WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

สินทรัพย์กลุ่ม Defensive เหมาะเก็บเข้าพอร์ตช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

อีสปริงส์ แนะปรับกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์กลุ่ม Defensive ตราสารหนี้โลก อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ กองทุนอสังหาฯ และรีท ชี้เหมาะเก็บเข้าพอร์ตช่วงเศรษฐกิจตึงตัว ดอกเบี้ยขาขึ้นเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง บลจ.กรุงไทย ให้น้ำหนักลงทุนตราสารหนี้ 40%


นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย จำกัด หรือ TMBAM Eastspring และ บลจ.ธนชาต หรือ Thanachart Fund Eastspring กล่าวในงานสัมมนา “ลงทุนอย่างไร เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังเจอมรสุม” ว่า ปี 2565 ถือเป็นปีที่ค่อนข้างหนักหนาสำหรับตลาดลงทุนทั่วโลก แม้ว่าในปัจจุบันหลายประเทศจะเริ่มเปลี่ยนผ่านจากโควิด-19 จากการมองว่าเป็นการแพร่ระบาดไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นมากขึ้น ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างปกติ และเศรษฐกิจโลกจะดูเหมือนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนจากการลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์กลับไม่ได้ฟื้นตัวตามสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน พบว่าหุ้นจากประเทศหลักๆ ทั่วโลกทำผลตอบแทนติดลบ และติดลบค่อนข้างหนักพอสมควร

 

TMBAM Eastspring แนะจับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง

นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน TMBAM Eastspring กล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนทั่วโลกกำลังกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยมี 3 ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยส่วนตัวเชี่อว่า อาจจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและการลงทุนทั่วโลก

ประเด็นแรก ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯที่อาจเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และตลาดยังประเมินว่า โจทย์ของเฟดนั้นไม่ง่าย เพราะนอกจากจะทำให้เงินเฟ้อลดลงมาแล้วต้องไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยด้วย

ประเด็นที่ 2 ความเสี่ยงด้าน Supply Shock หลังจากที่นโยบาย Covid Zero ของจีนที่ทำให้เกิดการล็อกดาวน์ในจีนอีกครั้ง โดยเริ่มมีคำถามว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หรือการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ตั้งเป้าไว้ 5.5% นั้น มีโอกาสถึงเป้าหมายหรือไม่ เนื่องจากล่าสุด Bloomberg Economics ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนเหลือ 3.6% จากก่อนหน้าที่คาดการณ์เติบโต 5.1% และล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทาง Bloomberg ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนลงอีกครั้งเหลือเติบโตเพียง 2.0%

นอกจากนั้น การล็อกดาวน์ในจีนแต่กลับไม่ได้กระทบแค่ประเทศจีน แต่กระทบถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั่วโลก ที่ต่างพึ่งพาโรงงานในจีนเป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนตัวเชื่อว่าความกังวลด้าน Supply Shock ที่ทำให้การผลิตสินค้าและบริการหายไปจะเริ่มส่งสัญญาณอีกครั้ง

ประเด็นที่ 3 มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียจากยุโรป เพราะยังมีกลุ่มประเทศ ที่ยังพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียอย่าง ฮังการี บัลแกเรีย สโลวาเกีย และสาธารณรัฐเช็ก ที่ยังคงไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว และขอยืดระยะเวลาออกไป ขณะที่รัสเซียก็พร้อมจะตอบโต้อีกฝ่ายด้วยการตัดการส่งพลังงานไปยังประเทศที่ไม่จ่ายค่าพลังงานเป็นเงินรูเบิ้ล

รวมถึงล่าสุดที่ทางรัสเซียจะไม่ส่งก๊าซไปยังฟินแลนด์เพื่อตอบโต้ที่ฟินแลนด์แสดงความจำนงเข้าร่วมกลุ่มนาโต้ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นอีกครั้ง และจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อในยุโรปเร่งตัวขึ้นอีก และเชื่อว่าอาจเป็นอีกแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เป็นอีกแรงที่ทำให้สภาวะการเงินโลกตึงตัวมากขึ้น

 

แนะกลยุทธ์จัดพอร์ต

กองทุน 3 กลุ่ม รับมือผันผวน

นายพงศ์สรร ยอดเมืองเจริญ ผู้อำนวยการส่วนบริหารผลิตภัณฑ์ TMBAM Eastspring แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในกองทุนที่เหมาะกับเป็นหลุมหลบภัยในช่วงที่ตลาดกำลังผันผวนหนัก ประกอบด้วยกองทุนตราสารหนี้

ตัวอย่างเช่น กองทุน PIMCO GIS Income Fund มีการกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้หลากหลายประเภททั่วโลกตั้งแต่พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ และตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Securitized Asset) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยมหภาคที่เข้ามากระทบทั้งเรื่องความกังวลของปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือภาวะความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนได้

นอกจากนี้ กองทุนยังมีการถือครองตราสารหนี้ที่สามารถชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation Linked Bond) และตราสารหนี้เอกชนในกลุ่มสันทนาการและท่องเที่ยว ซึ่งจะสามารถรับผลตอบแทนในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มมีการเปิดเมืองด้วย

กองทุนที่เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) ทั่วโลก ยกตัวอย่างกองทุน Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund ที่พอร์ตการลงทุนยังคงเน้นการลงทุนในบริษัทที่อยู่ในกลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ เช่น ถนน ทางด่วน เสาส่งไฟฟ้า สนามบิน ฯลฯ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนและอาจมีการปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในอนาคตได้

นอกจากนี้ ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ทนทานต่อสภาวะตลาดผันผวน ( Defensive Play) (ข้อมูลจาก Lazard Asset Management)

กองทุนที่เน้นที่ลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานทั้งไทยและต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ประเภทอุตสาหกรรม หรือ Industrial REIT ในไทย เพราะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ รวมถึงแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างประเทศจากปัญหาซัพพลายเชนในจีน และกลุ่ม Retail REIT ในสิงคโปร์ เพราะได้รับประโยชน์จากค่าเช่าที่มีแนวโน้มกลับสู่สภาวะปกติภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีการเปิดประเทศในนักลงทุนต่างชาติเข้าได้อย่างเสรีมากขึ้น

นายพงค์สรร กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ปัจจุบัน TMBAM Eastspring มีกองทุนทั้ง 3 ประเภทสินทรัพย์ และได้มีการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับสภาพตลาดในปัจจุบันเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ยังมีการกระจายการลงทุนในหลากหลายกลุ่มธุรกิจและประเทศเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนโดยรวม อย่างไรก็ตามในระยะสั้น กองทุนอาจได้รับผลกระทบไปบ้างอย่างไรก็ตามเชื่อว่าในระยะยาวจะสามารถกลับมาสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

 

KTAM แนะกระจายพอร์ต-เพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้


นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกว่า แม้การฟื้นตัวเศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2565 จะไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง โดยปัจจัยหลักมาจากเงินเฟ้อ การปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอาหาร และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในหลายประเทศ ที่เป็นปัจจัยหลักที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก

โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ปรับท่าทีต่อการดำเนินนโยบายการเงินไปสู่ทิศทางที่ตึงตัวมากขึ้น ทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และการลดปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตร (QT) นอกจากนี้ ธนาคารกลางในหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อและป้องกันเงินทุนไหลออก ขณะที่ธนาคารยุโรปแม้จะยังสงวนท่าทีอยู่ แต่มีแนวโน้มที่จะเริ่มเข้าสู่ความตึงตัวมากยิ่งขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อ จึงนับว่าเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้

สำหรับการลงทุนในปี 2565 มีความผันผวนสูงจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น หลายสินทรัพย์ได้มีการปรับตัวลงในวงกว้าง ทำให้นักลงทุนส่วนมากปรับตัวเข้าสู่โหมดลดความเสี่ยง (Risk-off) มากขึ้น KTAM จึงมีแนวทางในการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท โดยมองว่า ตลาดตราสารหนี้เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ หลังต้นปีมานี้ราคาปรับตัวลงแรงโดยมีสาเหตุมาจากธนาคารกลางมีแนวทางในการควบคุมเงินเฟ้อ ทำให้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันมีการปรับตัวเพื่อรองรับการขึ้นดอกเบี้ยมาพอสมควรแล้ว

อย่างไรก็ตาม KTAM มองว่าเงินเฟ้อน่าจะถึงจุดสูงสุดในปลายปี 2565 จากนั้นจะมีการปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่ธนาคารกลางสามารถควบคุมได้ ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับตัวสูงขึ้นแต่อาจจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากและรวดเร็วกว่าในระยะเวลาที่ผ่านมา

ประกอบกับตลาดหุ้นโดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯและยุโรป ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับตัวลดลง เนื่องจากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เป็นการสกัดกั้นสภาวะเงินเฟ้อและการแทรกแซงของสหรัฐฯ และยุโรปต่อรัสเซีย ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและอาหารเพิ่มสูงขึ้นทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐ และยุโรป เติบโตช้าซึ่งจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผลประกอบการของบริษัทต่างๆ

“ตลาดหุ้นเอเชียน่าสนใจกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมามีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปประเทศที่พัฒนาแล้ว และเมื่อพิจารณาด้านราคาจะเห็นว่าหุ้นเอเชียมีราคาที่ถูกกว่า ทั้งยังมีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ท่ามกลางเงินเฟ้อ เช่น กลุ่มสินทรัพย์โภคภัณฑ์ และทองคำ โดยแนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ 40% หุ้น 50% และทองคำ 10%”

 

การรับมือกับความเสี่ยงจากการลงทุน

นักวิเคราะห์ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า วิธีบริหารจัดการกับความเสี่ยงนั้นอาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation) การตัดสินใจลงทุน (Investment Selection) และเรื่องของพฤติกรรมการลงทุน (Behavior) ทั้งนี้ การจัดสรรสินทรัพย์และการตัดสินใจลงทุน จะต้องปรับให้รองรับกับพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนด้วย การรับมือกับความเสี่ยงได้ดีที่สุดก็คือ การเลือกส่วนผสมของสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะสมนั่นเอง นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงอาจเหมาะกับการลงทุนในหุ้น แต่หากรับความเสี่ยงได้ต่ำก็อาจลงทุนในตราสารหนี้และถือเงินสดไว้แทน

และในภาวะปัจจุบันของตลาดการเงินที่ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ถูกเทขายอย่างหนัก นักลงทุนบางส่วนอาจให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นด้วยสัดส่วนที่สูงมาก การจัดสรรสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การเลือกสินทรัพย์เพื่อลงทุนก็ควรคำนึงถึงความเสี่ยงของแต่ละสินทรัพย์ หุ้นขนาดใหญ่มักจะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าหุ้นขนาดเล็ก หุ้นในตลาดอเมริกาก็มักมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นในตลาดเกิดใหม่ พันธบัตรรัฐบาลก็มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าตราสารหนี้เอกชน


SCB CIO แนะทยอยสะสมหุ้นกู้เอกชน เรทติ้ง A - ขึ้นไป


นายศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารฝ่าย SCB Chief Investment office (SCB CIO ) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นโลก ยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงประเมินการลงทุนในตลาดตราสารหนี้และกองทุนตราสารหนี้ เห็นว่า ระดับราคาในปัจจุบัน เริ่มมีความน่าสนใจ จากการที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ทั้งอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาวเริ่มปรับตัวขึ้นถึงระดับที่คาดว่ารับข่าวการขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายที่จะเกิดขึ้นอีกหลายครั้งในอนาคตตลอดทั้งปี 2565ไปแล้ว

แม้ว่าความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ยังคงมีอยู่ก็ตาม แต่การปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรและหุ้นกู้เอกชน นับจากนี้ไปจะไม่รุนแรงเหมือนช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา และความผันผวนน่าจะทยอยลดลงจากการคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 2 นี้ และจะทยอยปรับลดลง ทำให้ผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้โลก ที่ราคาจะปรับตัวลดลงเหมือนช่วง 5 เดือนแรก มีโอกาสน้อยลง

SCB CIO จึงแนะนำให้เริ่มทยอยลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนและกองทุนตราสารหนี้ ทั้งตราสารต่างประเทศและตราสารหนี้ไทยที่มีอันดับเครดิตมีความน่าเชื่อถือสูง (Investment Grade) เช่น หุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่มีอันดับตั้งแต่ A- ขึ้นไป โดยสามารถเพิ่มอายุเฉลี่ยการลงทุน และลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวขึ้นได้ แต่ให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในกองทุน High Yield กลุ่มตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ (Non-Investment Grade) และตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยสูงแต่มีระดับ Credit Rating ต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (High Yield) เพราะเศรษฐกิจข้างหน้ามีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอาจจะส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทที่มี Balance Sheet ไม่แข็งแรงได้

นายศรชัยกล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้โลกรับรู้ผลกระทบ (Price in) ในประเด็นดอกเบี้ยขาขึ้นและผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้โลกไปแล้ว มองว่าในปัจจุบันตลาดตราสารหนี้เริ่มกลับมามีความน่าสนใจ สังเกตจากการที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ได้ปรับขึ้นจากระดับเฉลี่ยในช่วงต้นปีที่ 1.5% ต่อปี มาอยู่ที่ระดับ 2.8-3% ต่อปี ในปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวในช่วงเวลาเพียง 5 เดือน

อย่างไรก็ดี แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มตราสาร Non-Investment Grade เนื่องจากมีโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ (Default Rate) อาจเพิ่มขึ้นได้ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว รวมถึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชนของจีน โดยเฉพาะหุ้นกู้ High Yield ของจีนในภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมองเศรษฐกิจจีนอยู่ในแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากผลกระทบของการระบาดในจีนและการกลับมาใช้นโยบายปิดเมือง

SCB CIO แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ ต้องพิจารณาทั้งจากสัดส่วนการลงทุนและอายุเฉลี่ยตราสารในการลงทุน แนะจัดสัดส่วนประเภทของตราสารหนี้ให้เหมาะกับความเสี่ยงของการลงทุน โดยพิจารณาจากอันดับความน่าเชื่อถือและประเภทของตราสาร ด้านอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นรุนแรงก่อนหน้า จะเน้นอายุเฉลี่ยของตราสารที่สั้นไม่เกิน 1-2 ปี