราการว่างงานก่อนเกิดวิกฤตโควิดอยู่ที่ 3.5% แต่ในวันนี้ยังสูงถึง 6.2%      

ประการที่ 2 ระบบห่วงโซ่อุปทานของโลก ที่ได้รับผลกระทบในช่วงที่วิกฤตโควิดเกิดขึ้นใหม่ๆ เริ่มกลับมาทำงานเกือบจะเป็นปกติแล้ว ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเร่งตัวขึ้นของต้นทุนการผลิต

ประการที่ 3 กำลังการผลิตของทั่วโลกยังเหลือค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในภาคบริการ จึงน่าจะเพียงพอในการรองรับการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเปิดประเทศ ยกตัวอย่างประเทศไทย อัตราการใช้กำลังการผลิตในปัจจุบันอยู่เพียง 64%

ประการที่ 4  การมาของโควิดทำให้การซื้อของออนไลน์กลายเป็นพฤติกรรมปกติ ซี่งการที่ผู้บริโภคมีช่องทางในการซื้อสินค้าหลากหลายขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันของผู้ประกอบการสูงขึ้น และทำให้การขึ้นราคาสินค้าทำได้ยากขึ้น

แน่นอน ในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้า เงินเฟ้อในสหรัฐและทั่วโลกมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น จากฐานที่ต่ำของปีที่แล้วซึ่งเป็นช่วงที่ทั่วโลกทำการล็อกดาวน์ เพื่อรับมือกับการระบาดของโควิดในรอบแรก แต่จะเป็นเพียงภาวะเงินเฟ้อสูงชั่วคราว จึงไม่น่านำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลาง

สำหรับเศรษฐกิจไทย แนวโน้มเงินเฟ้อยังน่าจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกนาน เพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพมาก และภาคท่องเที่ยวคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีถึงจะฟื้นตัวสู่ระดับใกล้เคียงเดิม

"ผมมองว่าตลาดทุนกังวลกับแนวโน้มเงินเฟ้อในสหรัฐ มากเกินไป การปรับฐานของตลาดหุ้นทั่วโลกในระยะสั้นอาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่น่าจะรุนแรง และผมยังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาส Outperform ตลาดหุ้นอื่นๆ ในระยะหนึ่งปีข้างหน้า"นายไพบูลย์ ระบุ