NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

“สมองไหล” ภาวะแทรกซ้อนภัยโควิด-19

จากสถิติระหว่างปี 2004-2016 พบว่า คดีความระหว่างคนไข้กับแพทย์ ที่เข้าไปถึงชั้นศาลมีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยจากประมาณกว่า 8,000 คดี เป็นจำนวนราว 21,000 คดี ส่วนคดีที่กองๆ ไว้ ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คาดว่า น่าจะมีประมาณ 60,000 คดี ซึ่งสถิติพวกนี้ อาจสะท้อนสาเหตุบางส่วนที่ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อวงการแพทย์เมืองมังกร

แทบจะไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะหนีโรคอุบาทว์โควิดไปได้ ต่างต้องก้มหน้าก้มตาสู้กับโรคระบาดอย่างเอาเป็นเอาตาย และนักรบด่านหน้าก็คือ หมอและพยาบาล ที่ทุ่มสุดตัวเพื่อรักษาชีวิตคนไข้ตามจรรยาแพทย์ที่อยู่ในสายเลือด แต่อย่างไรก็ตาม ภาระหน้าที่อันหนักหน่วงยาวนานต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย อาจกลายเป็นเครื่องบั่นทอนให้นักรบเสื้อกาวน์บางกลุ่มบางภูมิภาคจำต้องเก็บกระเป๋า เผ่นออกไปประเทศอื่น ที่เปิดโอกาสให้หมอและพยาบาลต่างชาติได้เข้ามาทำงาน แถมระบบสาธารณสุขและสถานการณ์บ้านเมืองในดินแดนแห่งใหม่ ยังน่ารื่นรมย์กว่าที่เดิม ทั้งๆ ที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อพิชิตโควิดเหมือนกัน

ลองมาส่องย่านยุโรปตะวันออกตอนใต้ดูบ้าง อาทิ โรมาเนีย บัลกาเรีย เซอร์เบีย แอลเบเนีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวินา โครเอเชีย และ กรีซ เป็นต้น ประเทศเหล่านี้ ส่วนใหญ่สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในประเทศลุ่มๆ ดอนๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเกิดโรคโควิดระบาด ก็ยิ่งทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศอ่อนล้ายิ่งขึ้น กลายเป็นปัญหาทับถมเรื้อรัง ทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ ยารักษาโรคเกือบทุกโรคขาดแคลน คอร์รัปชั่นแพร่กระจายไม่แพ้โควิด เงินเดือนหมอและพยาบาลจิ๊บจ๊อยเมื่อเทียบกับวิชาชีพเดียวกันในประเทศอื่นๆ อีกทั้งการบริหารจัดการในระบบสาธารณสุข ก็มักจะอยู่ในกำมือของพวกนักการเมืองในแต่ละยุคแต่ละสมัย โดยมองข้ามผู้บริหารมืออาชีพไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้ระบบสาธารณสุขอ่อนแอ

 นาย Vlad Voiculescu อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขของโรมาเนีย ได้พบความเละเทะที่ซุกซ่อนอยู่ภายในระบบสาธารณสุขของประเทศ หลังจากเข้ารับตำแหน่งไม่นาน เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้รุนแรงในไนท์คลับแห่งหนึ่ง มีคนตายทันที 27 คน ผ่านไปหลายสัปดาห์ ปรากฏว่ายอดคนบาดเจ็บที่นอนรักษาในโรงพยาบาลแทนที่จะมีอาการดีขึ้น กลับต้องสังเวยชีวิตเพิ่มอีก 64 ราย เพราะปัญหาขาดแคลนยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์นานาชนิด ซึ่งขุดคุ้ยไปๆ มาๆ มีต้นตอมาจากการคอร์รัปชั่น

รัฐมนตรี Voiculescu ยืดอกยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แถมยังป่าวประกาศเพิ่มเติมอีกว่า ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในกระทรวงสาธารณสุข มีงานมากมายและเน่าเฟะทั้งนั้น จนแทบไม่น่าเชื่อว่าคนโรมาเนียฝากชีวิตไว้กับระบบผุๆ พังๆ แบบนี้ได้ยังไง คงเดาไม่ยากว่า นาย Voiculescu ต้องพ้นจากเก้าอี้กระทรวงคุณหมออย่างไม่มีวันหวนกลับมาอีกเลย ทั้งนี้ ด้วยสารพัดปัญหาหมักหมมเหล่านี้ กลายเป็นแรงผลักดันให้นักรบเสื้อกาวน์บางส่วน ยอมทิ้งสนามรบในบ้านเกิด เพื่อไปช่วยคนไข้ในสมรภูมิอื่น ก่อนที่ตัวเองอาจตายอย่างไร้ค่าพร้อมๆ กับคนไข้

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ชาวอังกฤษมีจำนวนแพทย์เพียงพอ และสามารถรับมือกับโรคโควิดได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่โรคโควิดกลายพันธุ์เชื้อสายผู้ดีลุกลามว่องไว แต่ด้วยคุณหมอจากโรมาเนียเกือบ 5,000 คน ที่ทยอยโยกย้ายมาทำงานในบริการสาธารณสุขแห่งชาติอังกฤษอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยให้ประเทศฐานะมั่งคั่งอย่างอังกฤษ ไม่เดือดร้อนจากปัญหาขาดแคลนหมอ

ไม่น้อยหน้ากันก็คือ เยอรมนี เป็นอีกประเทศที่กระเป๋าตังค์หนัก จึงสามารถจูงใจให้หมอและพยาบาลต่างชาติแห่เข้ามาทำงานในเมืองเบียร์ได้อย่างสะดวก ทั้งนี้ กลุ่มแพทย์พยาบาลจากต่างประเทศได้พาเหรดมาทำงานในเยอรมันอย่างคับคั่ง ในปี 2019 พบว่า มีจำนวนหมอและพยาบาลต่างชาติ ซึ่งมาจากกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกตอนใต้ ในเมืองไส้กรอกประมาณ 50,000 คน ทำงานในระบบสาธารณสุขเยอรมนี และในจำนวนนี้ ราว 2 ใน 3 เป็นชาวบอสเนียและชาวเซิร์บ

นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ แดนอินทรีเหล็ก เช่น ออสเตรีย ก็อ้าแขนต้อนรับบุคลากรทางการแพทย์มืออาชีพจากดินแดนยุโรปตะวันออกตอนใต้เช่นกัน เพื่อช่วยรับมือโรคระบาดให้อยู่หมัด ถึงขนาดรัฐบาลออสเตรีย จัดส่งรถโดยสารพิเศษไปอำนวยความสะดวกรับคุณหมอและพยาบาลจากประเทศเหล่านั้น ก่อนที่จะมีการปิดพรมแดนล็อกดาวน์ในช่วงต้นปี อาทิ บุคลากรทางการแพทย์จาก บัลกาเรีย โครเอเชีย และโรมาเนีย เป็นต้น

ความเคลื่อนไหวของหมอและพยาบาลที่หลั่งไหลเข้าไปยังประเทศยุโรปตะวันตก ได้ปลุกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกตอนใต้อย่างดุเดือด กล่าวหาว่าพวกประเทศร่ำรวยใช้เงินกว้านซื้อบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศตนไปหมด อีกหน่อยประเทศยุโรปตะวันออกตอนใต้ ก็คงไม่มีหมอพยาบาลเหลือให้รักษาคนเจ็บป่วยในประเทศ

 อยู่เฉยไม่ได้แล้ว บรรดากูรูในประเทศยุโรปตะวันตก ได้ออกมาโต้กลับทันควัน โดยงัดผลงานการศึกษา พบว่า สถานการณ์ในประเทศยุโรปตะวันออกตอนใต้ไม่ได้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์สักหน่อย อีกทั้งบางประเทศอย่างโรมาเนีย มีจำนวนแพทย์เพิ่มขึ้นราว 20% จากเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะที่บัลกาเรีย ก็มีจำนวนแพทย์ทรงตัวอยู่ในระดับเดิมมากว่าทศวรรษ หรือแม้แต่ในวงการพยาบาล ก็ไม่มีปัญหาขาดแคลน ทั้งๆ ที่เยอรมนีนำเข้าพยาบาลจากบอสเนียเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหมื่นคน ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา แต่ในประเทศบอสเนียเอง กลับมีพยาบาลว่างงานต้องเตะฝุ่นร่วมหมื่นคนเช่นกัน

 ความจริงที่ปรากฏมาจากนักศึกษาในประเทศยุโรปตะวันออกตอนใต้ นิยมเข้าเรียนสายวิชาชีพทางการแพทย์พยาบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีจำนวนแพทย์และพยาบาลเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ แรงจูงใจมาจากค่านิยมที่มองว่าเป็นสายอาชีพที่จะเปิดทางให้ไปทำงานในต่างประเทศ และสามารถแสวงหาความรู้ความชำนาญต่างๆ ได้มากขึ้นจากการไปฝึกฝนทำงานในต่างแดน ที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย และงานวิจัยใหม่ๆ ที่ท้าทาย ซึ่งแตกต่างจากการทำงานในประเทศบ้านเกิดที่ขาดแคลนทุกอย่าง เพราะปัญหาคอร์รัปชั่นเรื้อรังเป็นส่วนใหญ่ จนบางครั้งได้ส่งผลให้การเรียนการสอนพลอยด้อยคุณภาพลงอย่างน่าใจหาย ยกตัวอย่าง เช่น พยาบาลบางคนในโรงพยาบาลเซอร์เบีย แยกอาการไม่ถูกระหว่างผู้ป่วยนอนหลับกับผู้ป่วยโคม่า เป็นต้น

ถ้าจะมองให้เป็นธรรม ก็น่าสงสารประเทศแถบยุโรปตะวันออกตอนใต้เหมือนกัน เพราะบุคลากรทางการแพทย์ระดับหัวกะทิ ได้ถูกคัดเลือกโกยไปทำงานในต่างประเทศจนหมด ผลิตออกมากี่ล็อตก็ไปหากินในดินแดนร่ำรวยทันสมัย ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ที่เหลือก็ต้องทนทำงาน เพื่อคนป่วยในประเทศของตนอย่างทรหดต่อไป

ปรากฏการณ์สมองไหล หรือคนมีความรู้ความสามารถอพยพไปทำงานและพำนักอาศัยในต่างประเทศ ได้อุบัติขึ้นแทบทุกภูมิภาคในโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่แรกๆ ดูเหมือนจะมีการพัฒนาประเทศไปได้ด้วยดี แต่กลับต้องมาสะดุดล้มลุกคลุกคลาน ด้วยปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนฉุดกระชากให้เศรษฐกิจพลอยง่อยเปลี้ยลงอย่างน่าเสียดาย ยกตัวอย่าง เช่น เลบานอน ซึ่งเป็นชาติในตะวันออกกลาง อาจไม่ร่ำรวยเหมือนเพื่อนบ้านอาหรับอื่นๆ ที่มีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล

แต่เลบานอนเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็เป็นที่อิจฉาของชาติอาหรับร่ำรวย และพวกเศรษฐีน้ำมันต้องบินมาง้อขอรับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเลบานอนอย่างคับคั่ง เนื่องจากมีคลินิกเอกชนและโรงพยาบาลมากมาย พร้อมแพทย์ที่ได้รับการศึกษาและฝึกฝนมาจากอดีตเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส ทำให้วงการแพทย์เลบานอนไม่เป็นรองใคร

ความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศและเพื่อนบ้านใกล้เคียง ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศอย่างหนักหน่วง จนทำให้สภาพเศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรือง เป็นดินแดนท่องเที่ยวที่สวยงาม กลับต้องเผชิญความรุนแรงจากความไม่สงบภายในประเทศ ระบบสาธารณสุขทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว แพทย์พยาบาลต้องทำงานอย่างหนัก ท่ามกลางความขาดแคลนทุกอย่าง ขณะที่ต้องยื้อชีวิตคนป่วย ด้วยผลตอบแทนที่ได้รับไม่ถึง 1 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ ประเมินกันว่า มีแพทย์เลบานอนยอมทิ้งบ้านเกิด ไปทำงานในต่างประเทศ จำนวนประมาณ 400 คนในปี 2019 หรือ คิดเป็นสัดส่วนเกือบราว 3% ของจำนวนแพทย์ทั้งหมดในประเทศ

ความเปราะบางทางการเมืองในย่านตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ระบบสาธารณสุขในย่านนี้ ต้องมีสภาพเลวร้าย ทั้งๆ ที่โดยพื้นฐานแล้ว น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น อียิปต์ มีมหาวิทยาลัยที่ผลิตแพทย์จำนวนไม่น้อย ประมาณ 7,000 คนต่อปี ว่ากันว่า เมื่อคิดต่อจำนวนประชากร ดูเหมือนอียิปต์จะผลิตหมอได้มากกว่าสหรัฐอเมริกาเสียอีก สาเหตุส่วนหนึ่ง เพราะคนอียิปต์ส่งเสริมให้ลูกๆ เรียนหมอ เพราะเป็นอาชีพมีเกียรติและมั่นคง แต่อาจจะลืมนึกถึงความมั่งคั่งไปหน่อย

เมื่อหมอต้องออกมาประกอบอาชีพในชีวิตความเป็นจริง พบว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ ได้บั่นทอนกำลังใจในการทำงานลงเรื่อยๆ เงินเดือนหมอที่เริ่มทำงานได้รับเงินประมาณ 2,000-2,500 ปอนด์อียิปต์ต่อเดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเฉลี่ยตกราวๆ 4,000 ปอนด์อียิปต์ต่อเดือน ทำให้อาชีพที่เคยวาดฝันว่ามั่นคง อาจไม่พอยาไส้ ถ้ามีครอบครัวใหญ่ ก็จำเป็นต้องหางานเสริมรายได้มากขึ้น

ที่ร้ายไปกว่านั้น การเมืองอึมครึมในประเทศที่ลึกลับพอๆ กับพีระมิดในอียิปต์ ทำให้คุณหมอที่ออกมาวิจารณ์เกี่ยวกับระบบสาธารณสุขและปัญหาคอร์รัปชั่น ที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องเสียชีวิตด้วยโควิดราว 200 คน โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวไปสอบสวนในข้อหาพูดจาพล่อยๆ ทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิด

แต่ประเด็นที่ทางการไม่อาจปฏิเสธถึงความขาดแคลนทุกอย่างในระบบสาธารณสุข ก็คือ งบประมาณที่เคยสัญญาว่าจะทุ่มลงในระบบการรักษาพยาบาลเฉลี่ยราว 3% ของ GDP ต่อปี แต่กลับเหลือเฉลี่ยราว 1.4% ต่อปี เท่านั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนงบประมาณที่ขาดหายไป น่าจะไปเจือจุนด้านอื่นๆ ที่ทางการอาจเห็นคุณค่ามากกว่าการรักษาพยาบาลพลเมืองของประเทศ

ด้วยเหตุนี้ สถิติจำนวนเตียงในโรงพยาบาลต่อผู้ป่วย 10,000 คน จึงหดหายไปราว 8% หลังจากที่มีการปรับงบฯใหม่ และไม่แปลกที่ปรากฏว่า จำนวนแพทย์ได้ทยอยออกไปทำงานในต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นข่าวดีสำหรับชาติอาหรับร่ำรวยหรือเศรษฐีน้ำมัน ที่ต้องการคุณหมอต่างชาติจำนวนมากมาช่วยรับมือศึกโควิด-19 ที่กำลังคับขันในยามนี้

หันมามองประเทศแถบเอเชีย พวกกูรูคาดเดากันทีเล่นทีจริงว่า จีนน่าจะมีแนวโน้มที่อาจเจอพิษสมองไหลอย่างเป็นล่ำเป็นสันในวงการหมอตี๋ในไม่ช้า แต่บางกลุ่มก็เถียงว่าระบบสาธารณสุขเมืองบู๊ลิ้มเข้มแข็งไร้เทียมทาน พิสูจน์มาแล้วจากฝีมือปราบโควิดที่ผ่านมา การบริหารจัดการระบบสาธารณสุขของจีน รวมถึง ฝีมือแพทย์และพยาบาลอยู่ในเกณฑ์ขั้นเทพก็ว่าได้

แต่ใครจะไปรู้ว่า ชีวิตจริงของหมอจีนกำลังหวานอมขมกลืน หากพิจารณากระแสข่าวที่ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ พบว่า หมอกลายเป็นอาชีพอันตราย เนื่องจากมีโอกาสสร้างความไม่พอใจให้แก่คนไข้และญาติผู้ป่วย จนอาจกลายเป็นคดีความกัน หรืออาจจบลงด้วยการทำร้ายร่างกายหมอเพื่อยุติความแค้น ยกตัวอย่างเมื่อต้นปีนี้ หมอในจังหวัด Jiangxi ก็โดนทำร้ายจนเสียชีวิตอย่างอนาถ ก่อนหน้าเพียงไม่กี่วัน บุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติงานในโรงพยาบาล Hangzhou ก็ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดที่คนร้ายบุกเข้ามาบอมบ์อย่างหน้าตาเฉย

จากสถิติระหว่างปี 2004-2016 พบว่า คดีความระหว่างคนไข้กับแพทย์ ที่เข้าไปถึงชั้นศาลมีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยจากประมาณกว่า 8,000 คดี เป็นจำนวนราว 21,000 คดี ส่วนคดีที่กองๆ ไว้ ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คาดว่า น่าจะมีประมาณ 60,000 คดี ซึ่งสถิติพวกนี้ อาจสะท้อนสาเหตุบางส่วนที่ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อวงการแพทย์เมืองมังกร

การทำร้ายหมอในจีน อาจจะไม่ได้เป็นข่าวใหญ่โตในสายตาต่างชาติ แต่ทางการจีนก็รู้สึกหายใจไม่ค่อยทั่วท้อง เพราะขณะที่โควิดระบาดหนักเมื่อต้นปี 2020 แพทย์จีนได้กลายเป็นฮีโร่ ที่พิชิตโรคร้ายได้สำเร็จ แต่ก็มีแพทย์จำนวนหนึ่ง ที่โดนคนไข้โควิดทำร้ายด้วยทัศนคติที่ไม่ชอบการทำงานของหมอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

รัฐบาลจีนตระหนักปัญหานี้ จึงจำเป็นต้องออกกฎหมายระดับชาติเมื่อเดือนมิถุนายน 2020 เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลคนไข้ รวมถึงการห้ามทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ ต่อมาทั้งกรุงปักกิ่ง และนครเซี่ยงไฮ้ ได้พยายามรักษาความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่แพทย์อย่างเข้มงวด เช่น มีระบบตรวจสอบบันทึกคนเข้าออกโรงพยาบาลด้วยเทคโนโลยีทันสมัย มีการขึ้นบัญชีดำผู้ป่วยที่ส่อเค้าว่าจะก่อความรุนแรง รวมถึงมีระบบตรวจสอบอาวุธในพื้นที่โรงพยาบาล เป็นต้น

แต่ข่าวการทำร้ายแพทย์ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จนกลุ่มแพทย์ต้องเสนอทางการจีนให้เพิ่มมาตรการคุ้มครองช่วยเหลือ เนื่องจากโรคโควิดได้ทุเลาลงแล้ว คนจีนอาจมองข้ามความสำคัญของหมอและหันมาสนใจปัญหาใกล้ตัวแทน เช่น การเก็บค่ารักษาพยาบาลที่คนไข้มักหวาดระแวงว่าไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ ทางการจีนมีการปฏิรูประบบสาธารณสุขเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้โรงพยาบาลบางแห่งมีงบประมาณไม่พอ จึงต้องเก็บส่วนต่างจากคนไข้ และกลายเป็นปมปัญหาความไม่พอใจระหว่างคนป่วยกับแพทย์ที่ประเมินค่ารักษา

จากการสำรวจแบบสอบถามแพทย์จีนในปี 2019 พบว่า คุณหมอที่ตอบแบบสอบถามราว 85% เคยมีประสบการณ์โดนคนไข้หรือญาติคนป่วยทำร้ายร่างกายหรือด่าทอมาแล้วทั้งนั้น นอกจากนี้ โรงพยาบาลในกรุงปักกิ่ง เปิดเผยว่า มีการค้นพบอาวุธจำพวกมีดนานาชนิดจากคนที่เข้าไปในโรงพยาบาล จำนวนเกือบ 200,000 ชิ้น นับตั้งแต่กลางปี 2020 เป็นต้นมา ลองมโนเล่นๆ ว่า หากอาวุธพวกนี้ไม่ได้ตรวจพบ และไม่ได้นำไปใช้ปอกมะม่วง แต่เป็นของฝากไว้ที่พุงของแพทย์แทน จะกลายเป็นเรื่องเศร้าเพียงใด จึงไม่แปลกหากหมอจีนจะร่วมขบวน สมองไหลเหมือนเพื่อนร่วมอาชีพอย่างประเทศอื่นๆ บ้าง!!