WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะ 3 กระดานหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ของจีน

การเติบโตเศรษฐกิจจีนในยุคปัจจุบัน ได้ถูกผลักดันด้วยกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ เช่นกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม, e-commerce, การแพทย์, กลุ่มพลังงานทางเลือกและการรักษาสภาพแวดล้อม, และกลุ่มการบริโภคสมัยใหม่ เป็นต้น จากในอดีตที่จีนเติบโตจากภาคการผลิตแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก เติบโตจากการขยายตัวของการสื่อสารขั้นพื้นฐาน และอุตสาหกรรมเดิมๆเช่นน้ำมันและก๊าซ รวมถึงกลุ่มการเงินแบบดั้งเดิมเช่นธนาคารพาณิชย์

เชื่อว่ากลุ่มเศรษฐกิจใหม่จะมีแนวโน้มเติบโตได้สูงในอีกหลายปีข้างหน้า ตัวอย่างเช่นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 5G ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ การนำ 5G มาใช้ใน Internet of Things ก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆจะมีการปรับตัวเพื่อให้รองรับกับยุค5G เช่นกลุ่ม smart factories, smart buildings, smart citiesซึ่งแต่ละด้านก็มีมูลค่าที่สูงมากและเป็นโอกาสในการเติบโตใหม่ๆ

         • รัฐบาลจีนได้มีการออกแผนเศรษฐกิจระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 สำหรับช่วงปี 2564-2568 ซึ่งเป็นครั้งแรกของนโยบายประเทศที่เน้น การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นการสะท้อนว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่และการพัฒนาจะเป็นไปอย่างรวดเร็วในอีกหลายปีข้างหน้า โดยปัจจัยผลักดันสำคัญอีกด้านคือสหรัฐได้มีการกีดกันจีนในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยสหรัฐ ทำให้จีนต้องเน้นการพัฒนาด้วยตนเองเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

         •  จีนก็ได้มีการส่งเสริมช่องทางเพื่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเช่นกัน โดยหนุนให้มีการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ จากเดิมที่อาศัยการกู้เงินจากสถาบันการเงินเป็นหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SMEs

ในปี 2552 จีนได้เริ่มก่อตั้ง“ChiNext” ซึ่งเป็นกระดานหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (Shenzhen Stock Exchange) โดยแนวความคิดมาจากตลาด “Nasdaq” ของสหรัฐ ซึ่งกระดาน“ChiNext”นี้ในปัจจุบันมีหุ้นจดทะเบียนถึง 935 บริษัท มีมูลค่าตลาด (Market Cap) ประมาณ 10.4 ล้านล้านหยวน เน้นธุรกิจที่มีนวัตกรรมซึ่งครอบคลุมกลุ่ม SMEs ด้วย และให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีการพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์ (scientific development), innovation, และกลุ่ม media; ดัชนีสำคัญของตลาด “ChiNext” คือ “ChiNext Index”

กระดานหุ้นเศรษฐกิจใหม่แห่งที่ 2 ได้เริ่มในปี 2019 คือ “STAR Board”ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange) แม้ว่าเป็นกระดานใหม่ แต่ก็มีหุ้นจดทะเบียนเข้ามาแล้ว 261 บริษัท และอยู่ในขั้นตอนการจดทะเบียนอีก 553 บริษัท โดยตลาดนี้จะเน้นกลุ่ม IT สมัยใหม่ (new generation IT), กลุ่มอุปกรณ์ระดับสูง (High-end equipment),กลุ่มวัสดุภัณฑ์ใหม่ๆ (new materials) และครอบคลุมไปถึงกลุ่มพลังงานทางเลือก และกลุ่มที่สนับสนุนการรักษาสภาพแวดล้อม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังรวมถึงธุรกิจที่มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เช่นอินเตอร์เน็ต, Big data, Cloud computing, กลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เป็นต้น; ใน “STAR Board” จะมีดัชนีสำคัญคือ “STAR50 Index” หรือเป็นหุ้นใหญ่ที่สุด 50 บริษัท

ตลาดแห่งที่ 3 คือตลาดฮ่องกง (Hong Kong Stock Exchange) ในรูปแบบของดัชนีใหม่คือ “Hang Seng Tech Index” หรือ “HSTECH Index”ซึ่งเริ่มเมื่อกลางปี 2563 โดยเป็นดัชนีหุ้น 30 บริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในตลาดฮ่องกง เชื่อว่าแรงผลักดันสำคัญคือการรองรับหุ้นจีนที่ปัจจุบันซื้อขายในตลาดสหรัฐ แต่ในภายหลังได้ถูกรัฐบาลสหรัฐกดดันมากขึ้น และหลายบริษัทตัดสินใจเข้ามาจดทะเบียนในฮ่องกงเพื่อลดความเสี่ยง

โดยในปัจจุบัน “HSTECH Index” มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 18.9 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเงื่อนไขสำคัญในการเข้ารวมในดัชนีคือ 1.อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต, กลุ่มผู้บริโภค, กลุ่มสุขภาพ (healthcare), กลุ่มการเงิน, หรือกลุ่ม IT 2.ธุรกิจจะต้องเข้า Theme ดังต่อไปนี้คือ Cloud, Digital, e-commerce, Fintech, และ Internet

และ 3.ต้องเป็นธุรกิจที่มีนวัตกรรม โดยการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ มีการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่แข็งแกร่ง เป็นต้น โดยหุ้นในดัชนีจะเป็นหุ้นที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น Xiaomi Corp, Alibaba, Tencent, MeituanDianping, JD.COM, JD Health, Alibaba Health เป็นต้น

         •  เปรียบเทียบความแตกต่างของดัชนีหุ้นเทคโนโลยีจีนทั้ง 3 แห่ง ในเบื้องต้น

             (1)  “ChiNext Index”และ “STAR50 Index” เป็นกลุ่มหุ้น “A-shares” ซึ่งจดทะเบียนในจีนแผ่นดินใหญ่และซื้อขายเป็นเงินหยวน ส่วน “HSTECH Index”เป็นกลุ่มหุ้น “H-shares” ซื้อขายในตลาดฮ่องกงในสกุลดอลลาร์ฮ่องกง

             (2) กลุ่มอุตสาหกรรมแตกต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ “ChiNextIndex”มีกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักสูงในดัชนีเช่น Healthcare (กลุ่มอุปกรณ์การแพทย์), กลุ่มธุรกิจผู้บริโภค, แต่ก็มีการกระจายอุตสาหกรรมในกลุ่มอื่นๆที่หลากหลาย; “STAR50 Index”มีกลุ่ม IT ที่เป็น hardware มีน้ำหนักสูง เช่นกลุ่ม semiconductors; “HSTECH Index” มีกลุ่ม IT (Internet) มีน้ำหนักสูงเช่นกลุ่ม e-commerce และ internet platforms

สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นกลุ่ม New Economy ของจีนทั้ง 3 แห่ง สามารถลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดฮ่องกง โดยเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศกับโบรกเกอร์ในไทยได้ ซึ่งตัวเลือกการลงทุนมีดังนี้

          1. CSOP SZSE ChiNext ETF (3147:HK)

          2. CSOP STAR 50 Index ETF (3109:HK)

          3. CSOP Hang Seng TECH Index ETF (3033:HK)

         •  ความเสี่ยง  การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ มีความเสี่ยงจากปัจจัยเฉพาะที่เกี่ยวกับจีน และอุตสาหกรรมเหล่านี้แม้ว่าจะมีแนวโน้มเติบโตที่ดี แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้สูงเพราะเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหม่ โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มักจะมีความผันผวนที่สูงกว่าตลาด นักลงทุนควรเป็นผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง และควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นเพื่อลดความเสี่ยงด้วย แนะนำให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุน