WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

หุ้น TOP PICK รับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น

นักวิเคราะห์เปิดโผหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน ส่งออก ได้ประโยชน์โดยตรงจากแนวโน้มเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยที่ปรับตัวขึ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่ฟื้นตัวได้เร็วจากการมีวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ฟาก MINT ส่งสัญญาณธุรกิจโรงแรม-อาหารเริ่มฟื้น

นายธีรเศรษฐ์ พรหมพงษ์ นักกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์มหภาค บมจ.หลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก สำหรับหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ คือ กลุ่มหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน และส่งออก

 

เมย์แบงก์ฯ เปิดโผ

หุ้นวัฏจักรเด่นจาก 3 กลุ่ม

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้ประโยชย์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ จะนำไปสู่แนวโน้มดอกเบี้ยที่เริ่มปรับตัวขึ้น (คาดว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin หรือ NIM) จะผ่านพ้นจุดต่ำสุดในช่วงครึ่งปีหลัง) และความเสี่ยงของคุณภาพสินทรัพย์ลดลง ซึ่งมองว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์มากที่สุด สำหรับหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ คือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)

กลุ่มพลังงาน ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยหนุนด้านอุปสงค์ของการใช้พลังงาน น้ำมันดิบ หุ้นเด่นในกลุ่ม ประกอบด้วย บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และบมจ.ไทยออยล์ (TOP)

กลุ่มส่งออก อุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์ ประกอบด้วยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มอาหาร สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ซึ่งในปี 2564 นี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดว่าการส่งออกจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับสัญญาณการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก การค้าระหว่างประเทศ หุ้นเด่นในกลุ่มคือ บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) ที่ฟื้นตัวตามอุตสาหกรรมยานยนต์ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ที่ได้รับอานิสงส์บวกจากอุปทานสุกรที่ยังจำกัด หนุนราคาทรงตัวระดับสูง

อย่างไรก็ตาม นายธีรเศรษฐ์ ได้สะท้อนได้สองแง่มุมต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยในระยะสั้นแนวโน้มตลาดหุ้นจะยังได้รับผลบวกจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแรงหนุนด้านอุปสงค์ที่จะช่วยพยุงราคาน้ำมันดิบให้ทรงตัวในระดับสูง และคาดว่าจะยังเห็นการโยกเงินจากสินทรัพย์ปลอดภัย ไปสู่สินทรัพย์เสี่ยง

สำหรับในระยะกลางต้องเริ่มระมัดระวัง เนื่องจากตลาดหุ้นก็ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดนำ (Leading Indicator) ของเศรษฐกิจ ก็ถือว่าตอบรับภาพดังกล่าวมาแล้วระดับหนึ่ง ทำให้การลงทุนหลังจากนี้อาจจะไม่ง่าย และในระยะถัดไปอาจจะเริ่มเห็นการเลือกลงทุน (Selective) มากขึ้น โดยให้น้ำหนักไปที่ประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นตัว และการกระจายของวัคซีนทำได้เร็ว

 

บล.ทิสโก้ แนะทยอยสะสมหุ้นเชิงรับ-วัฏจักร

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า บล.ทิสโก้ยังชอบหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) จะขึ้นนำตลาดในปีนี้ จากประโยชน์ที่ได้รับจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและวงจรเงินดอลลาร์อ่อนค่า

สำหรับหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) แนะนำหุ้นของบมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) และบมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)

หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (Mid-to-Small Cap) แนะนำบมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) หรือ AEONTS บมจ.ไทยวา (TWPC) และบมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) สำหรับหุ้นปันผล แนะนำ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH)ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) บมจ.นามยง เทอร์มินัล (NYT) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล (PROSPECT) และบมจ.น้ำมันพืชไทย (TVO)

 

MINT ธุรกิจโรงแรม-อาหารเริ่มฟื้น

นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาเชิงกลยุทธ์ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์รายได้ปี 2564 จะเติบโตขึ้นจากปีก่อน หลังจากเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจของบริษัททั้งธุรกิจอาหาร ธุรกิจโรงแรม โดย ไมเนอร์ โฮเทลส์ มีการฟื้นตัวอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในประเทศมัลดีฟส์และออสเตรเลีย และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

สำหรับปี 2563 MINT มีรายได้รวม 58,696 ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีรายได้รวม 1.3 แสนล้านบาทและพลิกขาดทุนสุทธิ 21,407 ล้านบาท จากปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 1.07 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ทำให้มีการปิดประเทศและมีการออกมาตรการต่างๆ ซึ่งส่งผลต่ออุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวและบริการเป็นอย่างมาก

ปัจจัยที่ทำให้ MINTเชื่อว่าผลการดำเนินงานในปีนี้มีแนวโน้ที่ดี คือ การกระจายของวัคซีนป้องกันโควิด-19รวมทั้งการใช้วัคซีนพาสปอร์ต และคาดว่าจะเริ่มมีการเปิดพรมแดนของแต่ละประเทศ เพื่อกลับมารับนักท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น และจะส่งผลทำให้ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว เพื่อรองรับความต้องการการเดินทางท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีความต้องการสูงมาก แม้ว่าอาจจะยังไม่เท่ากับในปี 2562 ก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับเข้ามาอาจต้องใช้เวลา คาดว่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปีนี้

"หากมีการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ดี นักท่องเที่ยวทั่วโลกก็พร้อมที่จะเดินทาง ซึ่ง MINT ในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรมและธุรกิจทั้งในไทยและทั่วโลก ได้เตรียมความพร้อมรองรับความต้องการเดินทางและการฟื้นตัวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในไตรมาสที่ 3-4 ของปีนี้ ก่อนที่จะฟื้นตัวใกล้เคียงก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 ภายในปี 2565-2566" นายชัยพัฒน์ กล่าว

นายชัยพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมค่าใช้จ่าย การลดกระแสเงินสดจ่าย และการรักษาสภาพคล่องตลอดไตรมาส 4 หลังจากการระบาดระลอกใหม่ ส่งผลให้กระแสเงินสดจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1,500 ล้านบาท ในไตรมาส 3 เป็น 1,600 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามในด้านของฐานะการเงินของบริษัทยังคงแข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น โดยปัจจุบันมีกระแสเงินสดกว่า 25,000 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีก 28,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีเงินทุนสำรองที่เพียงพอสำหรับการดำเนินงานต่อไปได้อีกกว่า 2 ปี และการฟื้นตัวของธุรกิจจะช่วยให้บริษัทมีฐานเงินสดที่เพิ่มขึ้นด้วย

พร้อมทั้งมีการปรับลดงบลงทุนในปีนี้ลง 52% อยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งคณะกรรมการบริษัท มีมติงดการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2563 เพื่อรักษาสภาพคล่องและเป็นเงินทุนหมุนเวียนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19

สำหรับหุ้นกลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว บล.หยวนต้า (ประเทศไทย ) มองว่า บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เป็นหุ้นเด่น โดยให้เหตุผลว่าเริ่มเห็นการฟื้นตัวจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3/63 และคาดว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ในปี 2564 จากความสำเร็จของวัคซีนฯ ขณะที่การปรับรูป แบบระหว่าง CDS และ ROBINSON ถือเป็นการผนึกกำลัง (Synergy)ที่เห็นผลตอบรับดี ส่งผลให้ยอดขาย และอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การใช้บริการแบบ Omni Channel ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่ากำไรปี 2564 ฟื้นตัวระดับ 1,273% แตะ 6,253 ล้านบาท

ด้านบล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินว่าบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) จะขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือ 611 ล้านบาท ในปี 2564 จากที่มีผลขาดทุน 1,704 ล้านบาท ในปี 2563 โดยมองว่ากลุ่มท่องเที่ยวแม้ฟื้นช้า แต่ผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว ขณะที่ฐานะการเงิน CENTEL ยังแข็งแกร่ง มีโอกาสซื้อธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แนะนำสะสมล่วงหน้าระยะกลาง-ยาว