WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

เทรนด์กองทุนรวมสายเขียว ลงทุนในธุรกิจ “กัญชา”ทั่วโลก

กัญชา (Cannabis) หนึ่งในธีมการลงทุนที่นักลงทุนสถาบันอย่างกองทุนรวมยกให้เป็นเทรนด์ระดับโลก ด้วยเหตุผลเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต ขณะที่ประเทศไทย อยู่ในช่วงเริ่มต้นให้มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกัญชง กัญชา สำหรับนักลงทุนที่อยากเกาะเทรนด์สายเขียว ปัจจุบันมีกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ตอบโจทย์

สำหรับผลิตภัณฑ์ทางด้านกัญชาหรือกัญชง มีรูปลักษณ์และคุณสมบัติที่หลากหลายแตกต่างกันตามการใช้ประโยชน์ เช่น การผลิตเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ได้แก่ การผลิตเป็นยา อาหาร สมุนไพร หรือเครื่องสำอาง หรือการผลิตเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ยานยนต์ หรือ กระดาษ เป็นต้น

ดร.ชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่กัญชาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากโอกาสการเติบโตที่สูง

นอกจากนี้ ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับกัญชา และอนุญาตให้กัญชาถูกกฎหมายเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยคาดการณ์แนวโน้มตลาดกัญชา-กัญชง ทั่วโลกจะเติบโต 33% ต่อปีต่อเนื่องจนถึงปี 2025 และมีมูลค่ากว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในปัจจุบันมีถึง 37 ประเทศที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งจำนวนนี้รวมถึงประเทศไทยด้วย

 

ทำความรู้จักบริษัทกัญชาชื่อดังต่างประเทศ

สำหรับตัวอย่างหุ้นที่กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอล แคนนาบิส (MCANN) ไปลงทุน ซึ่งเป็นบริษัทที่ศึกษาวิจัย พัฒนา เพาะปลูก ผลิต ไปจนถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั่วโลก เช่น บริษัท GWPharmaceuticals สัญชาติสหราชอาณาจักร (UK) ที่ผลิต และจำหน่ายยาที่สกัดจากกัญชา-กัญชง สำหรับแก้โรคลมชักและยารักษาโรคปลอกประสาทอักเสบ ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA)

รวมถึงบริษัท TilrayInc สัญชาติแคนาดา ซึ่งเพาะปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่ได้รับอนุญาตจากองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) และกำลังจะเป็นบริษัทด้านกัญชา-กัญชงที่ใหญ่ที่สุดในโลกหลังการควบรวมกับบริษัท AphriaIncเป็นต้น

ปัจจุบันในต่างประเทศมีกองทุนอีทีเอฟ ที่ลงทุนในหุ้นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเพาะปลูกและแปรรูปกัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ทั่วโลกและในประเทศที่กฎหมายรับรองให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เช่น กองทุน ETFMG Alternative Harvest ETF

กองทุน ETFMG Alternative Harvest ETF เน้นลงทุนในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและแปรรูปกัญชา (Cannabis)โดยอิงกับดัชนี Prime Alternative Harvest Index ปัจจุบันลงทุนในบริษัทกัญชา 40 บริษัททั่วโลก เช่น บริษัท Canopy Growth บริษัท Aurora Cannabis เป็นต้น โดย 90% ของเงินลงทุนจะอยู่ในประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา และ อังกฤษ (อ้างอิงจากเว็บไซต์ jittawealth.com)

 



นอกจากนี้มีตัวอย่างนโยบายการลงทุนของกองทุนเปิด วี แคนนาบิส บิสสิเนส (WE-CANAB) โดยกองทุนรวมต่างประเทศที่กองทุนไปลงทุนเกินกว่าร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม ได้แก่

         1. ETFMG Alternative Harvest ETF บริหารจัดการโดย ETF Managers Group LLC มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้ใกล้เคียงกับผลการดำเนินงานของดัชนี Prime Alternative Harvest Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้วัดผลการดำเนินงานของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกัญชา โดยได้รับประโยชน์จากการใช้กฎหมายกัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์หรือที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ทั่วโลก โดยกองทุนไทยจะลงทุนในกองทุนดังกล่าวในสัดส่วนการลงทุนประมาณ 60% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

         2. Global X Cannabis ETF บริหารจัดการโดย Mirae Asset มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับราคาและผลการดำเนินงานก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของดัชนีSolactive Cannabis Index ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมกัญชา โดยกองทุนไทยจะลงทุนในกองทุนดังกล่าวในสัดส่วนการลงทุนประมาณ 40% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

 

ตลาดกัญชาน่าสนใจอย่างไร ทำไมถึงต้องลงทุน?

สำหรับมุมมองของฟินโนมีนา บริษัท หลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) และบริหารเงินลงทุน ที่มีต่อการลงทุนในธุรกิจกัญชา

         1. ตลาดกัญชามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง อัตราการเติบโตของตลาดกัญชาทั่วโลกจะอยู่ที่ 33% ต่อปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2025 และจะมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ตลาดกัญชาเพื่อการแพทย์ทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ยที่ 17.1% ต่อปีต่อเนื่องจนถึงปี 2025 และจะมีมูลค่ารวมกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

          2. ประเทศที่ใช้กัญชาทางการแพทย์แบบถูกกฎหมายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดประเทศไทยได้ปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา เป็นชาติแรกในอาเซียน

           3. กองทุนกัญชามีความสัมพันธ์กับดัชนีหุ้นโลกไม่สูงมาก จึงเหมาะแก่การลงทุนเพื่อเป็นกลยุทธ์การกระจายการลงทุน