WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

คัด 9 หุ้นเด่นกลุ่ม"เช่าซื้อ"กำไรวิ่งยาว 2 ปี MTC-SAWAD-TIDLOR ติดโผ

ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนกลุ่มสินเชื่อ"เช่าซื้อ" หรือลีสซิ่ง ไตรมาสที่ 1 ปี 2564 จำนวน 12 บริษัท โดยภาพรวมกำไรยังเติบโตเลข 2 หลัก เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ นอกจากนี้ประเมินว่าผลการดำเนินงานในระยะ 2 ปี จะขยายตัวต่อเนื่องแม้มีการแข่งขันเรื่องดอกเบี้ยในกลุ่มผู้ประกอบการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่เป็นเจ้าใหญ่ของตลาด


นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสแรกของกลุ่ม"เช่าซื้อ"เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แม้จะเติบโตชะลอลงไปบ้าง แต่ไม่ได้สะท้อนถึงความเสียหายอะไรมากนักท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นหลังมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาดคือ ธนาคารออมสิน และผลจากการปรับลดเพดานดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ทั้งนี้ ธปท.ได้ประกาศลดเพดานดอกเบี้ย หนี้บัตรเครดิตลดลงจาก 18% เหลือ 16% ต่อปี สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีวงเงินหมุนเวียน ลดลงจาก 28% เหลือ 25% สินเชื่อส่วนบุคคลผ่อนชำระเป็นงวด ลดลงจาก 28% เหลือ 25% และ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ลดลงจาก 28% เหลือ 24% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563

ไตรมาส 2 คาดกำไรชะลอเทียบ QoQ

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2564 บล.กสิกรไทย ประเมินว่าผลประกอบการของกลุ่ม"เช่าซื้อ"จะไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากกำไรน่าจะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก (QoQ) อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) น่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปี 2563 ผู้ประกอบการกลุ่ม"เช่าซื้อ"ได้รับผลกระทบมากกว่านี้ โดย QoQ ที่จะลดลงมีปัจจัยมาจากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลงในไตรมาสแรก และยังคงลดลงต่อเนื่องในไตรมาส 2 หลังธนาคารออมสินจัดโปรโมชั่นดอกเบี้ยที่อัตรา 11% ต่อปี ซึ่งอาจส่งผลบ้างในการแข่งขัน

ปัจจัยต่อมาคือ ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อน่าจะลดลงเมื่อเทียบไตรมาสแรกที่เติบโต 2-3% ขณะที่ในไตรมาส 2 เข้าสู่ระบบ Social Distancingส่งผลให้กิจกรรมทางสังคมลดลง ซึ่งทำให้มีผลต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจที่ไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องติดตามว่าผู้ประกอบการรายไหนสามารถลดต้นทุนช่วงสั้นได้มากกว่ากัน

นายกรกช มองภาพรวมครึ่งปีหลังโดยเชื่อว่าธุรกิจกลุ่ม"เช่าซื้อ"จะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว แต่มีความเสี่ยง คือ รัฐบาลจะสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้เร็วขนาดไหน ที่จะทำให้เลิก Work From Homeที่จะส่งผลต่อธุรกิจต่างๆ ที่จะสามารถฟื้นตัวเร็ว ซึ่งในไตรมาส 3-4 จะเป็นช่วงของการฟื้นตัว หากการฉีดวัคซีนเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล รวมไปถึงการแข่งขันที่น่าจะดีขึ้นจากไตรมาส 1-2 ที่ดอกเบี้ยลดลง แต่ในไตรมาส 3-4 ดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้ลดลงแล้ว ศักยภาพการทำกำไรน่าจะดีขึ้น ในไตรมาส 4 มองว่าเป็นช่วงเวลาของการฟื้นตัวที่ดี

 


บล.กสิกรไทย แนะนำสะสมหุ้น "SAWAD"

สำหรับหุ้นในกลุ่มลีสซิ่ง ที่ฝ่ายวิจัยบล.กสิกรไทย มองว่าโดดเด่นที่สุดในกลุ่มคือ "SAWAD" หรือบมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น เนื่องจากเป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบน้อยสุดจากการแข่งขันในธุรกิจจำนำทะเบียนในปัจจุบันที่กระจุกตัวในกลุ่มรถจักรยานยนต์ ส่วนการแข่งขันจำนำทะเบียนรถยนต์จะไม่รุนแรงเท่าจักรยานยนต์ ซึ่ง "SAWAD" มีสินค้าหลักคือรถยนต์ ดังนั้นจึงมองว่าผลกระทบจะน้อย อีกทั้งมีความร่วมมือทางธุรกิจกับกับธนาคารออมสินอีกด้วย

ดังนั้นยังคงคำแนะนำ ซื้อหุ้น "SAWAD" ด้วยราคาเป้าหมายที่ 85.00 บาท โดย "SAWAD" จะได้รับผลกระทบ ในวงแคบจากการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ เนื่องจากมีการร่วมทุน (JV) กับธนาคารออมสินซึ่งจะช่วยให้ SAWAD สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในสาขาได้ดียิ่งขึ้น เช่นกัน ปัจจุบันหุ้นซื้อขายในเชิง PBV ปี 2564 ที่ 4.0 เท่า

หุ้น SAWAD เป็นตัวที่น่าสะสมที่สุดในกลุ่มจำนำทะเบียนรถ ให้ราคาเป้าหมายที่ 85.00 บาท รอการฟื้นตัวในครึ่งปีหลังที่จะกลับมาโชว์ประสิทธิภาพอีกครั้งนายกรกช กล่าว

 "เอเซีย พลัส" เปิดโผ 9 หุ้น กำไรโตต่อเนื่อง 2 ปี

นายเอนกพงศ์ พุทธาภิบาล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มกำไรสุทธิปี 2564-2565 ของกลุ่มเช่าซื้อที่ฝ่ายวิจัยศึกษาจำนวน 9 บริษัท ประกอบด้วยหุ้น MTC, SAWAD, TIDLOR, THANI, ASK, MICRO,AEONTS,BAM และ JMT จะเติบโต 20.2% และ 17.6% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไทย การเปิดเมืองและภายใต้สมมติฐานว่ารัฐบาลไทยจะบริหารจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับโควิดได้ จากการเร่งกระจายวัคซีนมากขึ้นในครึ่งปีหลัง ทำให้ประเทศไทยจะไม่กลับไปล็อกดาวน์แบบเต็มรูปแบบเหมือนในช่วงปลายมีนาคม-พฤษภาคม 2563  อีกทั้งหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะใกล้เคียงปกติมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยฯคาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หรือเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะเติบโต 2% ส่งผลบวกให้ความต้องการใช้สินเชื่อของกลุ่มเช่าซื้อเติบโต 8.8% ในปี 2564 มาที่ 3.7 แสนล้านบาท



สำหรับธุรกิจจำนำทะเบียน (MTC,SAWAD และ TIDLOR) มองแนวโน้มสินเชื่อสุทธิของกลุ่มผู้ให้บริการจำนำทะเบียน จะเติบโตต่อเนื่อง 10.2% สู่ระดับ 1.8 แสนล้านบาท ในปี 2564 ตามการขยายสาขาต่อเนื่อง โดย MTC ตั้งเป้าขยายสาขาราว600 สาขาต่อปี ในปี 2564-2566

ขณะที่ SAWAD ตั้งเป้าขยายสาขาต่อเนื่องมากกว่า 100 สาขาต่อปี เช่นกัน ส่วน TIDLOR ตั้งเป้าขยายสาขาราว 500 สาขาในปี 2564-2566 นอกจากนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัว และการเปิดเมืองมากขึ้น จะช่วยหนุนให้ความต้องการใช้สินเชื่อและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าฟื้นตัวด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามเรื่องการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรม ทั้งจากการร่วมทุนของ"บริษัท เงินสดทันใจ" เพื่อปล่อยสินเชื่อ"จำนำทะเบียนรถ"ในลูกค้าชั้นดีในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 18%ต่อปี (ต่ำกว่าตลาดอยู่ราว 1-2%) โดย SAWAD มีโปรโมชั่นให้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์สำหรับลูกค้าใหม่ที่มีเอกสารการเงินดี ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564 ที่อัตราดอกเบี้ยราว 11%ต่อปี  (แต่มีเงื่อนไข เช่น หากไม่ส่งค่างวด 1 เดือน อัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 18% เป็นต้น)

ส่วน MTC ก็มีโปรโมชั่นให้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์แก่ลูกค้าทุกรายในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน2564 ในอัตราดอกเบี้ย 15%ต่อปี และการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่มากขึ้น อาทิ SAK และ TIDLOR แต่โดยรวมแล้วฝ่ายวิจัยฯประเมินแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อข้างต้นมีน้ำหนักมากกว่า หนุนแนวโน้มกำไรสุทธิของ MTC SAWAD และMTC เติบโตต่อเนื่องในปี 2564

 คาดการณ์กำไร 3 บิ๊กสินเชื่อจำนำทะเบียน

บล.เอเซีย พลัส คาดว่า "บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล" หรือ "MTC" กำไรสุทธิปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 15.2% จากแนวโน้มสินเชื่อสุทธิปี 2564 เติบโต 20% โดย MTC จะเน้นปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่มากขึ้นในปี 2564 ซึ่งเป็นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยสูงราว 24% เพื่อชดเชยแนวโน้มการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินเชื่อจำนำทะเบียนที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ คาดทิศทางกำไรสุทธิงวด ไตรมาส 2/2564 จะเติบโตต่อเนื่องจากงวดไตรมาส1/2564 จากแนวโน้มสินเชื่อเติบโตต่อเนื่อง

สำหรับ"บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น" หรือ "SAWAD" คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 23%จากการขยายสาขาต่อเนื่อง และเน้นปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่มากขึ้น ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2564 จะอ่อนตัวลงจากงวดไตรมาส1/2564 จากแนวโน้มการตั้งสำรองหนี้ฯ เพิ่มขึ้นหักล้างแนวโน้มส่วนแบ่งกำไรจาก บ.เงินสดทันใจเพิ่มขึ้นไปได้ทั้งหมด

ด้าน"บมจ.เงินติดล้อ" หรือ "TIDLOR" คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564-2565 จะเติบโต 25.5% และ 28.4% จากแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อสุทธิปี 2564-2565 ที่ 16.2% และ 16.8% จากแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัว และการขยายสาขาต่อเนื่องอีก 500 สาขาในปี 2564-2566 และแนวโน้มรายได้ค่านายหน้าจากการขายประกันเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดว่ากำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2564 จะดีต่อเนื่อง (และเพิ่มขึ้นสูงจากงวด ไตรมาส 2/2563) จากแนวโน้มสินเชื่อสุทธิเติบโตต่อเนื่อง และการนำเงินที่ได้จากไอพีโอบางส่วนไปชำระหนี้

ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ให้การลงทุนกลุ่มเช่าซื้อ เท่าตลาด เลือก MTC เป็นหุ้นเด่นที่สุดในกลุ่ม ให้ราคาเป้าหมาย 80 บาทนอกจากนี้ แนะนำ ซื้อหุ้นSAWAD ให้ราคาเป้าหมาย 80บาทส่วน TIDLOR แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัวให้ราคาเป้าหมาย 44บาท

 บล.ไทยพาณิชย์ เทียบฟอร์ม "MTC-SAWAD"

นางสาวกิตติมา สัตยพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของ MTC สะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ในระดับทรงตัว สินเชื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่งในขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ 18% จาก 19% ต่อปีสำหรับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ และ 21% สำหรับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมปีที่ผ่านมา



ขณะที่บล.ไทยพาณิชย์ ยังคงประมาณการอัตราการเติบโตสินเชื่อปี 2564 ของ MTC ไว้ที่ 25% โดยคาดว่าสินเชื่อจะเติบโตเร่งตัวขึ้นตามฤดูกาลและการขยายธุรกิจไปปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ นอกจากนั้นจะได้รับแรงกระตุ้นจากการจัดโปรโมชั่นลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ โดยคาดว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin หรือ NIM) จะลดลงอีก โดยเฉพาะในไตรมาส 2/2564ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดโปรโมชั่นลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ลงสู่ 15% ต่อปี ในระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน เพื่อรับมือกับการแข่งขันทางราคาที่สูงขึ้นจากบริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารออมสินกับ SAWAD ในขณะเดียวกันเราคาดว่าการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพื่อรองรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

คำแนะนำการลงทุน ให้เรทติ้ง OUTPERFORM สำหรับ MTC และราคาเป้าหมายไว้ที่ 75 บาทนางสาวกิตติมา กล่าว

ด้านมุมมองที่มีต่อ SAWAD ผลประกอบการไตรมาส1/2564 ที่ออกมาดี มีสาเหตุหลักมาจากกำไรจากการขายเงินลงทุนที่เกิดขึ้นครั้งเดียว และการกลับรายการผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน คาดว่าจะเห็นสินเชื่อฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ภายใต้บริษัทร่วมทุนกับธนาคารออมสิน การเร่งขยายธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ และการเจาะตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน

บล.ไทยพาณิชย์ คาดว่า SAWAD จะมีการเติบโตของสินเชื่อปี 2564 (ไม่รวมบริษัทร่วมทุนกับธนาคารออมสิน) ไว้ที่ 20% (2% ถ้าหักสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์จำนวน 7.4 พันล้านบาท ที่โอนให้กับบริษัทร่วมทุนออกไป) และ 55% ถ้ารวมสินเชื่อของบริษัทร่วมทุนเข้ามา) บริษัทร่วมทุนของ SAWAD กับธนาคารออมสินยังคงเป้าขยายสินเชื่อสู่ 2 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นปี 2564 จาก 7.4 พันล้านบาท ที่ได้รับโอนมาจาก SAWAD บริษัทร่วมทุนแห่งนี้ (จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 มี.ค.64) ได้เปิดตัวสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ด้วยอัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่นต่ำเพียง 11-15% ต่อปี (ต่ำที่สุดในตลาดในขณะเดียวกันคาดว่าการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพื่อรองรับ NPL ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

ดังนั้นให้เรตติ้งหุ้น SAWAD ที่NEUTRAL และราคาเป้าหมายไว้ที่ 80 บาท เนื่องจากเชื่อว่ามูลค่า หรือValuation ของหุ้นปัจจุบันไม่น่าสนใจ และกำลังผนึกทางธุรกิจที่มีแนวโน้มได้รับจากบริษัทร่วมทุนกับธนาคารออมสินสะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว