THE GURU • BUSINESS LAW

วิสาหกิจเพื่อสังคม แนวคิดใหม่ในการทำธุรกิจเพื่อสังคม

บทความโดย: ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

                    ในอดีตหากการทำกิจการเพื่อสังคมและการกุศลที่ไม่มุ่งแสวงหากำไร มักจะอยู่ในรูปของสมาคมหรือมูลนิธิ ซึ่งแหล่งที่มาของรายได้นั้นไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนต้องอาศัยเฉพาะเงินบริจาค ค่าบำรุงสมาชิก เป็นต้น   ดังนั้น แนวคิดเรื่อง "วิสาหกิจเพื่อสังคม" จึงเกิดขึ้น เพื่อส่งเสริมผู้ที่ประกอบธุรกิจในเชิงการค้าที่สามารถสร้างรายได้และผลกำไรอย่างยั่งยืน โดยต้องการนำผลกำไรเหล่านั้นมาแบ่งปันได้ไม่เกิน 30% และส่วนที่เหลือไปใช้ในกิจการที่สำคัญของสังคมโดยแท้จริงหรือผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มุ่งแบ่งปันผลกำไรในการทำเพื่อสังคม จึงมีการตรากฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562 ("พระราชบัญญัติฯ") (ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562)

                    ตามพระราชบัญญัติฯ "วิสาหกิจเพื่อสังคม" คือ บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือกลุ่มกิจการเพื่อสังคมที่เป็นบุคคลธรรมดากลุ่มบุคคลชุมชนหรือนิติบุคคลอื่นได้ ซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายสินค้า หรือการบริการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ และได้รับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติฯ ทั้งนี้ วิสาหกิจเพื่อสังคมมี 2 ประเภท

                    1.วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสงค์จะแบ่งปันกำไรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นไม่เกิน 30% ของกำไรทั้งหมด หลักเกณฑ์คือ ต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 50% มาจากการจำหน่ายสินค้าหรือการบริการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

                    2. วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่ประสงค์จะแบ่งปันกำไรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น วิสาหกิจเพื่อสังคมประเภทนี้อาจมีรายได้น้อยกว่า 50% มาจากการจำหน่ายสินค้าหรือการบริการก็ได้ กล่าวคือ วิสาหกิจเพื่อสังคมนี้อาจมีรายได้ที่มาจากการบริจาคหรือเงินลงทุนที่มีอยู่ได้


                    เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิด ห้ามมิให้บุคคลใดใช้คำว่า "วิสาหกิจเพื่อสังคม" ในชื่อกิจการ เว้นแต่จะได้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติฯ นี้

ทั้งนี้ วิสาหกิจเพื่อสังคมต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการตามข้อใดข้อหนึ่งคือ

                    1. เพื่อส่งเสริมการจ้างงานแก่บุคลผู้สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ

                    2. แก้ไขปัญหาหรือพัฒนาชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม

                    3. เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่นหรือคืนประโยชน์แก่สังคม

                    ทั้งนี้ คำว่า "สังคม" นั้น ในชั้นกรรมาธิการได้ระบุให้ชัดเจนว่า ให้หมายรวมถึงการสาธารณสุข ศึกษา ความยากจน การท่องเที่ยวด้วย และอาจมีประกาศเพิ่มเติมโดยรัฐมนตรีกำหนดได้

                    นอกจากนี้ ภาครัฐยังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ วิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อเป็นการส่งเสริมอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้มีมาตั้งแต่ปี 2559 โดยวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะต้อง

                    1.มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยมุ่งส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่นที่วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งอยู่ หรือมีเป้าหมายในการจัดตั้ง ตั้งแต่แรกเริ่มในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาชุมชนสังคม หรือสิ่งแวดล้อม

                    2.โดยมิได้มุ่งสร้างกําไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน และนําผลกําไรไม่น้อยกว่า 70% ไปลงทุนในกิจการของตนเอง หรือใช้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ยากจน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่นๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศกําหนด

ขั้นตอนการก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม



 

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ (ตามกฎหมายเดิม พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 621)

1.สิทธิประโยชน์ทางภาษีของวิสาหกิจเพื่อสังคม

2.สิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้ถือหุ้นในวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เป็นนิติบุคคล (ผู้ลงทุนนิติบุคคล)

3.สิทธิประโยชน์ทางภาษีของนิติบุคคลผู้บริจาคเงินและทรัพย์สินให้วิสาหกิจเพื่อสังคม





เงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

1.จัดตั้งขึ้นมาโดย

1.1  ประกอบกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยมุ่งส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่นที่วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งอยู่ หรือมีเป้าหมายในการจัดตั้งตั้งแต่แรกเริ่มในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนสังคม หรือสิ่งแวดล้อม

1.2  ต้องนําผลกําไรไม่น้อยกว่า 70% ไปลงทุนในกิจการของตนเอง หรือใช้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ยากจน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่นๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกําหนด

2.ชื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องมีคำว่า "วิสาหกิจเพื่อสังคม" อยู่ในชื่อบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น

3.ไม่มีการจ่ายเงินปันผลและเงินลดทุนเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน

4.ไม่มีการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการ เว้นแต่การโอนทรัพย์สินตามที่อธิบดีประกาศ

5.ไม่เป็นคู่สัญญากับผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วน และไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนใดๆ ให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนรวมถึงบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน เว้นแต่เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด เช่น เป็นการขายหรือให้บริการโดยมีค่าตอบแทนตามราคาตลาด

6.ไม่เปลี่ยนแปลงประเภทการประกอบกิจการจากกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นการประกอบกิจการอื่นก่อนครบสิบรอบระยะเวลาบัญชี นับตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่ได้รับอนุมัติ

7. ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขอื่นที่อธิบดีประกาศกำหนด

            เมื่อพระราชบัญญัติฯ มีผลใช้บังคับแล้ว กฎเกณฑ์ที่เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ นี้ ที่ให้การส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม มากกว่าที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 621 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัติฯ มีดังนี้

1.ความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุน

2.สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร

3.สิทธิประโยชน์ตามมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

4.สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอื่น

5.สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรแก่ผู้ที่ให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคม เฉพาะการบริจาคเงินให้แก่กองทุนหรือให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคม

 ผลกระทบของพระราชบัญญัติฯ ต่อวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับอนุมัติแล้ว

            บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ที่เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติฯ นี้ใช้บังคับ จะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติฯนี้ ภายใน 180 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยหน่วยงานที่จะรับรองการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม จะให้คณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (คกส.) ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) ซึ่งจะต้องจัดตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติฯ นี้ ใช้บังคับ

            ผมเชื่อว่า การใช้กลไกการใช้บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมจะเป็นรูปแบบที่สำคัญในการพัฒนาสังคมลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาประเทศในระยะยาวพร้อมกับการปรับปรุงมาตรการสิทธิประโยชน์ภาษีของบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทธุรกิจครอบครัวที่อยากทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมให้เหมาะสม

เกี่ยวกับนักเขียน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด กูรูด้านภาษี และกฎหมายภาษี มีผลงานการออกหนังสือ พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การควบรวมกิจการ อาทิ 10 ข้อคิด รู้ภาษี ลดภาษี / 10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน โดยวารสารการเงินธนาคาร และอีกหลากหลายทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย เป็นต้น

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน