NEWS UPDATE • ECONOMIC

วารสารการเงินธนาคาร ฉลองครบรอบ 40 ปี จัดสัมมนาออนไลน์ รูปแบบ Virtual Seminar ในหัวข้อ “Thailand’s Next Move : Looking Beyond Covid-19”

ปิดฉากอย่างสวยงามสำหรับสัมมนาออนไลน์ รูปแบบ Virtual Seminar ในหัวข้อ Thailand’s Next Move : Lookin Beyond Covid-19” จัดโดย “วารสารการเงินธนาคาร” ผู้นำคอนเทนต์ด้านเศรษฐกิจการเงิน การลงทุน บนทุกแพลตฟอร์มอย่างครบวงจรมาอย่างยาวนาน และในโอกาสโอกาสฉลองครบรอบ 40 ปี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ผ่านทาง FacebookFanpage : การเงินธนาคาร, Money and Banking Channel, Money Expo และ YOUTUBE CHANNEL : Money andBanking Channel ที่ผ่านมา

 

ผู้ว่าการ ธปท.ระบุ Growth Story ของไทย

ต้องเน้นการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม


ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธินาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Looking Beyond Covid-19 : โจทย์ที่ท้าทายของเศรษฐกิจไทยหลังยุคโควิด-19” ว่า มาถึงวันนี้ 40 ปีผ่านไป โครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็ยังคล้ายๆ เดิม ยังพึ่งพาการส่งออกในภาคเศรษฐกิจเดิมๆ คือ ยานยนต์ ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว ขณะที่บริบทของโลกกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยอาจจะไม่แข็งแรง

ดังนั้น หากจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไป จะต้องเน้นด้านที่ไทยมีศักยภาพในการต่อยอด โดยเอาสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์มาเป็นจุดแข็ง ไทยมีความพร้อมทางด้านทุนวัฒนธรรมที่สะสมอยู่มากและมีความหลากหลายสูง ทั้งอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และศิลปหัตถกรรม ซึ่งสามารถนำมาต่อยอด เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

และในภาพรวม ต้องปรับให้สอดคล้องกับกระแสใหม่อย่างทันการณ์ ซึ่งในระยะข้างหน้า จะมีอย่างน้อย 2 กระแสที่เข้ามากระทบการวาง Growth Story ของเรา อย่างแรกคือ กระแสดิจิทัลที่จะเข้ามาเปลี่ยนการใช้ชีวิตของประชาชน และการดำเนินธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ส่วนอีกกระแสหนึ่ง คือ Sustainability โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลเร็วและแรงกว่าคาด ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ภัยธรรมชาติเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากนโยบายต่างๆ ของประเทศพัฒนาแล้วในการบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน

ที่สำคัญ Growth Story ข้างหน้า จะต้องเน้นการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม หรือ Inclusive Growth เพื่อให้เศรษฐกิจมีความทนทานต่อความท้าทายต่างๆ ได้มากขึ้น

ตัวอย่างแรก คือ ภาคเกษตรและอาหาร ที่เราเป็นฐานการผลิตสำคัญและถูกยกให้เป็นครัวของโลก ซึ่งถือเป็น “ทุน” ที่ดีในการต่อยอด แต่การส่งออกในหมวดนี้ เป็นสินค้าเกษตรพื้นฐาน หรือสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้นที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก ทำให้ครัวเรือนภาคเกษตรมีรายได้ตํ่ามาโดยตลอด รวมถึงภาคเกษตรยังใช้ทรัพยากรสูงและมีการใช้สารเคมี ทำให้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม

Growth Story ของไทยด้านนี้ จึงต้องเน้นยกระดับการผลิตและเพิ่มมูลค่าให้เป็นสินค้า Premium ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยเพิ่ม Productivity และความสามารถในการแข่งขัน ตั้งแต่การทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อช่วยลดต้นทุน การสนับสนุนเกษตรอินทรีย์และการใช้ Biopesticides จนถึงการมีแพลตฟอร์ม e-commerce เชื่อมเกษตรกรกับผู้ขายและผู้บริโภคโดยตรง และใช้ Digital Marketing ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ตลอดจนการผลิต Future Food ที่ใช้นวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม

อีกตัวอย่าง คือ ภาคท่องเที่ยว ที่รายได้เติบโตจากปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นหลัก รวมทั้งมีการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวจากบางประเทศ บางช่วงเวลา และบางจุดหมาย โดยเกือบ 80% ของนักท่องเที่ยวเดินทางไปเพียง 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก จนกลายเป็นปัญหา over-tourism ไทยจึงต้องปรับโมเดลให้มีภูมิคุ้มกันในระยะยาว โดยเพิ่มรายได้ต่อหัวเพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะลดลง

ในการเพิ่มรายได้นี้ ไทยควรต่อยอดจากจุดแข็งด้านธรรมชาติ Culture และ Hospitality ให้รวมไปถึงการสร้าง high value man-made attraction และ Experience ต่างๆ ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น กลุ่ม health and wellness ที่มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงถึง 80,000-120,000 บาท

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เช่น กลุ่ม Green หรือ community-based tourism ที่เน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น จะช่วย “สร้างและกระจาย” รายได้ สูงกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม จึงต้องเร่งปรับโครงสร้างและเพิ่มการลงทุนเพื่อรองรับโมเดลใหม่นี้ อาทิ การปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยว การลงทุนในระบบคมนาคมเพื่อเชื่อมเมืองรอง การลงทุนด้านดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์กระแส contactless รวมถึงการยกระดับแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว และนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์และต่อยอดให้ภาคท่องเที่ยวทั้ง Value Chain อย่างเช่น แพลตฟอร์ม TagThai ที่กำลังดำเนินการอยู่

และสุดท้าย ทำอย่างไร ให้ Growth Story ที่จะเน้นการต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มบนจุดแข็งที่ได้กล่าวมาเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละภาคส่วนที่จะต้องเร่งทำบทบาทของตัวเอง และการร่วมมือกับคนอื่นๆ ในการผลักดันการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจ ให้สามารถรองรับความท้าทายได้ดีขึ้นในอนาคต

 

สมาคมธนาคารไทยวางโรดแม็พ 3 ปี

มุ่งตอบโจทย์บนพื้นฐานของ 4F


นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสร้างบาดแผลลึกให้กับระบบเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี มองว่าไทย ได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตที่แย่ที่สุดมาแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว แต่ยังกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดได้ช้ากว่าเพื่อนบ้าน เนื่องจาก Economic Model ของประเทศไทยที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศอื่นๆ ขณะที่เศรษฐกิจของไทยเองก็กาลังเผชิญกับ K-shaped recovery ซึ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศรุนแรงมากขึ้น

ในมิติของภาคการเงินและการธนาคารก็เผชิญความความท้าทายมากเช่นกัน แม้จะมีความแข็งแกร่ง ธนาคารพาณิชย์ที่มีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง คิดเป็นอัตราส่วนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 20% และมีเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) สูงถึง 152% แต่ก็แบกรับความเสี่ยงก้อนใหญ่กว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสินเชื่อที่ขอรับการช่วยเหลือโดยเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้

เพื่อรับมือกับทั้งโอกาสและความท้าทายของโลกใบใหม่ โดยเฉพาะความก้าวหน้าของเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงความคาดหวังของ Stakeholders ต่างๆ ผมมองว่าเราจะเห็นสถาบันการเงินปรับเข้ากับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ใน 4 ทิศทาง ได้แก่ Full-scale digital, Fueled by data, For a better world และ Fast moving หรือ 4F

        ทิศทางแรก คือ การก้าวไปสู่ยุค “Full-scale digital” การเดินทางบนเส้นทาง Digital Transformation มองว่า สถาบันการเงินจะเดินหน้าลงทุนในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI และ Cloud ไปพร้อมกับ การเติบโตของระบบการเงินดิจิทัลก็จะนำมาพร้อมการให้ความสาคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้าน Cyber Crime อย่างรัดกุมมากขึ้น

         ทิศทางที่สอง คือ การก้าวไปสู่ยุคที่ธุรกิจการเงินจะขับเคลื่อนและแข่งขันด้วยข้อมูลหรือ “Fueled by data” มุ่งไปสู่การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Big data มุ่งสู่การเป็น “Cognitive Banking” ใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อช่วยเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายแบบ Anywhere, Anytime และ Blockchain จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จาเป็นต่อการตัดสินใจพิจารณาเงินทุนให้กับภาคธุรกิจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

         ทิศทางที่สาม คือ การที่ธุรกิจการเงินจะต้องตอบโจทย์ “For a better world” ดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับความยั่งยืน โดยยึดตามกรอบ “สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล” (ESG) ซึ่งรวมถึงการ Address กระแสสังคมคาร์บอนต่า และการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Economy ไปพร้อมกับการมีบทบาทมากขึ้นในการผลักดันการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ภาคธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสในการเติบโตได้อย่างมั่นคง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้แก่ธุรกิจรายย่อย โดยการดึงให้ SMEs เข้ามาอยู่ใน Ecosystem ซึ่งจะช่วยให้ SMEs เรียนรู้จาก Business Partner ที่มีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 8

         ทิศทางที่สี่ คือ “Fast moving” หรือการที่สถาบันการเงินจะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วมากขึ้นเพื่อรับมือกับ Disruption และการแข่งขันกับผู้เล่นหน้าใหม่ จากการเข้ามาของระบบบริการการเงินแบบไร้ตัวกลาง (Decentralized Finance - DeFi) ซึ่งทำให้ตลาด Digital Lending ทั่วโลกเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัวภายในเวลาอีก 5 ปี ถือเป็นความท้าทายให้สถาบันการเงินต้องเร่งสร้างนวัตกรรมหรือมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แบบ Beyond Banking เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแบบครบวงจรมากขึ้น

ทั้งนี้ สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก จึงได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และวาง Roadmap ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ด้วยการมุ่งส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน ตลอดจนยกระดับการแข่งขันของประเทศไทยทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ใน 4 Themes

        Theme แรก คือ “Enabling Country Competitiveness” การเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ บนแนวคิดที่ลดความซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างครบวงจร เดินหน้าส่งเสริมการยืนยันตัวตนด้วยระบบดิจิทัลที่เปิดกว้างมากขึ้น เช่น ผลักดันการใช้ National Digital ID (NDID) และระบบ e-Signature ในหลากหลายภาคส่วน ไปพร้อมกับการให้ความสาคัญกับเรื่องการบริหารความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคล และความเสี่ยงทางไซเบอร์ (Cyber Risk)

        Theme ที่สอง คือ “Regional Championing” สนับสนุนให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนสามารถทำกิจกรรมการค้า การซื้อขายออนไลน์ การลงทุนระหว่างประเทศ และการชำระเงินของนักท่องเที่ยวในภูมิภาค ได้อย่างไหลลื่น และในต้นทุนต่ำ พร้อมทั้งสอดรับยุค Digital Economy

        สมาคมธนาคารไทยจึงมี Roadmap ที่จะเดินหน้าสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างทางการเงินระหว่างกันในภูมิภาค (Cross-border interoperability) หลังจากที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการ พัฒนาระบบชาระเงินระหว่างประเทศแบบ Real Time โดยใช้ QR Code กับ 6 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ ลาว กัมพูชา สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ตามแผน ASEAN Payment Connectivity ซึ่งในระยะต่อไป จะเพิ่มจำนวนธนาคารและ Non-bank ที่ให้บริการมากขึ้น รวมทั้งจะขยายบริการโอนเงินระหว่างประเทศโดยใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้รับแทนเลขที่บัญชีอีกด้วย

        นอกจากนี้ ยังรวมถึงการสนับสนุนระบบสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง หรือ CBDC ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบเศรษฐกิจไทย และต่อยอดสู่ Cross-border payment ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา CBDC ของนานาประเทศ ตามที่ IMF ให้ข้อมูลว่าขณะนี้มีธนาคารกลางกว่า 110 ประเทศ ที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา CBDC

        Theme ที่สาม คือ “Sustainability” ผลักดันให้การดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินและภาคเอกชนคำนึงถึงหลักการ ESG และกระแสสังคมคาร์บอนต่ำ เปลี่ยนผ่านสู่ Green Economy ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เดินหน้าร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาและนำแนวปฏิบัติด้านการธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Banking) ไปใช้ในการดาเนินธุรกิจ รวมถึงจัดทำ ESG Declaration อย่างชัดเจน

        นอกจากนี้ สมาคมธนาคารไทยยังมุ่งมั่นที่จะร่วมกันแก้ปัญหา หนี้ครัวเรือน อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการเดินหน้าให้ความรู้ทางการเงิน สร้างกลไกในการเพิ่มวินัยทางการเงิน และป้องกันปัญหา Moral Hazard ตั้งแต่เนิ่นๆ อีก Initiative ที่สาคัญคือ การส่งเสริมให้ประชาชนและภาคธุรกิจ สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้มากขึ้น (Financial Inclusion)

        Theme ที่สี่ คือ “Human Capital” ซึ่งหมายถึงการสร้าง Pool of Talent ที่มีทักษะตอบโจทย์โลกอนาคต ลดปัญหา Mismatch ของตลาดแรงงาน เดินหน้า Up & Re-skill พนักงานที่ปัจจุบันทั้งระบบธนาคารพาณิชย์มีอยู่กว่า 1.36 แสนราย ให้มี Digital Literacy มากขึ้น ส่งเสริม Innovative Thinking สามารถ Integrate และ Utilize เทคโนโลยีได้อย่างลงตัว ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

นายกประกันชีวิตยอมรับโควิดกระทบธุรกิจ

แต่ต้องเดินหน้าต่อเพื่อคุ้มครองผู้เอาประกัน


นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยผู้ทำประกัน 80-90% เลือกทำประกันสุขภาพ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงทำให้หลายคนหันมาใส่ใจทำประกันเพื่อความคุ้มครองทั้งสุขภาพ และ ชีวิต

“ก่อนเกิดโควิดเนี่ยต้องยอมรับว่าเรื่องของสุขภาพ เป็นเทรนด์ที่ทุกคนให้ความสำคัญ เพราะสามารถลดทอนเรื่องค่าใช้จ่ายได้ เราเห็นเลยว่า Medical Infection ในแต่ละปีจะอยู่ที่ 8-12% เพราะฉะนั้น การที่มีความคุ้มครองด้านสุขภาพ บวกความคุ้มครองทางด้านของประกันชีวิตก็เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้น”

นายสาระกล่าวอีกว่า ก่อนและหลังโควิด ถือว่ามีทั้งความท้าทายและโอกาสในแง่ของการทำธุรกิจประกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือ การทำประกันชีวิต เป็นเรื่องระยะยาว เพราะฉะนั้น การดูแลอย่างต่อเนื่องถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญมากในการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน ปัจจุบันโลกของ Digitize และ Digital เข้ามาเกี่ยวข้องในการดำเนินงานเป็นอย่างมาก การทำธุรกิจประกันต้องมีการพัฒนาตลอดเวลา ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ได้เปิดโอกาสให้บริษัทประกันนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตด้ทุกรูปแบบ เช่น Digital Face to Face คือผ่านทางด้านของ Video Call ทำให้สะดวกมากขึ้น

ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ ไม่มองว่าเป็นความท้าทาย แต่ถือเป็นโอกาส เพียงแต่บริษัทประต้องจับโอกาสเหล่านี้ให้ได้ ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ และแบบประกันที่เหมาะสม และที่สำคัญคือ การพัฒนาบุคลากรให้มีความเข้าใจ

“ถ้าเราเป็นคนขาย ก็อย่าไปบอกแค่ว่าจะขายประกัน แต่ต้องให้คำแนะนำ ให้ Advice เพราะความเป็นจริง ประกันชีวิต ไม่ได้จบแค่กรมธรรม์เดียว ดังนั้น ถ้าคนขายประกันมีความรู้เพิ่มก็จะทำให้ตอบโจทย์เรื่องของการบริการได้” คุณสาระกล่าว

นายสาระกล่าวต่อว่า แม้ช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์โควิด-19 จะกระทบต่อธุรกิจประกัน แต่การทำธุรกิจต้องเดินหน้าต่อ เพราะภาคประกันถือเป็นส่วนสำคัญ และเป็นผู้ที่ต้องตอบโจทย์ในการดูแลสิ่งที่ประชาชนคนไทยหรือผู้เอาประกันเองให้ความไว้วางใจ ทั้งเรื่องของการดูแลความคุ้มครองชีวิต ความคุ้มครองสุขภาพ ที่ต้องทำให้เกิดความยั่งยืนและดีที่สุดกับผู้เอาประกัน

 

สมาคมโบรกเกอร์มุ่งพัฒนาแอปวิเคราะห์หุ้น

ช่วยรายย่อยเสริมโอกาสลงทุนต่างประเทศ


นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในโลกยุคโควิด-19 มีนักลงทุนสนใจลงทุนในตลาดหุ้นและผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดย ม.ค.-ส.ค.2564 มีมูลค่าซื้อขายหมุนเวียนเฉลี่ยต่อวันประมาณ 96,000 ล้านบาท มีจำนวนบัญชีเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบัญชี และมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 5.17 แสนราย ซึ่งในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2564 มีผู้ลงทุนรายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 151,653 คนจากเดิมทั้งปี 2563 มีผู้ลงทุนรายใหม่ 119,634 คน

โดยผู้ลงทุนรายใหม่ 60% เป็น genY อายุตั้งแต่ 25-41 ปี 50% เป็นนักลงทุนระยะยาว ดูปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เน้นลงทุนหุ้นใหญ่หรือหุ้นปันผล 75% ของผู้ลงทุนซื้อขายไม่เกินเดือนละ 1 แสนบาท และส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางหลักในการลงทุนซึ่งเป็นช่องทางที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเทรนด์การลงทุนโดยใช้เครื่องมือต่างๆ หรือโปรแกรมเทรดดิ้งมีมากถึง 1 ใน 4 ของการลงทุน

ทั้งนี้ นักลงทุนมีแนวโน้มลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งผ่านกองทุนรวม โบรกเกอร์ หรือลงทุนหลักทรัพย์ใน SET ที่มีสินค้าอ้างอิงในต่างประเทศเช่น Foreign DW, Foreign ETF หรือ DR เป็นต้น รวมถึงสนใจผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนเพื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น โดยมูลค่าการซื้อขาย DW ใน SET เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2565 จะมีบริการด้านการลงทุนใหม่ๆ และโอกาสที่น่าสนใจที่นักลงทุนไทยไม่ควรพลาด โดยในด้านผลิตภัณฑ์ จะมีหลักทรัพย์ในประเทศที่ออกโดยมีสินค้าอ้างอิงต่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้น หลักทรัพย์จะออกในรูปแบบ Scripless เพิ่มมากขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงหลักทรัพย์ที่ออกซื้อขายจะมีแบบเป็นเศษส่วน จากเดิมต้องซื้อหุ้นเป็นหลักร้อยหุ้น ทำให้เข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น มีเงิน 500 บาทก็ลงทุนได้ ส่วนในด้านการบริการ จะมีบริการให้นักลงทุนถือหลักทรัพย์แบบ Scripless เช่น self-service share transfer การเปิดบัญชีออนไลน์/e-KYC จะทำได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น และจะมีการพัฒนา tools/application ให้กับนักลงทุนรายย่อยมากขึ้น เพื่อวิเคราะห์หลักทรัพย์ช่วยในการตัดสินใจ

พร้อมเพิ่มระดับความปลอดภัยในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนขั้นต่ำ AAL 2.1 คือ ปัจจัยยืนยันตัวตน 2 ปัจจัยขึ้นไป จาก 3 ประเภทปัจจัยได้แก่ 1. สิ่งที่คุณมีเช่น โทรศัพท์, smart card, usb token 2.สิ่งที่คุณรู้เช่น Password/Pin Code/Security Question และ 3.สิ่งที่คุณเป็นเช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า ม่านตา เพื่อปกป้องบัญชีลูกค้า และยืนยันว่าลูกค้ามีตัวตนจริงและมีเพียงคนเดียว ทำให้ บล.สามารถให้บริการได้เหมาะสม ป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนการก่อการร้าย รวมถึงป้องกันการกระทำความผิดผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์

ทั้งนี้ จะต้องยืนยันตัวตนเมื่อเปิดบัญชีหลักทรัพย์หรือทำธุรกรรม เช่น ซื้อขาย/จองซื้อหลักทรัพย์ ฝาก-ถอน โอนเงิน, การลงนามในสัญญา การขอความยินยอมจากลูกค้า และการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของลูกค้า

 

สมาคมบริษัทจัดการลงทุนแนะปี 2022

กระจายการลงทุนเน้นหุ้นญี่ปุ่นและอินเดีย


นายวศิน วณิชย์วรนันต์ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในปีหน้า 2022 เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านกลับคืนสู่สภาวะปกติ หลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 ติดตามการลดนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ท่ามกลางทิศทางอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัว สาเหตุมาจาก 1.การติดขัดในห่วงโซ่อุปทาน 2.ขาดแคลนแรงงาน และ 3.การเร่งตัวของราคาน้ำมัน ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไป

ในมุมมองของผู้จัดการกองทุน มีความระมัดระวังต่อภาวะการลงทุนในช่วงนี้ค่องข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินทรัพย์เสี่ยง เริ่มมีการถือครองสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

หากประเมินถึงมุมมองในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า มองว่า การลงทุนจะมีความผันผวนมากขึ้น ปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย สู่การดำเนินนโยบายการเงินแบบปกติมากขึ้น แต่มองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะยังไม่รีบร้อนขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แนวโน้มเศรษฐกิจ ที่ค่อนข้างสดใส ทำให้มีมุมมองต่อความจำเป็นในการถือครองเงินสดค่อนข้างน้อย เช่นเดียวกับการถือครองตราสารหนี้ เนื่องจากได้รับแรงกดดันด้านการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงิน ตราสารหนี้ระยะยาวมีมุมองเป็น Negative

แนวโน้มการลงทุนในทองคำ มีมุมมองเชิงลบ มีมุมมองปกติต่อทิศทางราคาน้ำมัน กองรีท (REIT) มุมมองเป็นกลาง รับรู้ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นแล้ว มีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้น

มองตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่อยู่ในช่วงการฟื้นตัวจากโควิด-19 ในระยะถัดไป อยู่ในเชิงบวก Slightly Positive ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียที่ถือเป็นตลาดเกิดใหม่ มีการเติบโตที่ค่อนข้างสูง มีมุมมองในเชิงค่อนข้างที่จะบวก ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป มุมมองเชิง Neutral รับรู้การฟื้นตัวไปเรียบร้อยแล้ว หลังผ่านพ้นจากโควิดไปได้เร็วกว่าที่อื่น

ขณะที่มีความกังวลต่อการลงทุนในหุ้นจีน ต่อนโยบาย Common Prosperity หรือภาษาไทยเรียกว่ารุ่งเรืองร่วมกัน ท่ามกลางวิกฤติพลังงาน ทำให้ ณ ปัจจุบัน มูลค่าตลาดจีนค่อนข้างจะถูก ดังนั้น เราก็มีมุมมองเชิงบวก ภายใต้ความระมัดระวังในการลงทุน ส่วนภาพการลงทุนในหุ้นไทย ยังมองธีมการเปิดเมืองมีความน่าสนใจ แนะนำกระจายการลงทุน

โดยการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม กับผลตอบแทนที่คาดหวังที่ระดับ 3.6% แนะนำการถือครอง Fixed Income 68% Equity หรือหุ้นทุน 22% Reit 4% Gold 4% น้ำมัน 2%

 

เดอะมอลล์กรุ๊ปชี้กำลังซื้อต่างชาติสำคัญ!

แนะธุรกิจ-ภาครัฐปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลง


นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า เดอะมอลล์ กรุ๊ป เข้าใจถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบเศรษฐกิจ จึงร่วมมือกับรัฐบาลในการจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนในเดอะมอลล์ทุกสาขา ช่วยให้ประชาชนได้รับวัคซีนได้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ มีการจับจ่ายเพิ่มมากขึ้น

แม้จะหลายธุรกิจจะได้รับผลกระทบหนัก แต่ธุรกิจแบรนด์ Luxury ในไทย แทบไม่ได้รับผลกระทบ สินค้าแบรนด์เนมต่างๆ เพิ่มยอดขายได้ถึง 3 เท่า เนื่องจากกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ จึงจับจ่ายสินค้าในประเทศเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แทบเท่ากับ 0 ส่งผลให้ ห้าง ศูนย์การค้า โรงแรม และ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่อาศัยนักท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบอย่างหนัก รวมถึงธุรกิจระดับกลางและธุรกิจรายย่อย อย่าง SMEs ที่สายป่านหรือสภาพคล่องยาวไม่เพียงพอ หมุนเงินไม่ทัน จึงลดพนักงาน และ ลดเงินเดือน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข และคาดว่าจะต้องอาศัยการเปิดประเทศเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทุกธุรกิจควรจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ “ยุค Digital E-Commerce” ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ (Digitalization) เนื่องจากผู้คนจะใช้ชีวิตแบบ New Normal และจะชินกับการซื้อของออนไลน์ที่บ้าน หากธุรกิจไม่สามารถปรับตัวสู่ E-Commerce ก็จะถูก Disruption ได้

นอกจากนี้ จะต้องเปลี่ยนแปลงสู่ Globalization โดยการผูกมิตรกับพันธมิตรกับนานาประเทศทั่วโลก พัฒนาด้านการติดต่อสื่อสาร เพื่อช่วยสร้างเครือข่าย (Network) มีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น

ซึ่งรัฐบาลต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อดึงนักท่องเที่ยว (Tourist) เข้ามาในประเทศไทย เพราะกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะช่วยพยุงเศรษฐกิจ ช่วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อหาทางได้แล้ว ต้องคำนึงถึงเรื่องการลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็น Hub of South East Asia ให้ได้

ทั้งนี้ การจะเข้ามาช่วยตลาดการค้าปลีกในไทย เรื่องใหญ่ที่สุดคือ เรื่องของพันมิตร (Alliance) และ การทำงานร่วมกัน (Synergy) ต้องหาบริษัทใหญ่ๆ ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถช่วยเหลือรายย่อยและกระจายคนไปเป็นกองคนได้ “ไม่ใช่รวยกระจุก แต่จนกระจาย” แต่จะทำอย่างไรให้มีความเหลื่อมล้ำน้อยลง ให้ SMEs ขึ้นมาเป็นระดับกลาง และระดับกลางขึ้นไปเป็น Entrepreneur และ ให้คนตกงานมาเป็นคนที่มีงานทำ

หากไม่สามารถช่วยคนตกงานได้ กำลังซื้อในประเทศจะตกต่ำ กระทบหมดทั้งระบบ จึงต้องมีแผนให้เขาได้ค้าขาย มีการกระจายรายได้ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เสมือนสงครามที่คนต้องกลับมารวมกันและต้องมาช่วยเหลือกัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เสร็จ “Rome was not built in a day but it can be built”

“สุดท้ายแล้ว ถ้าประเทศไทยกินดีอยู่ดี ทุกคนมีรายได้ ก็จะได้กันหมดทั้งระบบ แต่ถ้าคนรวยกลุ่มเดียวที่ได้ แต่ที่เหลือตายหมด เป็นหนี้เป็นสินกันหมด ไม่มีเงินจ่ายหนี้ ธนาคารก็อยู่ไม่ได้ ล้มทั้งระบบ”

 

OR ชี้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นหลังโควิด

พร้อมเคียงข้าง SME เติบโตไปด้วยกัน


นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่า ในระยะสั้น กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญคือ ภาคการท่องเที่ยวและบริการกำลังจะฟื้นตัวจากการฉีดวัคซีนถึงเป้าหมาย 70% ของประชากรกระจายอย่างทั่วถึง แต่ยังคงมีความเสี่ยงว่าอาจจะมีโควิดรอบใหม่หรือสายพันธุ์ใหม่จากการเปิดประเทศ สำหรับในระยะยาว แต่ละภาคส่วนของธุรกิจอาจมีการเติบโตไม่เท่ากัน

โดยเศรษฐกิจไทยอาจโตเป็น K-shape ภาคส่วนที่มีอัตราการเติบโตเร็วกว่าภาคธุรกิจอื่นๆ เช่นเทคโนโลยี อุปกรณ์ยานยนต์ หรือซอฟต์แวร์ แต่บางภาคส่วนยังต้องอาศัยเวลาในการฟื้นตัว เช่น ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ร้านอาหาร โดยหลังจากปี 2565 คาดว่าภาคธุรกิจและภาครัฐจะต้องปรับตัวอย่างมาก ทั้งจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สังคมผู้สูงอายุ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

ทั้งนี้ เมื่อมองไปข้างหน้าหลังยุคโควิด-19 มองว่าโลกจะเปลี่ยนไปซึ่งทุกคนต้องปรับตัว ภาครัฐ ในส่วนของนโยบายเป็นกลไกที่สำคัญ ส่วนภาคเอกชนเป็นเครื่องยนต์ โดยในเรื่องกลยุทธ์ OR เปลี่ยน 2 กลยุทธ์หลัก จากเดิมเป็นธุรกิจค้าน้ำมันแต่ในอนาคต เราจะเน้นเรื่องของธุรกิจ Mobility รองรับการเคลื่อนไหวของคนจาก Oil Ecosystem เป็น Mobility Ecosystem และอีกธุรกิจหลักใกล้เคียงธุรกิจรีเทลที่เน้นอาหารและเครื่องดื่ม แต่ในอนาคตเราจะเน้นเรื่องของไลฟ์สไตล์

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปจาก Disruption หรือ Climate Change ทำให้เราต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ภาคเอกไม่ได้มองเฉพาะตัวเรา แต่มองไปถึงสังคม ชุมชน ประเทศ และพร้อมที่จะเป็นกลไกที่จะทำให้เศรษฐกิจไทย คนไทยมีโอกาสฟื้นฟูแข็งแรง ขณะที่ภาครัฐต้องอำนวยความสะดวกในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีของประเทศ

ขณะที่ OR มีวิสัยทัศน์ Empowering all to an inclusive growth ที่จะสร้างการเติบโตในทุกโอกาสให้ทุกภาคส่วน ธุรกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน โดย OR ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่นสถานีบริการน้ำมันของ OR ภายใต้ ptt station โดยปัจจุบันในประเทศไทยมีประมาณ 2,000 สาขา คาเฟ่อเมซอนกว่า 3,000 สาขา ซึ่งสถานีบริการน้ำมัน 80% ให้ SME มาเป็นเจ้าของก่อให้เกิดการสร้างงานและการกระจายรายได้ และ 80% ของคาเฟ่อเมซอนเป็นแฟรนไชส์ ทำให้คนไทยได้กาแฟมาตรฐานในราคาเข้าถึงได้

OR มีการปรับกระบวนการทางธุรกิจ ให้โอกาสผู้บกพร่องทางการได้ยิน มีคาเฟ่อเมซอน for chance หรือบางสาขามีผู้สูงอายุให้บริการ 2 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ไทยเด็ด ที่หมายถึง เด็ดที่คนไทยช่วยเหลือกัน และ OR ยังเป็นรายแรก ในการ IPO ที่ให้คนไทยมีโอกาสได้เป็นเจ้าของหุ้นได้อย่างทั่วถึง” นางสาวจิราพร กล่าว

ทั้งนี้ OR ใช้หลักการ 4 ใส่ใจใช้ในการทำธุรกิจ 1.ใส่ใจพันธมิตร ซับพลายเชน ใช้หลักการจริงใจต่อกัน ใครแข็งแรงในเรื่องไหนก็มาเสริมกัน 2.ใส่ใจลูกค้า ซื่อสัตย์ จริงใจ เน้นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 3.ใส่ใจพนักงาน คนคือกลไกสำคัญที่จะทำให้ก้าวผ่านการ Disruption 4.ใส่ใจสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ซึ่งด้วยพลังความร่วมมือของคนไทย ทำให้มีความหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างแน่นอน


 

ปี 2022 เผชิญปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ

โบรกฯ แนะกระจายลงทุนหลายสินทรัพย์


นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย ในหัวข้อ “เปิดธีมลงทุนหุ้นไทยหลังโควิด คัดหุ้น Super Stock เข้าพอร์ต” ระบุว่า ความท้าทายที่เกิดขึ้นในปี 2022 คือความผันผวนในการลงทุนของสินทรัพย์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น หลังจากปี 2021 การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทให้อัตราผลตอบแทนที่เป็นบวก และก่อนที่วัฏจักรเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว สินทรัพย์สุดท้ายที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นคือ สินค้าโภคภัณฑ์ ส่งให้ตลาดหุ้นขึ้นนำไปก่อนเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นสู่จุดสุงสุด ทำให้เกิดความท้าทายในการรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน หลังจากนี้ กังวลต่อการถอน QE แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มหนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากโควิด-19

ดังนั้น จึงคาดว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทย พีคในช่วงต้นปี แล้วปรับตัวลงลง มั่นใจตลาดหุ้นไทยรองรับวิกฤติเล็กๆ ได้ ในช่วงปลายปี แนะนำลงทุนในหุ้น Defensive และ หุ้น Value Stock มากขึ้น ในกลุ่มธนาคาร BBL SCB TISCO พลังงาน TOP GPSC โรงพยาบาล BH BDMS ICT ADVANC ท่องเที่ยว MINT AOT ค้าปลีก CPALL HMPRO อสังหา LH SPALI AP


นายณัฐวัฒน์ อ้นรัตน์ Senior Executive Vice Persident บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินแนวโน้มการลงทุน หุ้นไทย ปี 2022 ในหัวข้อ “เปิดธีมลงทุนหุ้นไทยหลังโควิด คัดหุ้น Super Stock เข้าพอร์ต” ว่า มองภาพเชิงบวกค่อนข้างมาก ไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากต่างประเทศมากนัก มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ มองปัจจัยเสี่ยง ด้านปัญหาขาดแคลนพลังงาน และเซมิคอนดักเตอร์

รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมติดตามสถานการณ์โควิดในประเทศ การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน และการเมืองในประเทศ มองโอกาสทดสอบที่ระดับ 1,850 จุด มองฟันด์โฟลไหลเข้าในปี 2022 ให้ความสนใจในหุ้นใหญ่ PTTEP ADVANC GULF หุ้นที่ราคาอยู่ระดับล่าง OR หุ้นปันผล TISCO แนะนำติดตามหุ้น Growth Stock กลุ่มเทคโนโลยีของไทย

 


ผู้จัดการกองทุนมองปี 2022

ลงทุนธีมเทคโนโลยี - ESG


นายวศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบัวหลวง จำกัด และ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวว่า ในปี 2565 การลงทุนยังต้องติดตาม เรื่องปัจจัยเงินเฟ้อ และ นโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด และธนาคารกลางทั่วโลก ว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุนอย่างไร และทิศทางราคาน้ำมัน ที่จะกระทบต่อมุมมองและวิธีการลงทุนของนักลงทุนได้

สำหรับโอกาสการลงทุนในปี 2565แต่นักลงทุนต้องเลือกให้ถูกจังหวะ มีธีมที่เหมาะสม แนะนำกองทุนที่ลงทุนในเทคโนโลยี ดิจิทัล และ ESG หรือกองทุนต่างประเทศ เช่น จีน ที่เริ่มทะยอยสะสมได้ เพราะถ้ามองระยะยาวศักยภาพของเศรษฐกิจประเทศจีน ยังมีโอกาสเติบโตได้ สหรัฐอเมริกา ที่เศรษฐกิจโตได้ต่อเนื่อง และ เอเชีย ที่เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง และเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติจะเริ่มเข้ามาในอนาคต อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกครั้งนักลงทุนยังต้องติดตามความเสี่ยงจากปัจจัยรอบด้านอย่างครบถ้วน

“แม้สถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น แต่การลงทุนยังมีความเสี่ยง อาจไม่เป็นอย่างที่คิด นักลงทุนต้องดูว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน ต้องหาโอกาสการลงทุนเสมอ ถ้าหากจะลงทุน อยากให้ลองเปรียบเทียบการลงทุนเหมือนการปลูกต้นไม้ ที่ต้องใช้เวลา มีดินที่ดี อากาศที่ดีถึงจะประสบความสำเร็จ”


นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เรื่องอัตราดอกเบี้ยของเฟดยังไม่จบ และเชื่อว่าเรื่องดอกเบี้ยถือว่าเป็นประเด็นสำหรับการลงทุนปีหน้า แม้จะมีการคาดเดาล่วงหน้าจากนักลงทุนแล้วว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า หรือ การถอมาตรการคิวอี และยังมีเรื่อง การดูแลเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ที่ต้องติดตา และปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญในเรื่อง Digital Asset ที่จะเข้ามากระทบการลงทุน

ทั้งนี้ แนะนำ ธีมการลงทุนในเทคโนโลยี อาจเป็นทางเลือกที่ดีของนักลงทุน แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีการเติบโต แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ เทคโนโลยีจะเติมโตมากขึ้น และ ธีม Climate Change ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญในการลงทุนมากขึ้น ธีม Health Care ที่ได้รับอานิสงค์จากสถานการณ์โควิด ทำให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตได้

“เราพูดมาทุกปีว่า จุดมุ่งหมายของการลงทุนคือการทำเงินให้งอกเงย ความเสี่ยงถือว่ามีความสำคัญในการตัดสินใจ การลงทุน ไม่ใช่การฝากเงิน ถ้าเรามองเรื่องเงินเฟ้อ การฝากเงินคือทางเลือกสุดท้าย แต่ถ้าอยากให้เงินงอกเงยก็ต้องลงทุน ดังนั้นก็ต้องมีความเสี่ยง เลยอยากบอกทุกคนว่า ความเสี่ยงก็คือโอกาส แต่ถ้าอยากทำให้เหมาะสม ทุกคนต้องเข้าใจตลาด มีสติ เผื่อความเสี่ยงระหว่างทาง เราจะสบายใจในการลงทุนระยะยาวได้”


 

เปิดเทรนด์ Cryptocurrency

พลิกโลกการเงินหลัง Covid-19


นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตัล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีทองของวงการคริปโทเคอร์เรนซี่ โดยอยู่ในช่วง Golden Year หลังจากการเกิด Bitcoin Halving โดยขณะนี้มูลค่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่ทั่วโลกอยู่ที่ 2.76 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าโตค่อนข้างเร็ว เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่ปีที่แล้ว จำนวนการเปิดบัญชีเทรดในประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล มีบุคคลชื่อเสียงเข้ามาในตลาด รวมถึงสถาบันการเงินต่างๆ ก็ไหลเข้าในวงการคริปโทเคอร์เรนซี่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามมี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือ Macroeconomics Factor ที่อเมริกาทำมาตรการ QE พิมพ์เงินดอลลาร์เข้าระบบสูงถึง 8.56 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อปกป้องธุรกิจ SME ทั้งประเทศในช่วงวิกฤติ Covid-19 ส่งผลให้เกิดภาวะสภาพคล่องล้นโลก สินทรัพย์หลายประเภททำ All Time High ขณะที่คริปโทเคอร์เรนซี่นั้น แม้จะโตขึ้นหลายเท่าแต่ก็ยังมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของสินทรัพย์ทางการเงินทั้งโลก ซึ่งหากมองในภาพว่าถ้านักลงทุนกระจายความเสี่ยงมาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดย 99% ของการลงทุนยังอยู่ที่ Traditional Asset ถ้ามองในภาพนี้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่ก็น่าจะเติบโตได้อีกเท่าตัว

ส่วนที่ 2 คือ Microeconomics Factor ซึ่งส่วนนี้จะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลายด้านมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของ Traditional Finance เช่น Goldman Sachs, JP Morgan, Morgan Stanley, George Soros กองทุนต่างๆ รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีอย่าง MicroStrategy และ Tesla ที่เข้ามาซื้อ Bitcoin เพื่อเป็นเงินสำรองของบริษัท ตลอดจนการที่ประเทศเอลซัลวาดอร์ที่ยอมรับให้ Bitcoin เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือการมาของ CBDC สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องดูว่าจะมีผลกระทบต่อราคาคริปโทเคอร์เรนซี่ต่อไปอย่างไร

“ไม่ว่าเราจะลงทุนช่วงใดก็ตามมีโอกาสทำกำไรและมีความเสี่ยงได้ทั้งหมด อยู่ที่ว่าพร้อมหรือไม่ พร้อมที่ 1 คือ อย่าเอาเงินร้อนมาเก็งกำไร พร้อมที่ 2 คือ ต้องมีความรู้ด้านการเงินมากมากพอ พร้อมที่ 3 คือ สติ ทุกคนต้องมีสติในการลงทุน และต้องรู้ด้วยว่าตนเองเป็นนักลงทุนประเภทใด ความพร้อมคือสิ่งสำคัญที่สุด หากจะเข้ามาในตลาดคริปโทฯ”


นายปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้ง Satang Pro และ กรรมการ บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน ด้วยปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ค่อนข้างมีผลบวกกับวงการคริปโทเคอร์เรนซี่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศยอมรับคริปโทเคอร์เรนซี่ในประเทศต่างๆ หรือแม้แต่การที่ประเทศจีนที่พยายามหามาตรการมาควบคุม แต่ก็คุมไม่ได้ และสุดท้ายก็พยายามที่จะหาทางออก จนอาจนำไปสู่การประกาศยกเลิกการเแบนคริปโทเคอร์เรนซี่อีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากการอนุมัติกองทุน Bitcoin Futures ETF ของ ก.ล.ต.สหรัฐฯ และยังมีอีกมากกว่า 20 กองทุนที่รอการอนุมัติอยู่ ทำให้มีการคาดว่าต้นปีหน้า อาจจะมีการอนุมัติกองทุน Ethereum Futures ETF ตามมา ซึ่งก็จะทำให้ราคา Ethereum ขึ้นไปอีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยบวกที่จะทำให้เห็นว่าราคาน่าจะไปต่อได้

ขณะที่การประกาศลงนามร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดให้ชาวอเมริกันต้องรายงานการถือครองคริปโทเคอร์เรนซี่ที่มีมูลค่า 10,000 ดอลลาร์ ไปยังสรรพากร มองว่าจะมีผลกระทบกับชาวอเมริกันเป็นหลัก เป็นผลกระทบในระยะสั้น และแม้ว่าจะไม่มีกฎหมายตัวนี้ออกมา ก็จะมีระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ตามมาอยู่ดี

ส่วนการที่ ก.ล.ต.สหรัฐฯ ปฏิเสธคำขอกองทุน Bitcoin ETF นั้น เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2018 เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนลุ้นให้ Bitcoin ETF ได้รับการอนุมัติแต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมาสามารถนำมาใช้คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แม้ Bitcoin ETF จะไม่เกิดขึ้น แต่เชื่อว่ายังมีปัจจัยบวกอื่นๆ อยู่ ดังนั้น ราคาก็อาจจะไม่ได้ลงเท่ากับเมื่อครั้งปี 2018

“ในมุมมองของผม หากไม่มีเหตุการณ์ที่เป็น Black Swan หรือสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นราคาคริปโทเคอร์เรนซี่น่าจะเติบโตไปได้เรื่อยๆ แต่ต้องบอกว่าเรายังไม่รู้ว่าจะมีอะไรที่ไม่คาดคิดออกมาอยู่หรือไม่ เราอาจไม่สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทั้งหมด 100% แต่อย่างน้อยก็มีข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิด 60-70% แล้ว ดังนั้น นักลงทุนควรต้องมีการกำหนด Risk Ratio ว่า ถ้าราคาไปถึงจะได้กำไรเท่าไหร่ แล้วถ้าหากไปไม่ถึงจะขาดทุนเท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้จะต้องมีการวางแผนคำนวนด้วยตัวเอง”


ดร.เอกลาภ ยิ้มวิไล ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในอดีตการที่ Bitcoin จะโตในหลักพันหรือหมื่นเปอร์เซ็นต์สามารถทำได้ง่ายเพราะใช้เงินไม่เยอะ แต่ปัจจุบันตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่มีมูลค่าสูงถึง 2.76 ล้านล้านดอลลาร์ การที่ Bitcoin จะมีราคาขึ้นจาก 60,000 ดอลลาร์ ไปถึง 100,000 ดอลลาร์ ก็ต้องเติบโตราว 50% ซึ่งก็ต้องใช้เงินเยอะ แต่ก็จะเห็นว่าทุก Cycle ที่เกิดขึ้น จะเริ่มเห็น Price Action กลับมา

ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2017 เป็นช่วงที่ตลาดเข้าสู่ขาขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งเราก็ต้องติดตามดูว่าปีนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าเริ่มเห็นว่าตลาดเป็นขาขึ้นและเติบโตอย่างรุนแรง คิดว่านั่นคือสัญญาณอย่างหนึ่งที่อาจชี้ว่าตลาดอาจจะเริ่มอิ่มตัว ซึ่งหากถามว่า Bitcoin มีโอกาสถึง 100,000 ดอลลาร์ไหม ผมเชื่อว่ามีโอกาส แต่เมื่อถึงแล้วนักลงทุนควรที่จะต้องพิจารณากระจายความเสี่ยง หรือปรับสมดุลการลงทุนของตัวเองด้วย

สำหรับกระแส NFT ที่กำลังร้อนแรง มองว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่ดีมาก โดยในตลาดขณะนี้ส่วนมากจะเป็นงานศิลปะ ที่ดึงดูดให้ผู้ที่ชื่นชอบ NFT มาเทรดกัน แต่ต้องยอมรับว่ายังมีความน่าเป็นห่วงเล็กน้อยจากการเก็งกำไร และอาจมีการหลอกลวงเกิดขึ้น เพราะตอนนี้ยังเป็นการซื้อสิ่งที่คนชอบอย่างเดียว ยังไม่มีวิธีใช้ประโยชน์ เชื่อว่าในอนาคตจะมี NFT ที่สามารถนำมาใช้ได้ และมีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน หรือใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้

NFT กับ GameFi จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในปี 1-2 ปีข้างหน้า และจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลก Metaverse ด้วย ผมมองว่า NFT มีอนาคตที่สดใสมากแม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่ เชื่อว่า NFT จะโตไปได้อีกไกลแน่นอน”



อ่านปาฐกถาพิเศษ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ที่ : https://moneyandbanking.co.th/article/news/speech-bot-seminar-online-thailands-next-move-181164