THE GURU • BUSINESS LAW

ธุรกิจครอบครัว : แยกหรือรวมดี

บทความโดย: ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

            ผมได้เคยเขียนไว้ในหนังสือ "สูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทยเพื่อการสืบทอดอย่างยั่งยืน" ในบทที่ 3 เรื่อง "รูปแบบของบริษัทธุรกิจครอบครัว : บริษัทโฮลดิ้งหรือธนาคารครอบครัว Family Bank หรือกงสี" ซึ่งนับว่าเป็นบทความที่เจ้าของธุรกิจครอบครัวต่างให้ความสนใจในเรื่องดังกล่าวมากที่สุด และตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมก็จะได้รับคำถามทำนองนี้เสมอว่า การจัดโครงสร้างแบบบริษัทโฮลดิ้งจะทำให้ธุรกิจครอบครัวต้องรวมกันและแยกกันไม่ได้ใช่หรือไม่ และควรให้ลูกหลานแยกกันทำธุรกิจหรือร่วมมือกันทำธุรกิจกัน


            โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อในความจำเป็นของการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของครอบครัวในการร่วมกันทำธุรกิจด้วยเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดสรรความเป็นเจ้าของในหุ้น การกำกับการดูแลกิจการของบริษัทประกอบการ ความเสี่ยงทางกฎหมายและภาษี และแม้หากจะต้องแยกธุรกิจออกจากกัน การจัดโครงสร้างผ่านบริษัทโฮลดิ้งและบริษัทประกอบการก็อาจทำได้ง่ายกว่า โดยความสัมพันธ์บางครอบครัวก็ไม่เสียไป


            ในบทความในหนังสือที่ผมเคยเขียนว่า เจ้าของธุรกิจครอบครัวที่มีลูกหลานหลายๆ คน ไม่ควรแบ่งแยกทรัพย์สินธุรกิจให้ลูกหลานแต่ละคนแยกกันไปทำธุรกิจกันเอง เพื่อจะได้ไม่ทะเลาะหรือมีข้อขัดแย้งกันในการทำธุรกิจ แต่ควรร่วมกันทำธุรกิจโดยผ่านบริษัทโฮลดิ้งและควรมีกฎกติการวมถึงธรรมนูญครอบครัวโดยเฉพาะ มีการกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจของธุรกิจครอบครัวให้ชัดเจน เพราะจะทำให้เกิดความยั่งยืนมากกว่าการแยกกันทำธุรกิจ (ดูรายละเอียดหนังสือ "สูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทยเพื่อการสืบทอดอย่างยั่งยืน" หน้า 125-127)


            เผอิญผมได้อ่านบทความจากหนังสือ Wealth of Wisdom The Top 50 Questions Wealthy Families Ask (Wiley 2019) ในบทความตอนหนึ่งชื่อ Should you stay together as a family or go your separate ways โดย Doug Baumoel ผมคิดว่าเป็นบทความที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับประเด็นดังกล่าว เพราะบทความนี้ได้สรุปแนวคิดว่า สมาชิกในครอบครัวควรแยกกันทำธุรกิจก็ต่อเมื่อเกิดความขัดแย้งหรือมีวิกฤติ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจหลายคนจึงอยากตัดไฟเสียแต่ต้นลม โดยให้สมาชิกในครอบครัวแยกกันทำธุรกิจกันชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น โดยคิดว่าจะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกัน


            ความยากของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า เจ้าของธุรกิจ (รุ่นส่งมอบ) ที่ได้สร้างความสำเร็จและความมั่งคั่ง ไม่ว่าในรูปธุรกิจ ทรัพย์สิน เงินสด แล้วทำให้รุ่นรับมอบหรือทายาทรุ่นต่อมาที่ต้องแชร์ความเป็นเจ้าของร่วมในธุรกิจและประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าว จะนำมาสู่ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวได้ หรือหากไม่มีการแชร์หรือความเป็นเจ้าของร่วมของทรัพย์สิน ก็จะทำให้ความเป็นธุรกิจครอบครัวสืบทอดอยู่ได้อย่างยั่งยืนใช่หรือไม่


            Doug กล่าวไว้ว่า ความรักความผูกพันของสมาชิกครอบครัว จะสามารถทำให้การทำธุรกิจสามารถสืบทอดอยู่โดยในทำนองเดียวกัน หากการที่สมาชิกในครอบครัวที่ต้องใช้หรือแชร์ทรัพย์สินของธุรกิจครอบครัวร่วมกัน จะทำให้รู้สึกว่าต้องมีหน้าที่และเกิดความคับข้องใจของความเป็นครอบครัว ก็นำไปสู่ความแตกแยกหรือความขัดแย้งในครอบครัวได้ในที่สุด


            บทความดังกล่าวระบุว่า การประเมินความรักความผูกพันหรือความเป็นครอบครัว (Family-ness) มีองค์ประกอบที่ว่าความรักความผูกพันของครอบครัวที่มีต่อกันนั้น สามารถใช้ในการประนีประนอม การให้อภัย และการพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงของสมาชิกในครอบครัวนั้นได้เมื่อมีความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในครอบครัวเกิดขึ้นหรือไม่ และหากสมาชิกในครอบครัวทำได้ ธุรกิจครอบครัวก็ควรจะอยู่ร่วมกันแทนที่จะแยกออกจากกัน


            ทั้งนี้ เพราะการทำธุรกิจของครอบครัวย่อมมีข้อขัดแย้งหรือความเห็นต่างกันอยู่เสมอ อาจมีทั้งการตัดสินใจหรือการกระทำของสมาชิกในครอบครัวบางคนที่ไม่เป็นที่พอใจของคนบางคน การที่สมาชิกในครอบครัวตกลงที่จะประนีประนอม การให้อภัย และการเปลี่ยนแปลง จะทำให้การร่วมกันทำธุรกิจต่อไปได้


            การพิจารณาองค์ประกอบของครอบครัว มี 3 องค์ประกอบเพื่อทำธุรกิจครอบครัวร่วมกันมี 3 ข้อคิดคือ


            (1) Share History (การแชร์ประสบการณ์หรือประวัติในอดีตของครอบครัวที่ผ่านมา) ทั้งมุมดี และมุมไม่ดี เพื่อเรียนรู้และปรับปรุง ให้อภัย ประนีประนอม ให้กันและกัน

            (2) Share Vision (การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าอนาคตของธุรกิจครอบครัวคืออะไร) จะก้าวไปสู่ความรุ่งเรืองได้อย่างไร โดยการมีการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน

            (3) Trust (ความเชื่อใจ) ระหว่างสมาชิกในครอบครัว โดยต้องรู้จักสมาชิกในครอบครัวและมีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน


            ซึ่งถ้าองค์ประกอบ 3 ข้อนี้ครบ จากการสื่อสารระหว่างกันก็สมควรร่วมกันทำธุรกิจด้วยกันต่อไป แต่หากเมื่อใดที่สมาชิกในครอบครัวอยากจะแยกธุรกิจออกมา ต้องดูว่าเกิดจากเหตุผลต่อไปนี้หรือไม่ เช่น


            (1) สมาชิกในครอบครัวไม่รู้สึกผูกพันรักใคร่กันและไม่อยากทำอะไรร่วมกันต่อไปอีกแล้ว

            (2) สมาชิกในครอบครัวแม้ยังรู้สึกผูกพันรักใคร่กัน แต่ไม่ชอบวิธีการจัดการทรัพย์สินส่วนกลางหรือส่วนรวม รวมถึงการยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนที่แตกต่างกัน หรือการบริหารธุรกิจของสมาชิกครอบครัวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

            (3) สมาชิกในครอบครัวอยากจะมีอิสระในการดำเนินการและตัดสินใจเฉพาะครอบครัวของตนเอง


            ซึ่งถ้าเกิดเหตุผลได้ถึงหนึ่งในสามเหตุผลข้างต้น สมาชิกในครอบครัวควรย้อนกลับมาพิจารณาว่าจะนำองค์ประกอบของครอบครัว 3 ข้อดังกล่าวเรื่อง Share History, Share View และ Trust มาเพื่อพิจารณาอีกครั้งก่อนจะแยกกันทำธุรกิจ


            ผมไม่เชื่อในเรื่องการแยกธุรกิจออกจากกันตราบใดมีกฎกติกาการกำกับดูแลกิจการและโครงสร้างที่เหมาะสม แต่หากจำเป็นต้องแยกธุรกิจออกมา ก็อย่าทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวต้องแตกแยกหรือสิ้นสุดลงด้วย


            การแยกธุรกิจหรือแบ่งทรัพย์สินออกจากกัน ควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่สมาชิกครอบครัวยังคงสามารถรักษาความสัมพันธ์ของครอบครัวได้ เพราะทรรศนะความเห็นเรื่องความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งในการทำธุรกิจก็บริหารจัดการได้ การแยกทรัพย์สินหรือธุรกิจก็อาจจะมีประเด็นในเรื่องกฎหมาย การตีราคา ภาระภาษี ซึ่งหากมีการจัดโครงสร้างที่ดีก็สามารถทำให้การแยกการทำธุรกิจออกมาโดยสมาชิกในครอบครัวยังคงมีส่วนร่วมในการรักษาความสัมพันธ์ของครอบครัวต่อไปได้


            การมีบริษัทโฮลดิ้งอาจจะเป็นทางออกอีกทางหนึ่งในการแยกธุรกิจออก โดยบริษัทโฮลดิ้งยังคงเป็นแกนกลางในการดูแลความสัมพันธ์ทางครอบครัว โดยนำเงินปันผลมาดูแลสวัสดิการและความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย ส่วนบริษัทประกอบการอาจเป็นเรื่องของสมาชิกในครอบครัวที่อยากทำงานร่วมกัน ทำงานไปเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ทั้งนี้ การจัดอัตราส่วนการถือหุ้นก็เป็นเรื่องที่ต้องเจรจากำหนดกันต่อไป

            ความสามัคคีและความรักกันของสมาชิกในครอบครัว จะเป็นปัจจัยในความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวที่จะสืบทอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่นแน่นอน.

เกี่ยวกับนักเขียน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด กูรูด้านภาษี และกฎหมายภาษี มีผลงานการออกหนังสือ พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การควบรวมกิจการ อาทิ 10 ข้อคิด รู้ภาษี ลดภาษี / 10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน โดยวารสารการเงินธนาคาร และอีกหลากหลายทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย เป็นต้น

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน