THE GURU • INVESTMENT

หุ้นขึ้นทองขึ้น หุ้นลงทองลง เกิดอะไรขึ้น?

บทความโดย: FINNOMENA

“ทอง” คือ สินทรัพย์ปลอดภัย หลายๆ คนอาจจะได้ยินประโยคนี้กันมาจนหนาหู และก็สรุปกันขึ้นมาว่า งั้นช่วงเวลาที่ไม่ปลอดภัยอย่างช่วงวิกฤติ ก็คือช่วงเวลาที่ทองจะได้เฉิดฉายงั้นสิ ซึ่งเมื่อก่อนผมเองก็เคยเชื่อเช่นนั้น

ตอนสมัยที่ผมเรียนอยู่ ผมเองก็เคยสงสัยว่าทำไมช่วงตอนปี 2008 ราคาทองถึงลงมาได้ ทั้งๆ ที่เป็นช่วงวิกฤติ และก็ได้คำตอบมาเพียงว่า “ยามวิกฤติคนจะถือเงินสด” ซึ่งก็ไม่ได้คลี่คลายความสงสัยในหัวผมเลย (งงกว่าเดิม) นอกจากนั้นหากไปศึกษาเพิ่มเติม ปัจจัยที่ส่งผลต่อทองคำมันก็เยอะเหลือเกิน เช่น ความไม่แน่นอน (ไม่ปลอดภัย) ภาวะเศรษฐกิจ ความเสี่ยงค่าเงิน เงินเฟ้อและอื่นๆ

แต่สิ่งที่ผมอยากจะให้ทุกคนโฟกัส ณ จุดนี้ก็คือ “เงินเฟ้อ” ซึ่งผมเชื่อว่ามันเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักที่มีความสำคัญและส่งผลต่อราคาทองคำ ท่ามกลางปัจจัยต่างๆ มากมาย ซึ่งบทความนี้ผมจะพาทุกคนไปพิสูจน์กันว่า ทำไมทองกับเงินเฟ้อถึงไปด้วยกันได้ดี ซึ่งสิ่งนี้ก็จะไปตอบคำถามในส่วนที่ว่าทำไม “หุ้นขึ้นทองขึ้น และหุ้นลงทองลง” เช่นกัน

ตัวแปรหลักๆ ที่ส่งผลต่อทอง ล้วนเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิด “เงินเฟ้อ”

ก่อนจะลุยไปถึงพระเอกของบทความนี้ผมขอเกริ่นในส่วนของปัจจัยพื้นฐานหลักๆ ที่ส่งผลต่อราคาทองคำก่อนละกันครับ ประกอบไปด้วย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เสถียรภาพของธนาคารกลาง อัตราดอกเบี้ย มาตรการต่างๆ จากธนาคารกลาง รวมถึงอื่นๆ 

หากเราสังเกตตัวอย่างข้างต้นก็จะเห็นได้ว่าตัวแปรต่างๆ ที่ผมได้กล่าวไว้ล้วนมีความสัมพันธ์กับเงินเฟ้อ เช่น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่หากเกิดเงินเฟ้อ ค่าเงินจะอ่อนลง เสถียรภาพของธนาคารกลางที่หากมีเงินสำรองน้อยจนน่าเป็นห่วงอาจทำให้เกิดเงินทุนไหลออก (Capital Outflow) ที่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่หากลดลงเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการต่างๆ จากธนาคารกลางอย่าง QE หรือ QT ที่ส่งผลต่อปริมาณเงินในระบบและส่งผลต่อเงินเฟ้อ

ดังนั้นผมจึงเชื่อว่า “เงินเฟ้อ” เป็นหนึ่งในตัวแปรหลักที่ใช้ขับเคลื่อนราคาทอง เราจึงอาจใช้ประโยชน์ในส่วนนี้ไปเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ราคาทองคำเพิ่มเติมได้

หุ้นขึ้นทองขึ้น หุ้นลงทองลง เพราะอะไร? เช็กผ่านความคาดหวังเงินเฟ้อ

ราคาทองคำที่เป็นมาตรฐานและใช้กันอย่างแพร่หลายจะถูกนำไปจับคู่กับสกุลเงินประเทศมหาอำนาจอย่าง “ดอลลาร์สหรัฐฯ” ดังนั้นเส้นความคาดหวังเงินเฟ้อที่ว่าผมจึงใช้ของอเมริกาเป็นหลักครับ ซึ่งหากดูจากภาพก็จะเห็นได้ว่า ราคาทองคำและอัตราเงินเฟ้อไปด้วยกันได้ค่อนข้างชัดเจน แต่จะมีบางช่วงที่มีการเหลื่อมลํ้ากันบ้าง โดยทองคำในบางทีอาจจะให้สัญญาณก่อนเงินเฟ้อ หรือบางทีเงินเฟ้ออาจให้สัญญาณก่อนทองคำ

มันหมายความว่าอะไร? เราอาจจะใช้ช่วง Gap เวลาที่ว่าเป็นสัญญาณเข้าซื้อหรือขายทองคำได้ เช่น เมื่อความคาดหวังเงินเฟ้อเริ่มขึ้น เราอาจจะลองเข้าซื้อทองคำ หรือเมื่อความคาดหวังเงินเฟ้อเริ่มลง เราอาจจะทยอยขายทองคำ

ในขณะเดียวกันในบางช่วงหากทองคำเริ่มปรับตัวลง แต่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังไม่ลง เราก็อาจจะคาดเดาได้ว่าเงินเฟ้ออาจจะลดลงในอนาคตเช่นกัน (ขาขึ้นก็กลับกันครับ)


ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังเงินเฟ้อ (10 ปี) กับราคาทองคำตั้งแต่ก่อนวิกฤติปี 2008 ถึงปัจจุบัน

ผมอยากให้โฟกัสตรงส่วนที่เป็นวงสีแดงสักนิดจะสังเกตได้ว่าความคาดหวังเงินเฟ้อ (เส้นสีขาว) เริ่มเคลื่อนที่แบบไร้ทิศทาง (Sideway) ก่อนทองคำ (เส้นสีฟ้า) จะปรับตัวไร้ทิศทาง ณ จุดนี้เราอาจใช้เป็นสัญญาณที่บอกว่าทองคำกำลังจะเข้าสู่ช่วง Sideway ในอนาคต


ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังเงินเฟ้อ (10 ปี) กับทองคำช่วงล่าสุด

ความคาดหวังเงินเฟ้อมีการปรับตัวลงหรืออาจจะสื่อว่าหุ้นกับทองกำลังจะปรับตัวลง?

แล้วมันใช้กับหุ้นได้อย่างไร?

โดยปกติแล้วเวลาเศรษฐกิจเติบโตจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” เกิดขึ้นซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้คนจับจ่ายใช้สอยต่อไป เช่น ของแพงขึ้นนิดๆ เงินเดือนปรับขึ้นหน่อยๆ ทำให้คนพร้อมใช้จ่ายต่อเนื่อง ดังนั้นหากจะสรุปได้ว่า เงินเฟ้อ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หุ้นเติบโตก็คงไม่ผิดนัก เพราะหุ้นเองก็ราคาเติบโตจากการที่บริษัทต่างๆ ขายสินค้าหรือบริการและทำกำไรกันได้ ดังนั้น เราจึงอาจนำเส้นความคาดหวังเงินเฟ้อที่ว่ามาใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าช่วยซื้อหุ้นได้เช่นกัน (หุ้นขึ้นเงินเฟ้อขึ้น หุ้นลงเงินเฟ้อลง) 

รวมถึงอาจจะใช้หลักเกณฑ์ที่ราวๆ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายเงินเฟ้อที่ทางธนาคารกลางส่วนใหญ่เล็งไว้ (หากตํ่ากว่านั้นมากๆ หุ้นอาจไม่ไปต่อ)

“ทองคำ” กับ “หุ้น” สัมพันธ์กันในเชิงบวก

ดังนั้นเราอาจจะสรุปได้ว่า ทองคำและหุ้น จริงๆ แล้วมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันและเข้ากัน เพราะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ต่างก็ส่งผลให้ทองคำและหุ้นปรับตัวขึ้น ซึ่งขาลงก็เช่นเดียวกัน

สรุปส่งท้าย ก่อนจากกัน…

เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับไอเดียการลงทุนในวันนี้ จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ส่วนตัวผมเองก็สงสัยมานานแล้ว และก็ต้องขอขอบคุณ คุณณัฏฐะ จาก KTAM ต้นไอเดียของเรื่องนี้ ซึ่งผมมองว่าตัวแปรอย่างความคาดหวังเงินเฟ้อนั้นค่อนข้างเมคเซ้นส์และน่าจะนำมาใช้ได้จริง จึงนำมาขยายความเพิ่มเติม เพราะจากที่ผมสังเกตนักลงทุนที่เก่งๆ ระดับโลกหลายคนก็ใช้ “เงินเฟ้อ” เป็นหนึ่งในปัจจัยวิเคราะห์การลงทุนเช่นเดียวกัน ผมเลยอยากมาแชร์ให้ทุกคนได้ฟังกันครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์

หวังว่าบทความนี้จะช่วยเพิ่มเครื่องไม้เครื่องมือและอาวุธในการลงทุนให้กับทุกคนได้นะครับ สำหรับวันนี้ผมขอลาไปก่อน

ขอให้ทุกคนโชคดีในการลงทุนครับ


เขียนโดย Mr.Serotonin

finnomena.com/mrserotonin/


แผนการเงินที่ดีก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งชี้วัดภายในของหลายๆ คน หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีเป้าหมายนี้ ก็สร้างแผนลงทุนในกองทุนรวมได้ง่ายๆ ผ่าน https://finno.me/moneyandbanking

เกี่ยวกับนักเขียน

FINNOMENA FINNOMENA อยากให้นักลงทุนได้ปลดล็อค “ศักยภาพ” ในฐานะนักลงทุนให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวคุณเอง เพราะสุดท้ายแล้วเราเชื่อว่านักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ลงทุนตามคำบอกของคนอื่น แต่คือนักลงทุนที่มีความรู้ความสามารถในการลงทุนด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน