THE GURU • BUSINESS LAW

รู้เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาตรการรับมือ (ตอนจบ)

บทความโดย: ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

              ในที่สุดร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.. ... ("ภาษีที่ดิน") ก็ได้ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปแล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2563 เป็นต้นไป

              ในตอนที่แล้ว ผมได้ชี้แจงหลักการ และอธิบายเบื้องต้นของกฎหมายดังกล่าวไปในบางมาตราแล้ว ฉบับนี้จะนำเสนอมาตราที่เหลือทั้งหมด เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจเตรียมตัวว่าจะรับมือกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างไรในปี 2563

การลดภาษี และการบรรเทาภาษีและบทเฉพาะกาล

            1. กฎหมายกำหนดให้การตราพระราชกฤษฎีกาปรับลดภาษีสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภทเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม เหตุการณ์ กิจการหรือสภาพแห่งท้องที่ โดยจะปรับลดไม่เกิน 90% ของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย (มาตรา 55)

            2. ในช่วง 2 ปีแรกจะมีการบังคับใช้อัตราต่ำเพื่อบรรเทาภาระภาษี และในช่วง 3 ปีแรก จะมีการบรรเทาภาระภาษีกรณีที่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามกฎหมายฉบับนี้ สูงกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือภาษีบำรุงท้องที่ที่เคยเสียตามที่จะกล่าวต่อไป

อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ใช้บังคับในช่วง 2 ปีแรก (พ.ศ. 2563-2564) (มาตรา 94)

            ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีการกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อบรรเทาภาระภาษีในช่วง 2 ปีแรกของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กล่าวคือ ช่วงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2564 โดยให้จัดเก็บภาษีที่อัตราดังต่อไปนี้

1. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรม (มาตรา 94 (1))


            ทั้งนี้ กรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม จะได้รับยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในช่วง 3 ปีแรก กล่าวคือช่วงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2565 โดยไม่จำกัดมูลค่าฐานภาษี (มาตรา 96) 2.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย (มาตรา 94 (2) - (4)) สำหรับกรณีที่ดินที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้กำหนดอัตราภาษีที่บังคับใช้ช่วง 2 ปีแรกสำหรับแต่ละกรณี ดังนี้ 2.1 กรณีบ้านหลังหลัก (มีชื่อในทะเบียนบ้าน) ซึ่งบุคคลธรรมดาเป็นทั้งเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

            ทั้งนี้ กรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม จะได้รับยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในช่วง 3 ปีแรก กล่าวคือช่วงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2565 โดยไม่จำกัดมูลค่าฐานภาษี (มาตรา 96)

            2.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย (มาตรา 94 (2) - (4))

            สำหรับกรณีที่ดินที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้กำหนดอัตราภาษีที่บังคับใช้ช่วง 2 ปีแรกสำหรับแต่ละกรณี ดังนี้

2.1 กรณีบ้านหลังหลัก (มีชื่อในทะเบียนบ้าน) ซึ่งบุคคลธรรมดาเป็นทั้งเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง


*ยกเว้นตามมาตรา 41 วรรคแรก ประกอบกับมาตรา 95

2.2 กรณีบ้านหลังหลัก (มีชื่อในทะเบียนบ้าน) ซึ่งบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่เป็นเจ้าของที่ดิน

*ยกเว้นตามมาตรา 41 วรรคสองประกอบกับมาตรา 95

2.3 กรณีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างซึ่งใช้อยู่อาศัยนอกเหนือจากกรณี 2.1 และ 2.2 (เช่น บ้านหลังที่สองซึ่งไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน)


3. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เพื่อการพาณิชยกรรม (กรณีอื่นๆ นอกเหนือจากเกษตรกรรมและการใช้เป็นที่อยู่อาศัย) (มาตรา 94 (5)) 


 4.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ใช้ประโยชน์ตามควรแก่สภาพ (มาตรา 94 (6)) 


            

           หลังจากปี พ.ศ.2564 ก็ควรจะต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดอัตราภาษีที่ดินที่ใช้จัดเก็บจริง โดยกำหนดเป็นอัตราเดียวหรือหลายอัตราตามมูลค่าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง หากไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกา ก็ต้องใช้อัตราสูงสุดไปก่อน (มาตรา 37 วรรค 5) ซึ่งกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าควรตราพระราชกฤษฎีกาไว้ล่วงหน้าเพื่อผู้ประกอบธุรกิจจะใช้วางแผนการลงทุนได้

การบรรเทาภาระภาษีในช่วง 3 ปีแรก (มาตรา 96 และมาตรา 97)

            ในกรณีที่ภาษีที่ต้องเสียตามร่างกฎหมายฉบับนี้สูงกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือภาษีบำรุงท้องที่ที่เคยเสีย (ภาษีเดิม) จะได้รับการบรรเทาภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภาษีใหม่) ในช่วง 3 ปีแรก กล่าวคือช่วงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2565 โดยให้เสียภาษีเท่ากับภาษีเดิมที่เคยเสียรวมกับส่วนต่างของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและภาษีเดิม (ภาษีที่เหลือ) ซึ่งจะถูกปรับลด ดังนี้

นอกจากนี้ กรณีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรมซึ่งบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของ จะได้รับยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในช่วง 3 ปีแรก

 

                             แผนผังแสดงระยะเวลาการจัดเก็บภาษีและการบรรเทาภาระภาษี



สิทธิของผู้เสียภาษี

            ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดสิทธิของผู้เสียภาษีด้านต่างๆ ไว้ดังนี้

  • สิทธิยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการคัดค้านการประเมินภาษี หากมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถคัดค้านภายในกำหนดระยะเวลาได้ (มาตรา 14)
  • สิทธิในการยื่นคำร้องเมื่อเห็นว่าบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง (มาตรา 32)
  • สิทธิในการขอผ่อนชำระภาษี ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 52)
  • สิทธิขอคืนภาษีกรณีที่เสียภาษีไปโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียภาษีเกินกว่าที่ต้องเสีย หากเป็นกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเมินภาษีผิดพลาด มีสิทธิได้รับดอกเบี้ย1% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน (มาตรา 54)
  • สิทธิยื่นคำขอลดหรือยกเว้นภาษีกรณีที่มีเหตุทำให้ที่ดินได้รับความเสียหายหรือสิ่งปลูกสร้างถูกรื้อถอน ถูกทำลาย หรือชำรุดเสียหายจนต้องทำการซ่อมแซมในส่วนสำคัญ (มาตรา 57)
  • สิทธิยื่นคำร้องคัดค้านหรือโต้แย้งการประเมินหรือการเรียกเก็บภาษีที่ดินต่อผู้บริหารท้องถิ่น (มาตรา 73 วรรคแรก)
  • สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์การประเมินภาษี ในกรณีทีไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาคำร้องที่ยื่นต่อผู้บริหารท้องถิ่น (มาตรา 73 วรรคสี่)
  • สิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการชำระภาษีในช่วงมีคำร้องคัดค้านหรือโต้แย้งการประเมินหรือการเรียกเก็บภาษี หรือในระหว่างการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์การประเมินภาษี (มาตรา 73 วรรคห้า)
  • สิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีต่อศาล โดยไม่ต้องรอผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์การประเมินภาษี กรณีที่คณะกรรมการอุทธรณ์การประเมินภาษีไม่วินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา (มาตรา 81 วรรคสี่)
  • สิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์การประเมินภาษีต่อศาล (มาตรา 82)

การยื่นแบบและการชำระภาษี (มาตรา 44, มาตรา 46,มาตรา 49, มาตรา 51 และ มาตรา 53)

                        1.ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะได้รับแจ้งการประเมินภาษีตามร่างกฎหมายฉบับนี้จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในแบบประเมินจะมีรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้ (มาตรา 44)

  • รายการที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง
  • ราคาประเมินทุนทรัพย์
  •  อัตราภาษี
  • จำนวนภาษีที่ต้องชำระ

                        2.ผู้เสียภาษีต้องชำระภาษีตามแบบแจ้งการประเมินภายในเดือนเมษายนของทุกปี (มีเวลาประมาณ 2 เดือนในการเสียภาษี) (มาตรา 46) โดยชำระภาษีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กรณีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในเขตเทศบาล ก็ให้ชำระที่สำนักงานเทศบาล เป็นต้น ทั้งนี้อาจชำระภาษีทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ชำระผ่านธนาคาร หรือวิธีการอื่นใดตามที่กระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด (มาตรา 49 และมาตรา 51)

                        3.หากมีการประเมินภาษีผิดพลาด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทบทวนหรือแก้ไขได้ แต่ห้ามทบทวนหรือแก้ไขเมื่อพ้น 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาการชำระภาษี (มาตรา 53)

                        4.หากที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมีภาษีค้างชำระ จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไม่ได้ โดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องแจ้งกรมที่ดินภายในเดือนมิถุนายน (มาตรา 59)

การขอคืนภาษี (มาตรา 54)

            กรณีที่เสียภาษีไปโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียภาษีเกินกว่าที่ต้องเสีย ไม่ว่าจะโดยความผิดพลาดของตนเองหรือเนื่องจากการประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้เสียภาษีมีสิทธิขอคืนภาษีโดยยื่นต่อผู้บริหารท้องถิ่นโดยยื่นคำร้องภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ชำระภาษี โดยส่งเอกสารประกอบคำร้อง เช่น หลักฐาน คำชี้แจง

            ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่าเป็นการประเมินภาษีผิดพลาด ผู้เสียภาษีมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยที่อัตรา 1% ต่อเดือนหรือเศษของเดือนนับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอคืนจนถึงวันที่คืนเงิน

การอุทธรณ์การประเมินภาษี (มาตรา 73, มาตรา 81 และ มาตรา 82)

            ผู้เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษี โดยมีขั้นตอนดังนี้

                        1.ยื่นคำร้องคัดค้านการประเมินหรือการเรียกเก็บภาษีที่ดินต่อผู้บริหารท้องถิ่นตามแบบที่กำหนดภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษี ผู้บริหารท้องถิ่นจะพิจารณาคำร้องให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องและส่งหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสียภาษี(หากไม่พิจารณาภายในระยะเวลา 60 วันจะถือว่าเห็นชอบกับคำร้องของผู้เสียภาษี)

                        2.หากผู้บริหารท้องถิ่นไม่เห็นด้วยกับคำร้องของผู้เสียภาษี ผู้เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง โดยยื่นอุทธรณ์ต่อผู้บริหารท้องถิ่น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำอุทธรณ์ (อาจขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 30 วัน)

                        3.ต่อมา หากผู้เสียภาษีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี ผู้เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยโดยฟ้องต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย

                        ทั้งนี้ หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี วินิจฉัยอุทธรณ์ไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำอุทธรณ์ หรือภายในกำหนดเวลาที่ขยายออกไปตามที่กล่าวในข้อ 2. ผู้เสียภาษีมีสิทธิฟ้องต่อศาลได้โดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัย โดยต้องฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

มาตรการรับมือกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

            1.กรณีมีที่อยู่อาศัยหลายหลัง ท่านควรพิจารณาให้บ้านที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นบ้านหลังหลัก โดยใส่ชื่อของท่านในทะเบียนบ้านของบ้านหลังที่มีมูลค่าสูงสุด เพราะบ้านหลังหลักจะได้รับยกเว้นภาษีที่ดินสำหรับมูลค่าของฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก กรณีที่ท่านเป็นเจ้าของทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (มาตรา 41 วรรคแรก) หรือได้รับยกเว้นสำหรับมูลค่าของฐานภาษี 10 ล้านบาทแรก กรณีที่ท่านเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่เป็นเจ้าของที่ดิน (มาตรา 41 วรรคสอง)

            2.กรณีมีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ทั้งเพื่อการเกษตรและใช้อยู่อาศัย ท่านควรพิจารณาทำการเกษตรให้ได้อัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด (คาดว่าจะมีการออกกฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดอัตราส่วนดังกล่าวในอนาคต แต่ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะกำหนดให้ต้องใช้เพื่อการประกอบเกษตรกรรมไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมด) เพื่อให้ได้เสียภาษีที่ดินที่อัตราสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เพื่อการเกษตรกรรม ซึ่งต่ำกว่ากรณีที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย หากไม่เข้าเงื่อนไข เจ้าของที่ดินจะต้องเสียภาษีตามสัดส่วนของการใช้ประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 38)

            3.กรณีมีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ใช้ประโยชน์ตามควรแก่สภาพ เจ้าของที่ดินควรพิจารณาทางเลือก คือ

            3.1 นำที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างไปใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมในนามส่วนบุคคลเพื่อยกเว้นภาษี 3 ปีแรก หรือเพื่อให้ได้เสียภาษีที่อัตราต่ำลง ทั้งนี้ ต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (คาดว่าจะมีการออกประกาศเพื่อกำหนดอัตราส่วนการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างซึ่งจะเข้าลักษณะเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เพื่อการเกษตรกรรม)

            3.2 นำไปสร้างเป็นที่อยู่อาศัย เพื่อให้ได้เสียภาษีที่อัตราต่ำลง ทั้งนี้ ต้องพิจารณาเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์หลายประเภทว่าจะมีเกณฑ์การคำนวณภาษีที่ดินอย่างไร (ในเบื้องต้นมีแนวโน้มว่าจะกำหนดให้ต้องใช้เพื่อการอยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมด)

            3.3 นำที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างไปใช้เพื่อการพาณิชยกรรม เพื่อให้ได้เสียภาษีที่อัตราต่ำลงหรือเพื่อป้องกันมิให้ต้องเสียภาษีที่ดินที่อัตราสูงขึ้น 0.3% ทุก 3 ปี (มาตรา 43)

            4.กรณีมีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าฐานภาษีเกิน 50 ล้านบาท มีข้อควรพิจารณา ดังนี้

            4.1 กรณีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาและใช้ประโยชนในการประกอบเกษตรกรรม ไม่ควรพิจารณาโอนเข้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพื่อให้ได้รับยกเว้นภาษีที่ดินสำหรับมูลค่าของฐานภาษี 50 ล้านบาทต่อเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา 40) หรือ (ยกเว้นกรณีมาตรา 96) ที่ยกเว้นภาษีทรัพย์สินเป็นเวลา 3 ปี โดยไม่คำนึงถึงมูลค่า

            4.2 กรณีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชยกรรม เนื่องจากเสียภาษีที่ดินเท่ากันไม่ว่าเจ้าของจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล อาจพิจารณาโอนเข้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเพื่อนำภาษีที่ดินไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

            5.กรณีผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็คงต้องติดตามดูว่าจะมีการออกกฎหมายลำดับรองที่จะยกเว้นหรือลดอัตราภาษีจะมาในแนวทางใดสำหรับที่ดินที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือวิธีการกำหนดอัตราการหักค่าเสื่อมราคาสิ่งปลูกสร้าง

            6.หากท่านมีสัญญาเช่าระยะยาวหรือมีการต่ออายุสัญญา ควรพิจารณาเจรจาเรื่องข้อกำหนดว่าคู่สัญญาฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดชอบชำระภาษีที่ดินเพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทในภายหลังว่าภาษีทรัพย์สินใหม่นี้ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเดิมหรือไม่

ตัวอย่างการเปรียบเทียบภาระภาษีที่ดินที่เกี่ยวข้อง

บทสรุป

                        เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ยังต้องมีการออกกฎหมายลำดับรอง ตราพระราชกฤษฎีกำหนดอัตราภาษีและประกาศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการกำหนดเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ต่างอีก ผู้สนใจควรติดตามอย่างใกล้ชิดแต่โดยรวมๆ แล้วอัตราภาษีที่ดินดังกล่าวนั้นไม่ได้สูงมากนัก การเตรียมตัวก็ไม่ยุ่งยากมากขึ้นเช่นกัน ผมหวังว่าภายหลังการตรากฎหมายไปแล้ว จะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นครับ















เกี่ยวกับนักเขียน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด กูรูด้านภาษี และกฎหมายภาษี มีผลงานการออกหนังสือ พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การควบรวมกิจการ อาทิ 10 ข้อคิด รู้ภาษี ลดภาษี / 10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน โดยวารสารการเงินธนาคาร และอีกหลากหลายทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย เป็นต้น

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน