NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

ส่องสไตล์บริหารโควิด-19 : ยอดเยี่ยม & ยอดแย่

การบริหารจัดการโควิด มักจะแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละพื้นที่ ตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ ความเชื่อถือศรัทธา ลองมาดูตัวอย่างผลงานในบางประเทศ สะท้อนเรื่องราวน่าสนใจดีเหมือนกัน

การรับมือกับโรคระบาดอุบัติใหม่ไม่ใช่การเล่นขายของ เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปีแล้ว โรคโควิดก็ยังแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างไม่สะทกสะท้าน แถมยังกลายพันธุ์ สร้างพรรคพวกสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมาต้านวัคซีนที่มนุษย์คิดค้นมาป้องกันอีกต่างหาก แต่ไม่ว่าสถานการณ์ในทุกภูมิภาคและทุกประเทศจะเจอปัญหาหนักหรือเบาแค่ไหน ต่างก็หาหนทางจัดการควบคุมเจ้าโควิด เพื่อรักษาชีวิตประชาชนและประคับประคองเศรษฐกิจให้รอดพ้นความวิบัติครั้งนี้

การบริหารจัดการโควิด มักจะแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละพื้นที่ ตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ ความเชื่อถือศรัทธา ลองมาดูตัวอย่างผลงานในบางประเทศ สะท้อนเรื่องราวน่าสนใจดีเหมือนกัน

ขอเริ่มจากภูมิภาคยุโรปก่อน ซึ่งถือว่าเป็นย่านประเทศมีอันจะกินเสียส่วนใหญ่ แต่โรคโควิด ไม่เลือกว่าใครรวยหรือจน หากประเทศไหนทำตัวท้าทาย ไม่ป้องกันจริงจัง ก็มีสิทธิ์เผชิญวิบากกรรมโควิดระบาดซ้ำซาก และยุโรปก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งต้องรับมือครั้งแล้วครั้งเล่า

เยอรมนี ได้ชื่อว่าเป็นชาติอุตสาหกรรมแนวหน้า และสามารถควบคุมโรคได้เป็นอย่างดีในช่วงการระบาดระยะแรกในปีที่แล้ว แต่เมื่อย่างเข้าปี 2021 เมืองเบียร์ชักสงสัยว่า ทำไมโควิดยังคงอาละวาดในแดนอินทรีเหล็กไม่หยุดหย่อน อีกทั้งการฉีดวัคซีนก็ชักช้า ทั้งๆ ที่เยอรมนีเป็นหนึ่งของประเทศผู้คิดค้นและผลิตเสียด้วยซ้ำ แต่กลับมีสถิติการฉีดวัคซีนต่ำกว่าอังกฤษ สหรัฐฯ หรือแม้แต่โมร็อกโก

คนที่ร้อนใจสุดๆ คงหนีไม่พ้นภาคเอกชนเมืองไส้กรอก ที่ทนดูการทำงานงุ่มง่ามของภาครัฐไม่ไหว เพราะธุรกิจเอกชนเยอรมัน ต้องการให้มีการฉีดวัคซีนรวดเร็ว และกระจายอย่างทั่วถึง เพื่อที่พนักงานและแรงงานจะได้กลับมาทำงานได้เป็นปกติอย่างจริงจังเสียที ที่สำคัญก็คือ ธุรกิจเยอรมันส่วนใหญ่ เป็นพวกอุตสาหกรรมการผลิต มีโรงงานมากมาย รวมถึงยังมีธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งต้องอาศัยแรงงานมาทำงานพบปะกัน ไม่ใช่จะให้มานั่ง Work from Home เหมือนบางประเทศ คงลำบาก

ว่าแล้ว ภาคเอกชนไม่บ่นให้เสียเวลาอีกต่อไป บรรดาบริษัทชั้นนำเกือบทั้งหมด เช่น BASF, Bayer (ธุรกิจด้านเคมีภัณฑ์) BMW, Volkswagen (บริษัทรถยนต์) Deutsche Wohmen, Vonovia (ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์) และ RWE (ธุรกิจพลังงาน) รวมถึงบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ตัดสินใจที่จะบริหารจัดการฉีดวัคซีนกันเอง น่าจะขับเคลื่อนได้รวดเร็วกว่าหน่วยงานภาครัฐ

วัคซีนในเยอรมนี อยู่ในความดูแลภาครัฐ แต่การกระจายเพื่อนำไปฉีดให้แก่ประชาชนกลับล่าช้า ด้วยเหตุนี้ ภาคเอกชนจึงตัดสินใจลงทุนซื้ออุปกรณ์จำเป็นสำหรับการขนส่งและเก็บรักษาวัคซีนเอง อาทิ ตู้ควบคุมอุณหภูมิ อุปกรณ์การฉีด และการป้องกันโรคติดต่อ ฯลฯ โดยมอบหมายให้แพทย์ประจำบริษัท ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย นับหมื่นคน ร่วมกับหมอประจำบ้าน ระดมกันฉีดให้แก่พนักงานและครอบครัวของพนักงานอย่างทั่วถึง ซึ่งคาดกันว่า นับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2021 ชาวเยอรมันจะได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเป็นระบบ และน่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉียดครึ่งหนึ่งของพลเมืองทั้งประเทศ

การฉีดวัคซีนให้ได้ผลสำเร็จอีกประการหนึ่งก็คือ บริษัทเอกชน รู้ว่าจะมีคนบางกลุ่มอาจยังไม่ค่อยมั่นใจในการฉีดวัคซีน จึงจำเป็นต้องใช้ตัวช่วย ได้แก่ การให้รางวัล และการลงโทษ โดยคนที่ให้ความร่วมมือ จะได้รับเงินก้นถุงเล็กๆ น้อยๆ ส่วนพวกดื้อรั้น อาจโดนกีดกันจากการร่วมกิจกรรมต่างๆ ของบริษัท พูดง่ายๆ ก็คือ ถูกโดดเดี่ยว

ความกระตือรือร้นของภาคเอกชนเมืองเบียร์ ถือว่าเป็นตัวอย่างของความร่วมมือกอบกู้วิกฤติชาติได้เป็นอย่างดี เช่น เมือง Bremen มีโครงการปรับศูนย์แสดงนิทรรศการในเมือง ให้กลายเป็นศูนย์กลางการฉีดวัคซีน จึงมีการระดมบริษัทเอกชนที่มีเรี่ยวแรง ช่วยกันบันดาลให้สำเร็จ อาทิ บริษัทด้านก่อสร้าง มอบหมายให้พนักงานมาช่วยเป็นเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก บริษัท Mercedes นำโต๊ะเก้าอี้ และเครื่องใช้ไม้สอยมาติดตั้ง พวกบริษัทคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ ช่วยกันนำอุปกรณ์ไฮเทคและโปรแกรมต่างๆ มาช่วยให้การบริหารจัดการราบรื่นที่สุด คาดว่าภายในกรกฎาคม 2021 เมือง Bremen จะมีชาวเมืองได้รับวัคซีนราว 70% ซึ่งก่อนกำหนดที่รัฐบาลเคยวางไว้

ในภูมิภาคเอเชีย ก็มีประเทศที่อยู่ในข่ายแนวหน้าเหมือนกัน ถ้าเดาว่าเป็นสิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือ ญี่ปุ่น บอกได้เลยว่า ผิดพระเอกตัวจริง ได้แก่ ภูฏาน ใช้ระยะเวลาการฉีดวัคซีนให้แก่พลเมืองทั้งประเทศได้ถึง 85% ของประชากรทั้งหมด 9 แสนคน ภายใน 1 สัปดาห์เท่านั้น ความจริงภูฏานได้รับวัคซีนเป็นของขวัญจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย มาตั้งแต่ต้นปี 2021

แต่ตามประเพณีความเชื่อของประเทศ ที่ต้องการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พลเมือง จึงมีการตรวจสอบดวงเมืองอย่างรอบคอบ และพบว่า ช่วงระยะเวลามงคลพิเศษ ต้องรออีก 2 เดือน ได้แก่ เดือนมีนาคม โดยเวลาที่จะฉีดเข็มแรก ควรฉีดให้แก่สตรีที่เกิดปีลิงก่อน ในเวลาช่วงเช้า 09.30 น. หลังจากนั้น ก็ดำเนินการฉีดให้แก่คนทั่วไปได้อย่างปกติ

 ความจริง ความสำเร็จของภูฏานไม่ใช่แค่พิธีกรรมการสร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นให้แก่พลเมืองเท่านั้น แต่การบริหารจัดการของภาครัฐอย่างเฉียบขาด ก็มีส่วนทำให้พลเมืองให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทางการมีการเตรียมสถานที่สำหรับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลให้การทำงานเป็นระบบ อีกทั้ง นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข มีดีกรีเป็นแพทย์ จึงยิ่งทำให้ควบคุมโรคระบาดมีการตัดสินใจเด็ดขาดฉับไว แม้แต่การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการกักตัว ในกรณีที่ไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมา ก็มีการปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีข้อยกเว้นกับใครทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่ภูฏานจะเป็นชาติเอเชียที่น่าจะปลอดโควิดอย่างสบายใจเป็นแห่งแรก

สำหรับทวีปอเมริกาใต้ นับเป็นย่านที่มีการแพร่ระบาดโควิดรุนแรง และการฉีดวัคซีน ก็กระท่อนกระแท่นไม่เป็นระบบ สับสนอลหม่าน ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการบริหารจัดการของรัฐบาลในกลุ่มชาติละตินอเมริกา เช่น เม็กซิโก ได้มีการจัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่ที่จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นอันดับแรกๆ ก่อน ทั้งๆ ที่บริเวณดังกล่าวมีการระบาดของโควิดน้อย เมื่อเทียบกับในเขตเมือง แถมบรรดาคุณครูที่เป็นหัวคะแนน จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อนคุณพยาบาลที่คลุกคลีกับคนป่วย หรือประเทศอย่างเปรู อาร์เจนตินา โคลัมเบีย เวเนซุเอลา และ เอกวาดอร์ ก็มีปัญหาการแซงคิว เพื่อรับวัคซีน ทำให้การกระจายไม่โปร่งใส กลายเป็นกรณีอื้อฉาวหลายครั้งที่รัฐมนตรี และ ส.ส ต้องลาออก เมื่อความจริงปรากฏสู่สาธารณชนและสังคมออนไลน์

ประเทศที่รักษาหน้าให้แก่กลุ่มละตินก็คือ ชีลี ที่อยู่ในข่ายการบริหารจัดการวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คาดว่า ชิลีน่าจะฉีดให้แก่พลเมืองได้ราว 80% ของประชากร 19 ล้านคน ภายในเดือนมิถุนายนศกนี้ ปัจจัยความสำเร็จก็คือ รัฐบาลได้กระตือรือร้น เป็นเจ้าภาพให้บริษัทยาต่างชาติมาทดลองวัคซีนตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เพื่อที่จะได้สิทธิ์รับวัคซีนก่อน อีกทั้งยังมีการสร้างระบบฐานข้อมูลสาธารณสุขแบบดิจิทัล เพื่อให้การบริหารจัดการถูกต้องแม่นยำ เป็นประโยชน์ในการทำงานของรัฐบาลและบริษัทยาต่างประเทศ

ขอปิดท้ายด้วยย่านแอฟริกา ซึ่งได้รับคำชื่นชมว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีการรวมตัวกัน เพื่อขอรับวัคซีนอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อเอง หรือ การรับบริจาค ทำให้การแย่งกันในกลุ่มแอฟริกาไม่รุนแรง แต่ก็มีปัญหาอยู่บ้างในบางประเทศ เช่น แทนซาเนีย ซึ่งประธานาธิบดี John Magufuli ไม่ให้ความสำคัญกับโควิดเลย อีกทั้งยังไม่สนับสนุนให้พลเมืองสวมใส่หน้ากาก และไม่ต้องเว้นระยะห่าง รวมถึงยังไม่สนใจเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน โดยให้เหตุผลว่า พระเจ้าจะกวาดล้างโรคร้ายไปเอง การใช้วัคซีนจะก่อให้เกิดผลร้ายข้างเคียง

น่าเศร้าที่ประธานาธิบดี Magufuli หายหน้าหายตาไปตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และทางการประกาศการเสียชีวิตเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเป็นโรคหัวใจ แต่หลายคนสงสัย เพราะก่อนหน้านี้เขาได้บังคับให้รัฐมนตรีคลัง ซึ่งกำลังป่วยโควิดออกจากโรงพยาบาล เพื่อมาแถลงข่าวร่วมกับเขา โดยต้องการพิสูจน์ว่าคณะรัฐบาลยังแข็งแรงดี แต่หลังจากนั้น นาย Magufuli ก็หายตัวจากสื่อ และกลายเป็นข่าวใหญ่ของประเทศในที่สุด พระเจ้าได้รับตัวนาย Magufuli ไปเรียบร้อยแล้ว!!