WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

จัดพอร์ตก.ย."เอเซีย พลัส"แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยเป็น 30% ลดหุ้นนอก 5% คงตราสารหนี้ 20%

ย่างเข้าสู่เดือนกันยายน เดือนสุดท้ายของไตรมาส 3  ปี 2564 แล้ว นักวิเคราะห์เริ่มทยอยมีมุมมองต่อการลงทุนในหุ้นพร้อมคำแนะนำการจัดพอร์ตลงทุน  บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซีย พลัส (ASPS)  ออกบทวิเคราะห์ประจำเดือนกันยายน โดยระบุว่า ตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นของการแพร่ระบาด

นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นไทยยัง Laggard หรือปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นๆอยู่มาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาด COVID ฝ่ายวิจัยฯจึงเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยขึ้น 5% เป็น 30% (เท่าตลาดฯ) 


แนะสะสม 5 หุ้นเติบโต และ 2 หุ้นเปิดเมือง 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้สะสมหุ้นเติบโตเด่นในปีนี้อย่าง SPALI, JMT, SFLEX, KCE, COM7 และหุ้นได้รับประโยชน์จากธีมเปิดเมืองอย่าง M และ AOT

ในมุมของ Valuation ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส คงดัชนีเป้าหมายที่ 1,670 จุด ถือว่าสมเหตุสมผล ภายใต้คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS ) ของตลาดปี 2564  ที่ 73.6 บาท/หุ้น มีส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรและผลตอบแทนจากเงินปันผลของตลาด ( Market Earning Yield Gap) อยู่ที่ระดับ 3.9% (ระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยในอดีต) และประมาณการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิปี 2564  ที่ 38% รวมถึงราคาปิดต่อกำไร ( P/E) ปี 2564 ที่ 22.7 เท่า


ลดน้ำหนักหุ้นต่างประเทศ 5% เหลือ 30% 

สำหรับการลงทุนต่างประเทศ สถานการณ์ COVID-19 ทั่วโลกกลับมาสร้างความกังวลหลังสายพันธุ์เดลตา ระบาดในหลายประเทศ อีกทั้งมีความกังวลประเด็น QE Tapering ในอนาคต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่คอยกดดันตลาดหุ้นโลก 

ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ จึงลดน้ำหนักหุ้นต่างประเทศลง 5% เป็น 30% ของพอร์ตการลงทุน(Neutral) โดยกลยุทธ์เน้นหุ้นผันผวนต่ำที่มีรายได้มั่นคงอย่าง WH Group (288 HK) และ Target Corp (TGT US)


"ตราสารหนี้"คงพอร์ตไว้ที่ 20%

ด้านตลาดตราสารหนี้ บล.เอเซีย พลัส มีมุมมองว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากฟื้นตัวหลัง COVID-19 คลี่คลายลง จึงคาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ( Bond Yield) ของไทยยังมีโอกาสปรับลง 

คำแนะนำการลงทุน ให้เพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ไว้ 20% ของพอร์ตรวม (Underweight) เน้นตราสารหนี้ที่ มีอันดับเครดิตที่ระดับ Investment Grade ขึ้นไป Top pick คือ MICRO235A


ระวัง 3 ปัจจัยเสี่ยง สั่นคลอน SET

แม้บล.เอเซีย พลัส จะมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายน แต่การขยับตัวขึ้นของดัชนี SET ยังขาดความมั่นคง รวมถึงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลเข้ายังขาดความเสถียรจาก 3 ปัจจัย

          ปัจจัยแรก ความกังวลประเด็น QE Tapering มีโอกาสเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเงินเฟ้อสหรัฐยังยืนระดับสูงต่อเนื่องจากฐานต่ำช่วง 4Q63 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐมีการล็อกดาวน์พอดี

          ปัจจัยที่ 2 ตลาดหุ้นโลกปัจจุบันมีค่า P/E ที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิด Covid-19 ช่วงต้นปี 2563 แล้ว อาทิ ตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันมี P/E สูงกว่า 20 เท่า แต่ช่วงก่อนเกิด Covid-19 ซื้อขายบน P/E ที่ 18–19 เท่า เท่านั้น 

         ปัจจัยที่ 3  แม้ภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนครึ่งปีแรกออกมาดี 5.35 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 121% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้นักวิเคราะห์มีการปรับลดกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2564 ลงน้อยกว่าคาด (ฝ่ายวิจัย ASPS ปรับขึ้นเป็น 73.6 บาท/หุ้น) แต่แนวโน้มกำไรช่วงครึ่งปีหลังนี้มีโอกาสลดลง -42% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ถือเป็นอุปสรรคในการขยับขึ้นของดัชนี

 จากทั้ง 3 ปัจจัยที่กล่าวมา อาจส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ ที่ไหลเข้าในช่วงนี้อาจเป็นลักษณะการเก็งกำไรเป็นรายประเทศ ก่อนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มลด QE 

ขณะที่ แรงขับเคลื่อนตลาดต่อจากนี้ ต้องพึ่งพิงเม็ดเงินในประเทศเป็นหลัก เนื่องจาก กนง. น่าจะยังไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆนี้ ทำให้ยังเห็นการ Search For Yield หรือการลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นของนักลงทุนในประเทศต่อเนื่องสะท้อนได้จากในปีนี้ยังมีแรงหนุนจากนักลงทุนรายย่อยที่ซื้อสุทธิหุ้นไทยสูงถึง 1.2 แสนล้านบาทนับจากต้นปีมานี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นใหม่ในช่วง 7 เดือนแรกของปี สูงถึง 1.25 ล้านบัญชี (เพิ่มขึ้น 173% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน)