NEWS UPDATE • IPO

กลุ่ม"โชควัฒนา"ดัน ซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี ยื่นไฟลิ่งขายไอพีโอ 200 ล้านหุ้น เข้า SET

กระแสหุ้นไอพีโอมาแรง ล่าสุด กลุ่มโชควัฒนา เครือสหพัฒน์ฯ ดัน บมจ.ซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี (SVT) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( SET ) ระดมทุนเพื่อขยายกิจการครั้งใหญ่พร้อมปรับโมเดลธุรกิจ

ทั้งนี้ SVT ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 200 ล้านหุ้น คิดเป็น 28.57% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

SVT ดำเนินธุรกิจค้าปลีกผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ซึ่งบริษัทมีโรงงานปรับปรุงสภาพและประกอบ(Refurbishment) เครื่องอัตโนมัติ เพื่อจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ พร้อมทั้งจำหน่ายเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติให้กับลูกค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "SUNVENDING "          

ระดมทุนขยายเครือข่ายทั่วประเทศด้วยโมเดลใหม่

วัตถุประสงค์ในการระดมทุน เพื่อใช้ในการจัดหาเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเพื่อขยายการติดตั้งให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ เป็น 20,000 เครื่องในปี 2566 เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง และขยายการติดตั้งเครื่องอัตโนมัติด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบ Franchise  รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

พร้อมทั้ง พัฒนาระบบและจัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติแบบ Smart ได้แก่ การติดตั้งจอสัมผัสบนเครื่องอัตโนมัติ, การติดตั้งระบบ Vending Machine Control (VMC), การติดตั้งระบบ Vending Machine management (VMM), พัฒนาโปรแกรมเพื่อให้รองรับกับความต้องการของลูกค้า และทิศทางขององค์กรสำหรับเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติแบบออนไลน์

ปัจจุบัน บริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวน 700 ล้านบาท แบ่งเป็น 700 ล้านหุ้น โดยเป็นทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 500 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 500 ล้านหุ้น หลังเสนอขายหุ้นครั้งนี้จะมีทุนจดทะเบียชำระแล้วเต็มจำนวน

"สหพัฒน์ฯ"ถือหุ้นใหญ่       

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ณ วันที่ 31 มี.ค.2564 คือ กลุ่มโชควัฒนา ประกอบด้วย บมจ.สหพัฒนพิบูล และบริษัทในเครือ ถือหุ้น 61.62% หลังเสนอขายหุ้น IPO จะลดสัดส่วนถือหุ้นลงเหลือ  44.02%, กลุ่มครอบครัวโชควัฒนา (ไม่ใช่กรรมการและผู้บริหารของ SVT) และบริษัทที่มีอำนาจควบคุม  ถือหุ้น 24.12% จะลดสัดส่วนหุ้นลงเหลือ  17.23% และกรรมการ (นามสกุลโชควัฒนา) และบริษัทที่มีอำนาจควบคุม ถือหุ้น 8.20% จะลดสัดส่วนหุ้นลงเหลือ  5.85%

เปิดผลงาน ไม่ธรรมดา รายได้หลักพันล้าน/ปี

สำหรับผลประกอบการปี 2561-2563 บริษัทมีรายได้รวม 1,699.35 ล้านบาท 1,805.62 ล้านบาท และ 1,767.36 ล้านบาท ตามลำดับ ตามการขยายพื้นที่บริการด้วยการติดตั้งเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเพิ่มขึ้น แต่ในปี 2563 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้รายได้รวมลดลง 

ขณะที่กำไรสุทธิ เท่ากับ 132.52 ล้านบาท 93.33 ล้านบาท และ 55.54 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 7.70%, 5.17% และ 3.14% ตามลำดับ

SVT ระบุว่าตั้งเป้าการเติบโตของรายได้เป็น 3,300 ล้านบาทภายในปี 2566 จาก 4 ธุรกิจ คือ  1. ธุรกิจค้าปลีกผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Retailing)  2. ธุรกิจการขายและให้เช่าเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (VM sale & rental) 3. ธุรกิจการขายโฆษณาผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Advertising) และ  4. ธุรกิจการขยายตลาดค้าปลีกผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติผ่านผู้ประกอบการอิสระ (Franchise)

โมเดลธุรกิจใหม่ขาย"แฟรนไชส์" 

นอกจากนี้ SVT มีแผนจะเพิ่มธุรกิจใหม่คือ ธุรกิจการขายสินค้าผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติผ่านผู้ประกอบการอิสระที่ได้รับสิทธิการค้าจากบริษัท (Franchise) และการให้เช่าเครื่อง เพื่อขยายการกระจายการให้บริการจำหน่ายสินค้าผ่านเครื่องอัตโนมัติให้กว้างขวางขึ้น จากแผนธุรกิจของบริษัทดังกล่าว SVT คาดว่าธุรกิจของบริษัทจะมีการเติบโตทั้งด้านรายได้และความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้น

พร้อมทั้งมีแผนพัฒนาสินค้าที่เป็นแบรนด์ของ SVT เพื่อจัดจำหน่ายผ่านเครื่องอัตโนมัติ   SVT มีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้า SVT จึงมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือสั่งผลิตสินค้า (OEM) ที่เป็นแบรนด์สินค้าของ SVT โดย SVT คาดว่าการผลิตสินค้าเองจะทำให้ได้รับส่วนต่างกำไรมากขึ้นอีก 0.30-0.50%          

ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหักเงินสำรองตามกฎหมาย และข้อบังคับของบริษัท