NEWS UPDATE • Special Article

วิกฤตินี้เราต้องรอด : ร้านบุฟเฟ่ต์ชาบู Penguin Eat Shabu

ในสภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงนี้ได้ส่งผลมายังประชาชนตลอดจนผู้ประกอบการร้านค้า ต่างต้องปรับตัวเพื่อให้ดำเนินชีวิตและดูแลธุรกิจให้อยู่รอดต่อไปได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าหนึ่งคำพูดในช่วงนี้ที่เราพูดและได้ยินกันบ่อยในช่วงนี้คือ “เราต้องรอด”

ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของร้านเพนกวินอีทชาบู (Penguin Eat Shabu) เล่าว่า ได้ติดตามการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ตั้งแต่ที่การระบาดยังอยู่ที่ประเทศจีน และมั่นใจอยู่แล้วว่าต้องระบาดเข้ามาถึงประเทศไทย แต่ไม่ได้คิดว่าจะเข้ามาได้เร็วกว่าที่คิดเอาไว้ จึงพยายามเก็บตุนอาหาร วัตถุดิบ ให้มีเงินสดเข้าสู่ร้านให้ได้มากที่สุด

แต่การแพร่ระบาดขยายวงกว้างมากขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2563 ซึ่งมีคำสั่งปิดร้านอาหารและศูนย์การค้าโดยให้ร้านอาหารจำหน่ายได้แบบซื้อกลับบ้านเท่านั้น

ดังนั้นร้านจึงต้องรีบปรับตัวให้เป็นไปตามคำสั่งของรัฐบาล โดยของสดต่างๆในร้านส่วนหนึ่งสามารถเก็บไว้ได้นาน ขณะที่ของสดบางประเภทที่เก็บไว้ไม่ได้นานต้องทิ้งทันที มีการซื้อวัตถุดิบมาตุนเพื่อให้พนักงานไม่ต้องซื้ออาหารรับประทานจากข้างนอก สามารถเอาวัตถุดิบต่างๆจากที่ร้านกลับไปทำอาหารที่บ้านได้ เป็นส่วนหนึ่งที่ร้านช่วยเยียวยาพนักงาน


“เรื่องผลกระทบตอนนี้คิดว่ากว่า 90% ที่รายได้ของร้านหายไป ร้านอาหารทุกร้านได้รับผลกระทบด้วยกันหมด ทั้งร้านขนม ไอศกรีม ตลอดจนร้านของผมที่เป็นร้าบบุฟเฟ่ต์ ใครๆก็ต้องคิดว่าถ้าสั่งบุฟเฟ่ต์แบบเดลิเวอรี่จะโอเคไหม อาหารของผมเป็นอาหารที่ต้องกินหลายคน คงไม่มีใครสั่งชาบูไปกินคนเดียว”

ปรับตัวสร้าง #PenguinDelivery

การปรับรูปแบบร้านเป็นแบบ Delivery เป็นทางเดียวที่ ธนพงศ์  มองว่า จะทำให้อยู่ได้ในตอนนี้ โดยเพนกวินอีทชาบู เป็นร้านที่ไม่เหมาะกับการ Delivery จึงต้องปรับเมนูให้เป็นเมนูที่สั่งง่าย เช่น ข้าวหน้าต่างๆ ซึ่งลูกค้าอาจไม่เข้าใจในช่วงแรกแต่เป็นหน้าที่ของร้านที่ต้องสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจว่าร้านทำ Delivery แล้ว ไม่ได้มีแค่เมนูชาบู

สำหรับบางสาขาที่คิดว่าไม่สามารถรักษาไว้ได้ต้องยอมตัดทิ้ง เห็นได้จากพนักงานจากที่เคยมีประมาณ 200 คน ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแม้ในอนาคตจะสามารถทำให้ร้านกลับมาขายได้แต่คงกลับมาได้ไม่เต็ม 100%

ตอนนี้เราลุ้นอย่างเดียวว่าสงครามจะจบเมื่อไร
และกำลังพลของเราจะเหลือแค่ไหน เราอาจจะเหลือแค่สาขาเดียวจาก 9 สาขาก็ได้
แต่เราไม่มีทางเลือก


ธนพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ประกอบการรายอื่นเข้าใจว่าตอนนี้คงประสบปัญหาเช่นเดียวกัน จะมากหรือน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับใครมีสายป่านยาวก็อยู่ได้ยาวใครสายป่านสั้นก็อยู่ได้สั้น เป็นเวลาที่ผู้ประกอบการไม่ควรแข่งกันเอง แต่ควรร่วมมือกัน เช่น ทำระบบด้วยกัน แชร์การขนส่ง แชร์สาขา ทำ co-kitchen เรียนรู้เรื่องออกไลน์ เรียนรู้การทำ Product ใหม่

ในส่วนของการเยียวยาจากภาครัฐต้องการให้ช่วยเรื่องค่าเช่า เรื่องลูกจ้าง และมาตรการเยียวยาเอสเอ็มอี เช่นเรื่องการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม การต่อรองกับ Plateform Delivery ให้ลดค่าบริการลง

“ตอนนี้เป็นเวลาที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ หากปิดร้านไปก็เหี่ยวเฉาตายอยู่ดี มาลองสู้กันสักตั้งดีกว่า อาจจะทำให้ได้ Business Model ใหม่ๆ แม้อาจจะไม่ทำให้รายได้กลับมาได้เท่าเดิม แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และฝากถึงภาครัฐว่าจะทำอะไรขอให้คิดถึงผลกระทบไม่ใช่ค่อยๆทำทีละนิดแบบนี้”

ธนพงศ์ กล่าวด้วยว่า หากสงครามไวรัสยังคงยืดเยื้อ คงไม่ปรับเปลี่ยนธุรกิจ เนื่องจากคนรู้จักแบรนด์และมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ต้องรักษาพนักงานไว้เนื่องจากหากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วไม่มีพนักงานธุรกิจก็ดำเนินต่อไปไม่ได้

“ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปแขนขาเราก็ต้องถูกตัดออกไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายต้องเหลือชีวิตต่อไปให้ได้ จะเหนื่อยแค่ไหนเราต้องสู้ต่อแล้วเราต้องไปพร้อมทีมงานของเรา”

ติดตามคอลัมน์ วิกฤตินี้เราต้องรอด ใน รายการ Money Morning ทางช่อง PPTV