WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

Top Pick หุ้นส่งออก อานิสงส์บาทอ่อน-โลกขาดแคลนชิป

นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยช่วงที่เหลือของปีนี้ ให้เทน้ำหนักไปยังกลุ่มที่ผลการดำเนินงานเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เช่น ส่งออกอาหาร เทคโนโลยี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหาโอกาสรับผลตอบแทนช่วงที่ปัจจัยลบในประเทศยังไม่คลี่คลาย 




นายสุนทร ทองทิพย์ นักกลยุทธ์การลงทุน บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกและนำเข้าปี 2564 ขึ้น 12.4% และ 23% ตามลำดับ ปัจจัยหนุนจากความต้องการที่มีต่อผลิตภัณฑ์ชิปที่แข็งแกร่ง นำโดยสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ไปจนถึงโมเมนตั้มของความต้องการที่มีต่อสินค้าสำหรับการทำงานที่บ้าน และการส่งออกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งของไทย โดยเฉพาะผักและผลไม้แช่แข็ง


 พร้อมกันนี้ ได้ปรับคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนปี 2564 (ณ สิ้นปี ) ที่ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศ รวมไปถึงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ผลพวงมาจากรายได้ที่ตกต่ำของภาคบริการ เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวขาเข้าและการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งกระแสเงินทุนไหลออกจากบริษัทจดทะเบียนไทย เช่น การควบรวมกิจการและการจัดการการลงทุน และการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับลดวงเงินอัดฉีดสภาพคล่อง (มาตรการคิวอี) ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทั่วทุกภาคส่วน


ด้านปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ การผลิตที่หยุดชะงักลงเนื่องจากวิกฤติโควิด-19 ด้านการใช้จ่ายที่โยกไปยังภาคบริการ ไปจนถึงผลจากฐานที่สูง และเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีกด้วย 



 

4 หุ้นเด่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-ยานยนต์-อาหารสัตว์ 


จากภาพรวมที่เป็นผลบวกต่อกลุ่มส่งออก ส่งผลให้ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หรือการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2564 และเงินบาทอ่อนค่าลงในไตรมาส 3 ปี 2564 


สำหรับกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่แนะนำ ได้แก่ บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) จากยอดส่งออกแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนกรกฎาคม 2564 ที่เพิ่มขึ้น 25.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 19.4% ในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา 


ตามมาด้วย บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) มียอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ ทรานซิสเตอร์ และหลอดไดโอด ในเดือนกรกฎาคม 2564 เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อนับจากต้นปีมานี้ บมจ.อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) มียอดส่งออกผลิตภัณฑ์ยานยนต์ในเดือนกรกฎาคม 2564 เพิ่มขึ้น 36.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 35.4% เมื่อนับจากต้นปี 


สำหรับหุ้นส่งออกกลุ่มอาหาร แนะนำ บมจ.เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น (ASIAN) ที่มียอดส่งออกอาหารสัตว์ในเดือนกรกฎาคม 2564 เพิ่มขึ้น 17.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 23.2% เมื่อนับจากต้นปี


นายสุนทรกล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนกรกฎาคม 2564 เพิ่มขึ้น 20.27% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน (เทียบคาดการณ์ตลาดที่ +43.82% และ +19.7% ในเดือนกรกฎาคม 2564) ทั้งนี้ หากไม่รวมกลุ่มทองคำ น้ำมัน ยุทโธปกรณ์ การส่งออกจะขยายตัว 25.4% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เมื่อดูเป็นรายภูมิภาคพบว่าการส่งออกในเดือนกรกฎาคมปีนี้ขยายตัวขึ้นในทุกตลาดหลัก ด้วยแรงหนุนจากตลาดสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 22.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตลาดจีนเพิ่มขึ้น 41% และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 23.3%


ด้านการส่งออกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 24.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีการเติบโตอย่างทั่วถึง นำโดยกลุ่มยางพาราเพิ่มขึ้น 121.2 % เนื่องจากอุปสงค์ในกลุ่มยานยนต์และอุปทานที่จำกัด กลุ่มส่งออกมันสำปะหลังไปจีนและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 62% กลุ่มส่งออกอาหารเพิ่มขึ้น 22% รวมถึงกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น 17.3%


อีกทั้งการส่งออกภาคการผลิตเติบโตขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาจากกลุ่มยานยนต์ 36.1% กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 20.9 % และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า 21.9% ซึ่งทั้งหมดมีปัจจัยที่ช่วยรักษาทิศทางบวกคือการทำงานที่บ้าน อุปสงค์ที่มีต่อชิป และการเฟื่องฟูของผลิตภัณฑ์ยานยนต์


ขณะที่การนำเข้าสินค้าสร้างจุดสูงสุดใหม่อีกครั้งโดยเพิ่มขึ้น 45.94% เมื่อเทียบกับปีก่อน (เทียบคาดการณ์ตลาดที่ +53.8% และ +40.7% ในเดือนมิถุนายน 2564) โดยพบว่า มีการเติบโตอย่างทั่วถึง ซึ่งแรงหนุนมาจากกลุ่มสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภค 17% กลุ่มสินค้าทุน 35.4% และกลุ่มวัตถุดิบ 51.5%


นอกจากนี้ การค้ามีสภาวะเกินดุลอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้น 183 ล้านดอลลาร์ (เทียบคาดการณ์ของตลาดที่ +945 ล้านดอลลาร์ และ +900 ล้านดอลลาร์) แต่การค้ายังไม่สามารถแตะจุดสูงสุดอีกครั้งได้ จากยอดนำเข้าในเดือนกรกฎาคม ที่สูงกว่าการคาดการณ์



 

 เทน้ำหนักหุ้น Global growth 70% 




นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการสายงานค้าหลักทรัพย์ บมจ.หลักทรัพย์บัวหลวง คาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/64 จะลดลงราว 13% จากไตรมาส 2/64 แต่เพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/63 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากไตรมาส 2/64 คือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ และกลุ่มบริการด้านสุขภาพ (เฮลธ์แคร์) 


สำหรับหุ้นที่แนะนำ ตลอดจนการจัดสรรเงินหรือจัดพอร์ตลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ คือ ธุรกิจที่อิงการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (Global Growth) หรือหุ้นที่เติบโตจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศ เช่น กลุ่มส่งออกอาหาร เทคโนโลยี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหาโอกาสรับผลตอบแทนในช่วงที่ปัจจัยลบในประเทศยังไม่คลี่คลาย โดยให้น้ำหนักการลงทุนสัดส่วน 70% ของพอร์ตในส่วนที่เป็นหุ้น ได้แก่ บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำหุ้น KCE และ HANA 


ขณะที่อีก 30% ของพอร์ต แนะนำลงทุนหุ้นที่อิงการเติบโตในประเทศ (Domestic Plays) เช่น บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) บมจ.ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และบมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เป็นต้น

โดยหุ้นเหล่านี้ แนะนำให้ลงทุนช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้าเป็นธีม Re-opening หรือหุ้นที่ได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศ

 


เปิดโผหุ้นผลงานดีต่อเนื่องถึงปีหน้า ระวังเงินบาทพลิกแข็งค่า


ด้าน บล.เคทีบีเอสที แนะนำ ซื้อ” หุ้น บมจ.ซันสวีท (SUN) และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 12.00 บาท โดยบริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/64 ที่ 59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 94% จากไตรมาส 1/64 มีกำไรปกติที่ 70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สูงกว่าตลาดคาดการณ์ 18 % ทั้งนี้ SUN ประกาศจ่ายปันผลที่ 0.10 บาท


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยฯยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คาดว่ามีกำไรปกติที่ 250 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน) โดยเชื่อมั่นว่ากำไรครึ่งหลังของปี 2564 จะขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน และครึ่งปีก่อนหน้า ทั้งจากความต้องการซื้อข้าวโพดหวานไทยที่ขยายตัว ราคาขายข้าวโพดหวานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน โดยเงินบาทที่อ่อนค่าทุกๆ หนึ่งบาท จะเป็นการเพิ่มต่อกำไรสุทธิ SUN ที่ 8%


HANA คงคำแนะนำ ถือ” และคงราคาเป้าหมายที่ 76.00 บาท โดยบริษัทรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 2/ 64 ที่ 737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 145% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สูงกว่าประมาณการทำไว้ที่ 526 ล้านบาท ทั้งนี้ คงประมาณกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 2,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน


นอกจากนี้ บล.เคทีบีเอสที คาดว่า HANA จะมีกำไรสุทธิ 2,456 ล้านบาท ในปี 2565 เติบโตต่อเนื่องอีก 12% รับผลดีจากขยายกำลังการผลิต 10% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นที่ 13.2% ของปี 2564-2565 โดยมองว่าประมาณการปี 2564 มีการเพิ่มขึ้นจากอัตรากำไรขั้นต้นที่มากกว่าคาด แต่อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นปีหน้าน่าจะกลับมาสู่ระดับปกติจากคาดการณ์ค่าเงินบาทจะเริ่มแข็งค่าในช่วงไตรมาส 4/64 เป็นต้นไปจากการฟื้นตัวของโควิด-19 ภายในประเทศ 


KCE คงคำแนะนำ ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายที่ 90.00 บาท โดยบริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/64 อยู่ที่ 618 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 767% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สูงกว่าตลาด 19% จากที่คาดไว้ 18% โดยหากหักกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนออกกำไรปกติจะอยู่ที่ 559 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 662% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สูงกว่าที่คาด 6% เติบโตโดนเด่นเทียบกับปี 2563


อีกทั้งคงประมาณกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 2,225 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 97% เทียบกับปีก่อน) และปี 2565 ที่ 3,374 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 52%) เนื่องจากมองว่าบริษัทยังอยู่ในช่วงการเติบโตจากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และแผนการขยายกำลังการผลิตของบริษัทที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 600,000 ตารางฟุตต่อเดือน และปี 2565 เพิ่มขึ้น 700,000 ตารางฟุตต่อเดือน คิดเป็นกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 45% ของกำลังการผลิตปัจจุบัน โดยเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มเกรดพิเศษ Special Grade ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) สูง ซึ่งจะช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมของบริษัทปรับตัวดีขึ้น