<
PR NEWS • PR NEWS

ChomCHOB แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน Digital Assets เผยยอดธุรกรรมมูลค่าทะลุ 20 เท่า

บริษัท ชมชอบกรุ๊ป จํากัด เริ่มต้นธุรกิจจากการแลกเปลี่ยน reward points ไปสู่ use case บนโลกจริง เนื่องด้วยผู้บริโภคมี reward points อยู่ในบัตรเครดิตและบัตรสมาชิกหลายใบ แต่นํามารวมกันไม่ได้ บริษัทจึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มชื่อว่า “ชมชอบ” เป็นการรวม reward points เข้ามาไว้ด้วยกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้าและบริการได้มากขี้น 

ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนบัตรเครดิตเกือบ 20 ล้านบัตรแต่มีผู้ถือบัตรอยู่เพียง 6 ล้านกว่าคน ดังนั้นผู้ใช้จะถือบัตรเฉลี่ยคนละ 3 ใบ และมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตรวมกว่า 2.2 ล้านล้านบาท เมื่อรวมกับบัตรสมาชิกอื่นๆอีก คะแนนสะสมที่มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท 

ซึ่งทั้งหมดนี้คือกลุ่มเป้าหมายของ ChomCHOB ที่สร้างมาเพื่อตอบโจทย์คนเก็บพอยต์ได้เป็นอย่างดี และด้วยผลตอบรับที่ดีนั้น ในระยะเวลาเพียง 4  ปัจจุบันมี User กว่า 2 ล้านคน และ Monthly active users กว่า 20,000 ราย โดยผู้ใช้มีอายุเฉลี่ย 25-45 ปี อยู่ในกรุงเทพฯและหัวเมืองตามต่างจังหวัด ทันสมัย ทันเทคโนโลยีและสามารถใช้ Smartphone ได้อย่างคล่องแคล่ว  ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ ในการเพิ่มยอดขายจาก digital assets และ reward points 

นับว่า ChomCHOB เป็นแฟลตฟอร์ม Point Exchange หรือแพลตฟอร์มแลกแต้มอันดับ 1 ในประเทศไทยที่มีพาร์ทเนอร์หลากหลายกว่า 500 บริษัท รองรับบัตรจากหลายธนาคาร และรองรับแต้มจากหลายแหล่ง อีกทั้งยังสามารถใช้แต้มแลกในการช้อปสินค้าสุดคุ้มจากหลายแบรนด์ทั้งในห้างสรรพสินค้า และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ชิมอาหารอร่อย ๆ ที่หลากหลาย ชิลกับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันได้บนแพลตฟอร์มเดียว และยังสะดวกในการใช้แต้มบนชมชอบลดค่าใช้จ่ายในการจ่ายบิลสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ 


จาก Points สู่ Crypto ศักราชใหม่ของชมชอบ กับการระดมทุนสู่ Series B 

ในปี 2565 ChomCHOB ยังพร้อมที่จะก้าวสู่โลก Digital assets จากการสำรวจที่ค้นพบว่าประเทศไทยเปรียบเทียบกับอัตราประชากรแล้ว ถือคริปโตเคอเรนซี่เป็นอันดับ 1 ของโลก ChomCHOB ที่เล็งเห็นโอกาสการเติบโตที่ก้าวกระโดดของตลาด จึงพร้อมที่จะพัฒนาจากการรวบรวมพ้อยท์บัตรเครดิต ควบคู่ไปกับการรวม Digital assets แบบครบวงจร โดยที่ ChomCHOB เป็นเจ้าแรกในตลาดที่สร้างแพลตฟอร์มตามแนวคิดที่กล่าวมาสำเร็จ 

ซึ่งหลังจากปีที่ผ่านมา ชมชอบประสบความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series A โดยได้รับเงินลงทุนไปกว่า 50 ล้านบาท โดยมี Invent เป็นผู้ร่วมลงทุนหลัก (Lead Investor) และยังได้รับเงินลงทุนจากผู้ลงทุนอีกหลายรายทั้ง 500 TukTuks, SIX networks เป็นต้น ซึ่งชมชอบเติบโตมาจากคอนเซ็ปต์ Turn Point into Shopping เปลี่ยนคะแนนเพื่อช้อป และต่อมาได้พัฒนามาสู่ตลาดของ Cryptocurrency เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ Turn Digital Assets into Reality  

และในอนาคตที่การพัฒนาของโลก Digital assets จะเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ทาง ChomCHOB ได้เตรียมแผนการที่จะรับมือ ให้เรื่องของ Digital assets เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย สามารถให้กลุ่มลูกค้าของ ChomCHOB เข้าถึงได้ทุกคน โดยในปลายปีนี้จะมีการปล่อย NFT ล็อตแรกออกมาวางจำหน่ายและยังเปิดเป็นช่องทางให้บุคคลทั่วไปสามารถนำผลงานของตัวเองมาจำหน่ายในแอพพลิเคชั่นได้อีกด้วย 

จากการแลกพอยต์ สู่ การแลกเหรียญคริปโตฯ นับว่าเป็นอีกก้าวที่สำคัญของชมชอบที่เข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เปลี่ยนไปได้เป็นอย่างดี จนต้องยอมรับว่า ChomCHOB นี้กำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม Blockchain อย่างเต็มตัว ใครที่เห็นด้วยกับรูปแบบธุรกิจการเส้นทางการเติบโตของชมชอบต้องห้ามพลาดในการระดมทุนรอบ Series B นี้  


ชมชอบทำอะไรบ้าง 

1. รวม digital assets จาก Binance Smart Chain ได้กว่า 20 สกุล เช่น BTC, ETH, BUSD, USDT เป็นต้น 

2. รวม reward points จากบัตรเครดิตและบัตรสมาชิกเข้ามาได้กว่า 10 สกุล เช่น Kbank, SCB, กรุงศรี, KTC, AIS, Dtac เป็นต้น 

3. แลกสินค้าและบริการได้กว่า 200 แบรนด์ชั้นนํา มากกว่า 500,000 SKU อาทิเช่น Starbucks, Shopee, Lazada, Central, True Wallet, ชําระค่าน้ำค่าไฟ และ luxury items เป็นต้น 

4. B2B Service ในบริการ 3 ข้อข้างต้น 

ก้าวต่อไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นกว่า สร้างบริการที่ครบวงจรขึ้น พร้อมทั้งเติบโตไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น ด้วย 4 เป้าหมาย 

1. พัฒนาแพลตฟอร์มทั้ง B2C และ B2B ในระดับโลก 

2. รวม digital assets ทุก chain และทุกสกุลบนโลก ขึ้นมาบนแพลตฟอร์ม 

3. แลกสินค้าและบริการได้ใน South East Asia 

4. แลกสินค้าและบริการได้ทั่วโลก 

คุณนท ชุติโสวรรณ CEO กล่าวทิ้งท้ายว่า “การระดมทุนผ่านช่องทาง Sinwattana Crowdfunding (equity.sinwattana.com) ในคร้ังนี้ จะเป็นส่วนสําคัญในการได้นําแนวคิดและแผนงานที่กล่าวมา ไปดําเนินการให้สําเร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถผลักดันเทคโนโลยีบล๊อคเชนในโมเดลนี้ มาใช้ในโลกจริงเป็นครั้งแรก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะมีส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีในอาเซียนได้ ซึ่งจะช่วยสร้างงานให้คนไทย และส่งเสริมโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยอีกมากมาย สามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้”