NEWS UPDATE • ECONOMIC

เศรษฐกิจไทยจะฟื้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับวัคซีน หวังมาตรการคลังช่วย อาจเห็นดอกเบี้ยนโยบายคงที่ 3 ปี

ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า การแพร่ระบาดรอบใหม่ของ Covid 19 ไม่ได้น่าตกใจเพราะอยู่ในการประเมินไว้แล้ว แต่การระบาดในระลอกใหม่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนในตลาดทุนตลาดเงินจากที่เห็นได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ดัชนีปรับตัวลดลงรับข่าว และการอ่อนค่าของค่าเงินบาทที่เคยอยู่ในระดับ 29.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในต้นปี อ่อนค่ามาเป็น 31.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบันแนวโน้มจะอ่อนค่าไปถึงกลางปี

ทั้งนี้ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2564 และปี 2565 ที่ร้อยละ 2.4 และ 3.0 ตามลำดับ หวังเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่องและหนุนให้เศรษฐกิจเติบโต ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศคือผลจากมาตรการทางการคลังและการเงิน การกระจายการฉีดวัคซีนและการเปิดภาคการท่องเที่ยวของประเทศ

ขณะที่ โอกาสลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจมีอยู่ไม่มาก มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายคงที่ไปอีก 3 ปี อย่างไรก็ดีประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2564 ของเรารวมคาดการณ์เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ อันเนื่องมาจากความต้องการบริโภคลดลง และดุลบัญชีเดินสะพัดที่อยู่ในระดับเกินดุลไม่มาก อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวในภาคการท่องเที่ยว การนำเข้าที่ค่อยๆ สูงขึ้นและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเป็นความเสี่ยงที่มีผลต่อการคาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดของเรา นอกจากนี้คาดว่าการเบิกจ่ายทางการคลังยังคงดำเนินไปอย่างช้าๆ

“การใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินมีข้อจำกัดเนื่องจากหนี้สาธารณะใกล้แตะเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และงบประมาณตามกรอบพรก.เงินกู้โควิด19 ที่เหลือ 20% จะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากที่สุดจึงต้องตามดูต่อไปว่ามาตรการทางการคลังจะมีอะไรออกมาเพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและภาคการบริโภคที่มีสัดส่วน 50% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้”

แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะดูมีความหวังมากขึ้น แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนเนื่องจากยังมีการระบาดเป็นระลอกในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลต่อการหดตัวของเศรษฐกิจในประเทศในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 น่าจะยังคงบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในระยะสั้นนี้”

ดร.ทิม กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยเริ่มมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเดือนมีนาคม แต่จะช่วยผลักดันให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหรือไม่ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของการได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง และประสิทธิผลในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส 

ภาคท่องเที่ยวของไทยซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 15 ของจีดีพีประเทศ เป็นปัจจัยที่น่าจับตามองในไตรมาส 2 ของปีนี้ การผ่อนปรนมาตรการการกักตัวนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนแล้วน่าจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ต้องติดตาม  

“ความต้องการด้านการท่องเที่ยวน่าจะยังไม่มากในระยะใกล้นี้เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ยังคงเปราะบางทั่วโลก ในระยะกลางปริมาณผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวอาจจะเป็นประเด็นที่ต้องตามดู เนื่องจากโรคระบาดในครั้งนี้ทำให้ธุรกิจโรงแรมหลายแห่งต้องปิดกิจการ นอกจากนี้มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมมูลค่ารวม 3 แสนกว่าล้านบาทจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในไตรมาส 2 ของภาคท่องเที่ยวซึ่งเตรียมตัวที่จะกลับมาเริ่มเปิดอีกครั้ง” 

ขณะที่ การส่งออก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของจีดีพีของประเทศกลับมาเติบโตในช่วงต้นปี 2564 โดยการส่งออกภาคยานยนต์ (ประมาณร้อยละ 13 ของการส่งออกทั้งหมด) เริ่มฟื้นตัว 

สำหรับภาพรวมตลาดการเงินและทิศทางเงินบาทมองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าช้าลงจากการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับตัวลดลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเนื่องจากการฟื้นตัวของภาคนำเข้าและความไม่แน่นอนในภาคการท่องเที่ยว ดังนั้น ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดว่าค่าเงินบาทจะผันผวนในระยะสั้น

“เราคาดว่าค่าเงินบาทจะฟื้นตัวในปลายปี 2564 เนื่องจากภาคท่องเที่ยวค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นปลายปี เพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่อาจต้องใช้เวลา เราปรับประมาณการค่าเงินบาทของเรามาอยู่ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงกลางปี (จากเดิมคาดไว้ที่ 29.75) และคาดว่าจะอยู่ที่ 31.00 ในช่วงสิ้นปี (จากเดิมคาดไว้ที่ 29)”