THE GURU • BUSINESS LAW

กรรมการมืออาชีพ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทของธุรกิจครอบครัวไทย เลือกแบบไหนดี ?

บทความโดย: ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

 

            กรรมการมืออาชีพ หรือกรรมการอิสระ ของธุรกิจครอบครัวจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการพัฒนากลยุทธธุรกิจของธุรกิจครอบครัว สร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการธุรกิจและรักษาความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวให้ดำรงอยู่

            โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้ถือหุ้นให้มีความเข้าใจ การสรรหาหรือการเลือกกรรมการมืออาชีพเข้าทำหน้าที่จะเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะกรรมการเหล่านั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด หรือส่วนใหญ่ นอกเหนือจากความรู้ความสามารถเฉพาะด้านแล้ว กรรมการมืออาชีพเหล่านี้ต้องมีความเป็นผู้ให้คำปรึกษา (Mentor) และเป็นโค้ช (Coach) ให้กับสมาชิกในครอบครัวได้

            ประเด็นที่ธุรกิจครอบครัวที่ไม่สามารถสร้างธุรกิจให้เจริญเติบโตและสืบทอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ส่วนใหญ่ก็เพราะเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง หรือข้อพิพาททางกฎหมายของสมาชิกในครอบครัว และประเด็นที่เป็นข้อพิพาทส่วนใหญ่ก็คือ เรื่องวิธีการแบ่งปันและจัดสรรความเป็นเจ้าของหรือผลประโยชน์ในรูปตัวเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ของสมาชิกในครอบครัว ที่สมาชิกในครอบครัวมักมีความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมหรือยุติธรรมสำหรับตนเอง ระหว่างสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ จึงทำให้การขาดความเชื่อมั่น การขาดความสามัคคีร่วมมือร่วมใจในการทำธุรกิจของครอบครัวให้แข็งแรงและยั่งยืน อย่างน่าเสียดาย

            ในความเห็นผม การมีกรรมการมืออาชีพ (ที่มีคุณลักษณะพิเศษ) ในธุรกิจครอบครัวก็จะเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งและพัฒนาธุรกิจครอบครัวให้เจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน

            เคยมีผลการสำรวจของเจ้าของธุรกิจครอบครัว 204 ครอบครัว และสมาชิกในครอบครัว 408 คน (ผลสำรวจจากหลักสูตร B Smart ของธนาคารกรุงเทพ) พบว่า ข้อพิพาทธุรกิจครอบครัวเกิดจากเรื่องใด และพบว่าข้อพิพาทที่เกิดจากเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์และค่าตอบแทนเพียงแค่ร้อยละ 24 เปรียบเทียบกับร้อยละ 52 ที่เกิดจากการสื่อสารภายในครอบครัวมากที่สุด

            ผมจึงเห็นว่า การคัดเลือกกรรมการมืออาชีพของธุรกิจครอบครัวจะมีความสำคัญในการลดความขัดแย้งของสมาชิกในครอบครัวได้ เพราะกรรมการเหล่านี้สามารถเป็นตัวกลางในการสื่อสารและให้คำแนะนำเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกเหนือจากการที่กรรมการมืออาชีพจะช่วยเหลือแนะนำในการทำธุรกิจให้ได้ดีแล้ว กรรมการมืออาชีพที่สามารถเป็นทั้งผู้ให้คำปรึกษา (Mentor) และโค้ช (Coach) ได้ดีและที่มีความเข้าใจประเด็นธุรกิจครอบครัวนั้นยังสามารถเป็นคนกลางในการลดความขัดแย้งของสมาชิกในครอบครัวตรงประเด็นดังกล่าวได้ดีอีกด้วย

            จากผลการสำรวจหลักสูตร B Smart ของเจ้าของธุรกิจครอบครัว พบอีกว่า ร้อยละ 62 จำเป็นต้องมีกรรมการมืออาชีพ อีกกว่าร้อยละ 33 ยังไม่คิดว่าจำเป็น เพราะสมาชิกในครอบครัวสามารถบริหารได้ และอีกร้อยละ 5 บอกว่าไม่จำเป็นต้องมีกรรมการมืออาชีพ

            กรรมการมืออาชีพนอกจากบทบาทในการชี้แนะแนวทางบริหารธุรกิจแล้ว ก็ยังเป็นบุคคลภายนอกจะสามารถสื่อสารรับฟังปัญหาข้อขัดแย้งของสมาชิกในครอบครัวได้จากทุกฝ่าย และนำข้อขัดแย้งเหล่านั้นไปแก้ไขและเจรจาตกลงให้สมาชิกในครอบครัวลดข้อขัดแย้งลงได้ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนของสมาชิกในครอบครัวที่เป็นประเด็นสำคัญ

            นี่คงเป็นเหตุผลว่า ทำไมธุรกิจครอบครัวไทยถึงอยู่รอดเกิน 3 รุ่น มีน้อย

ธุรกิจครอบครัวต้องการกรรมการมืออาชีพแบบไหน

            จากประสบการณ์การทำงานของผม ผมคิดว่า สมาชิกในครอบครัวที่ทำธุรกิจครอบครัวคงต้องการกรรมการอิสระ (ในฝัน) ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (แต่อาจหายากหน่อย เพราะกรรมการที่มีคุณสมบัติทุกอย่างครบถ้วนคงไปเป็นกรรมการบริษัทใหญ่ๆ เกือบหมดแล้ว แต่ลองไปหาดูครับ)

            (1) มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเงิน, การตลาด, เทคโนโลยี, การปฏิบัติการ, กฎหมาย ที่จะช่วยแนะนำ, กำกับ และเสริมสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทให้เจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน

            (2) มีความเข้าใจความต้องการของสมาชิกในครอบครัวในฐานะผู้ถือหุ้น, กรรมการในทุกด้าน ไม่ว่าด้านความสำเร็จของธุรกิจ, ผลตอบแทน และความมั่งคั่งที่ดีและเหมาะสมของครอบครัว และเรื่องความสัมพันธ์อันดีของครอบครัว

            (3) มีความรู้ที่จะสร้างหรือกำหนดกฎกติกา โครงสร้างการกำกับดูแลธุรกิจครอบครัว (Family Business Governance) เป็นคณะกรรมการ, ฝ่ายบริหาร และที่สำคัญคือ การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมอย่างมืออาชีพ (โดยอาจอาศัยที่ปรึกษาภายนอก) ที่สามารถเป็นเครื่องมือในการกำหนดกฎเกณฑ์ กำหนดอัตราผลประโยชน์ ที่ดีและเหมาะสมในฐานะเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียกับสมาชิกในครอบครัวและฝ่ายจัดการ

            (4) เป็นบุคคลที่สมาชิกในครอบครัวมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำหน้าที่อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของธุรกิจและสมาชิกในครอบครัวโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

            (5) เป็นผู้มีเทคนิคเจรจาในการประนีประนอมที่ดี มีความอดทนในการรับฟังปัญหาของแต่ละฝ่ายและเสนอทางออกทางเลือกหลายๆ ทาง เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้พิจารณาเลือกที่ดีที่สุดกับครอบครัว

            (6) สามารถทำงานร่วมกับคณะกรรมการและฝ่ายจัดการทั่วไปที่เป็นสมาชิกในครอบครัว เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกิจได้ รวมถึงการเตรียมแผนสืบทอดธุรกิจครอบครัวของสมาชิกในครอบครัวได้

            (7) สามารถวิเคราะห์ วางแผน และแก้ไขปัญหาทั้งทางธุรกิจและความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

            (8) สามารถเป็นผู้ให้คำปรึกษา (Mentor) และ โค้ช (Coach) ของสมาชิกในครอบครัวและฝ่ายจัดการทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

ถ้าอยากเป็นกรรมการธุรกิจครอบครัว ควรเตรียมตัวอย่างไร

            ผมเห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การเป็นกรรมการมืออาชีพให้กับธุรกิจครอบครัวเป็นบทบาทที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ผมขอฝากข้อคิดว่า หากอยากเป็นกรรมการมืออาชีพให้ธุรกิจครอบครัวที่ดี ท่านควรเตรียมตัวอย่างไร

            (1) ศึกษาหาความรู้ของธุรกิจครอบครัวที่ท่านจะไปเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษา เพื่อจะนำจุดแข็งหรือประสบการณ์ความรู้ที่ท่านมีอยู่ไปช่วยพัฒนาธุรกิจของครอบครัวให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

            (2) ศึกษาเข้าใจวิธีการสื่อสารและการรับฟังประเด็นความขัดแย้ง และวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาทของสมาชิกในครอบครัว

            (3) ศึกษาด้านจิตวิทยา เข้าใจบุคคลิกภาพ นิสัย ความต้องการ ของสมาชิกในครอบครัวฝ่ายจัดการแต่ละคนอย่างดี โดยศึกษาจากข้อมูล และการพบปะพูดคุยกันกับทุกๆ คนที่เกี่ยวข้อง

            (4) มีความเข้าใจเรื่องการขัดกันทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ของสมาชิกในครอบครัวและบริษัทเป็นอย่างดี และสามารถสื่อสารและอธิบายสมาชิกในครอบครัวให้เห็นถึงผลเสียของการมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับธุรกิจได้เป็นอย่างดี

            (5) ศึกษาวิธีการเป็นผู้ให้คำปรึกษา (Mentor) และโค้ช (Coach) ที่ดีว่ามีศาสตร์และศิลป์อย่างไร

            ผมเชื่อว่า ธุรกิจครอบครัวไทยในปัจจุบันยังมีความต้องการที่จะได้มีกรรมการมืออาชีพที่มีประสบการณ์ และเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาของธุรกิจครอบครัวไทย เพื่อจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืนต่อไป

            ผมคิดว่า กรรมการมืออาชีพของธุรกิจครอบครัวไทยจะเป็นงานอาชีพใหม่ที่ต้องเป็นทั้งผู้ให้คำปรึกษา (Mentor) และโค้ช (Coach) ของสมาชิกในครอบครัวด้วย ที่น่าสนใจสำหรับบุคคลที่มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ และอยากจะลองเข้ามาช่วยเหลือธุรกิจครอบครัวไทยกันครับ

เกี่ยวกับนักเขียน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด กูรูด้านภาษี และกฎหมายภาษี มีผลงานการออกหนังสือ พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การควบรวมกิจการ อาทิ 10 ข้อคิด รู้ภาษี ลดภาษี / 10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน โดยวารสารการเงินธนาคาร และอีกหลากหลายทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย เป็นต้น

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน