NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

ช่วยตัวเอง-ช่วยกันเอง-ขอตัวช่วย ทางรอดของ SMEs ในยุค COVID-19

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่ยังซ้ำเติมปัญหาสภาพของธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่การระบาดในระลอกแรก โดยเฉพาะธุรกิจภาคบริการเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการสั่งปิดกิจการในหลายพื้นที่ ตลอดจนมาตรการกักตัวของบางจังหวัดทำให้เกิดการชะลอตัวของนักท่องเที่ยว ชะลอการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้ธุรกิจเริ่มขาดสภาพคล่องและปิดกิจการ มีการปลดคนงานเพิ่มขึ้น หรือมีการลดเงินเดือน ดังนั้นผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs คงมีคำถามว่าแล้วธุรกิจจะไปต่อได้อย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้

นายสุรชัย กำพลานนท์วัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์ที่ปรึกษา SMEs (บสย. F.A. Center) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยในงานสัมมนาออนไลน์ SMEsไทยไปต่ออย่างไร...ด้วยกลไกความช่วยเหลือของธปท.-แบงก์รัฐ ในหัวข้อทางรอดของ SMEs ในสถานการณ์โควิด-19 ว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยเป็นอีกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยภาคธุรกิจ SMEs ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันภาคธุรกิจ SMEs มีแรงงานในระบบมากกว่า 15 ล้านราย หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรไทย โดยมีสัดส่วนถึง 34% ของจีดีพีประเทศ และมีมูลค่าการส่งออก 12% ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศ

โดยภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงและยังไม่มีใครรู้จุดสิ้นสุดว่าจะจบลงเมื่อไร หากจะถามว่าธุรกิจ SMEs จะทำอย่างไรให้สามารถอยู่รอดได้ คงต้องตอบว่าไม่มีสูตรสำเร็จใดที่จะสามารถช่วยได้

เนื่องจากธุรกิจ SMEs มีความต่าง ทั้งต่างธุรกิจ ต่างพื้นที่ ต่างภาระหนี้ และ ต่างศักยภาพ ซึ่งในกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบยังมีอาการป่วยที่แตกต่างกัน โดยแบ่งเป็น 5 ห้ากลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ป่วยเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตในช่วงโควิด-19 เช่น  ค้าขายโทรศัพท์มือถือ ธุรกิจออนไลน์ สินค้าภาคเกษตร กลุ่มป่วยน้อย เป็นกลุ่มที่ยังอยู่ระดับที่ประคับประคองได้ธุรกิจได้ มียอดขายลดไป 5-15% และยังไม่เป็นหนี้เสีย

กลุ่มป่วยกลาง เป็นกลุ่มที่เริ่มติดขัด เริ่มค้างการชำระค่างวง รายได้หายไป 50%  กลุ่มที่ป่วยหนัก เป็นกลุ่มที่ยอดขายหายไปมากกว่า 50% โดยอาจถึงขั้นชำระหนี้ไม่ไหวจนเป็นหนี้เสียหรือการดำเนินคดี และกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มที่ป่วยไม่รู้ตัว ไม่ทราบว่าตัวเองป่วยด้วยโรคอะไร โดยธุรกิจอาจไปได้ดีแต่จริงๆแล้วธุรกิจขาดสภาพคล่องแล้ว

นายสุรชัย กล่าวต่อว่า ด้วยความต่างนี้ทำให้ SMEs ได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันจึงไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกันในการช่วยเหลือได้ ดังนั้นแนวทางที่จะทำให้ SMEs อยู่รอดจึงมีด้วยกัน 3 ขั้นตอน

เริ่มจากช่วยตัวเองเนื่องจากผู้ประกอบการ SMEs รู้จักธุรกิจของตัวเองดีที่สุด โดยห้าเรื่องที่แนะนำให้วินิจฉัยธุรกิจให้รู้โรคอย่างเร็วที่สุด คือ เรื่องแรกคือพิจารณารายได้ต้องดูว่ารายได้ลดลงจากส่วนไหน จากลูกค้ากลุ่มไหน สองคือรายจ่าย โดยต้องย้อนกลับไปดูในสองหมวดคือต้นทุนสินค้าและรายจ่ายด้านการขายและบริหารแล้วปรับปรุงรายจ่ายที่ไม่จำเป็น สามคือเรื่องสภาพคล่องต้องพิจารณาว่าที่สภาพคล่องติดขัดมาจากรายได้ที่หายไปหรือการถูกยืดเครดิตเทอมออกไปเมื่อทราบแล้วต้องเร่งแก้ไขในจุดที่เป็นปัญหา


สี่เรื่องทรัพย์สิน โดยพิจารณาว่ามีทรัพย์สินในส่วนใดบ้างที่จะนำมาช่วยทำให้มีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงทรัพย์สินที่ไม่ได้สร้างรายได้หรือทรัพย์สินติดจำนอง โดยหากต้องการทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ต้องมีการสร้างรายได้จากการเอาทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เปลี่ยนมาเป็นกระแสเงินสด ห้าหนี้สิน ต้องทำทะเบียนหนี้ แยกหนี้จากกัน เช่น แยกหนี้ธุรกิจออกจากหนี้ส่วนบุคคล

 โดยการวินิจฉัยธุรกิจในห้าเรื่องนี้จะช่วยทำให้ SMEs มีแผนธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น ช่วยในการตัดสินใจได้มากขึ้น และจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้มีโอกาสในการยื่นกู้สินเชื่อที่ต้องการได้


นายสุรชัย กล่าวต่อว่า นอกจากช่วยตัวเองแล้วการช่วยกันเอง เป็นอีกแนวทางที่ที่จะทำให้ SMEs อยู่รอดได้ โดยปัจจุบันมีสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือด้วยการจัดผู้ประกอบการ SMEs เป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มที่มีการเจ็บป่วยที่คล้ายกัน กลุ่มที่มีธุรกิจคล้ายกัน จัดทีมผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และศูนย์การบริการโดยผู้ประกอบการกันเอง จัดทีมจิตอาสาด้านการเงิน ภาษีและ กฎหมาย จะทำให้ SMEs ได้รับความช่วยเหลือได้มากขึ้น

สุดท้ายหากช่วยตัวเองและช่วยกันเองแล้วยังไม่ไหวต้องขอตัวช่วย เช่น มาตรการทางการเงินจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินของรัฐ หรือ ธนาคารพาณิชย์ โดยสิ่งสำคัญคือการขอสินเชื่อต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากผู้ของกู้และผู้ให้กู้ ดังนั้นต้องทำการบ้านเตรียมแผนธุรกิจเตรียมตัวให้ดีรวมถึงทำความเข้าใจสินเชื่อหรือมาตรการทางการเงินเหล่านั้นเป็นอย่างดีเพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อและมาตรการทางการเงินได้ง่ายขึ้น


นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ ยังมีช่องทางในการให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการ SMEs เช่น ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน (บสย. F.A. Center) ซึ่งพร้อมช่วยเหลือให้คำปรึกษาด้านการเงินละธุรกิจกับผู้ประกอบการ ตลอดจนโครงการ DR BIZ (Debt restructuring for business) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งตั้งขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หลายรายให้ได้รับการบรรเทาภาระหนี้และกลับมาจ่ายคืนหนี้ได้ตามศักยภาพที่แท้จริงผ่านกลไกการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ร่วมกันของลูกหนี้และกลุ่มเจ้าหนี้

อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าทางรอดของ SMEs ในยุคโควิด-19 ต้องเริ่มจากผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องมีการวินิจฉัยธุรกิจของตัวเอง ทำแผนธุรกิจให้พร้อม และปรับตัวรับกับสถานการณ์ ประกอบกับความร่วมมือจากสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ตลอดจนความร่วมมือจากภาครัฐ สถาบันการเงิน จึงจะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ กลับมาเปิดกิจการได้อีกครั้ง และสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ โดยจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป