THE GURU • CRYPTOCURRENCY

ถึงยุครุ่งเรืองของสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว

บทความโดย: นเรศ เหล่าพรรณราย

ถึงยุครุ่งเรืองของสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว

          ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา สินทรัพย์ดิจิทัล ถือเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้ที่สุด อย่างเช่นบิทคอยน์ที่ปรับตัวขึ้นมาถึง 40% ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลมีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจนในปีนี้

          แต่ยังมีอีก 5 เหตุผลที่บ่งบอกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นแนวโน้มกระแสหลัก (Mega Trend) ในปีนี้และในอนาคต ซึ่งเป็นการเติบโตที่อยู่บนพื้นฐานการใช้งานจริง มากกว่าการเก็งกำไรเหมือนเมื่อสามปีก่อน

การ Tokenization และ Securities token

         แม้บิทคอยน์และเงินดิจิตอลอื่นๆจะเริ่มมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ในภาวะตลาดขาลง วอลลุ่มซื้อขายก็ไม่ได้ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่อยู่สินทรัพย์การลงทุนแบบดั้งเดิมหรือ Traditional Asset แล้ว ยังถือว่าเล็กมาก รวมๆแล้วมาร์เกตแคปของเงินดิจิตอลทั้งหมดยังเล็กกว่าความมั่งคั่งของ Jeff Bezos เจ้าของ Amazon ด้วยซ้ำ

          แต่ถ้าหากกระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัลหรือ Tokenize รวมถึงการระดมทุนด้วยรูปแบบ STO (Securities Token Offering) ได้รับการรองรับและมีกฎหมายรับรอง จะทำให้เม็ดเงินมหาศาลจากสินทรัพย์ดั้งเดิมบางส่วนไหลเข้ามาในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งขณะนี้หลายๆประเทศกำลังพิจารณากฎหมายดังกล่าวอยู่ หากผ่านออกก็จะทำให้มาร์เกตแคปของสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตได้อีกหลายเท่า

          ประเทศไทยเองได้มี ... สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งรับรองผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งเวบเทรดและ ICO Portal ซึ่งอนุญาตให้ออกโทเคนประเภท Investment Token ได้ คาดว่าจะเริ่มเกิดการระดมทุนได้ในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป

เงินดิจิตอล สกุลหลักๆเริ่มมีการเติบโตที่ชัดเจน

          ที่ผ่านมาผู้คนทั่วไปมักจะรู้จักเงินดิจิตอลเฉพาะบิทคอยน์ จนทำให้คิดไปว่าบิทคอยน์คือทั้งหมดของเงินดิจิตอล ทั้งที่จริงแล้วยังมีเงินดิจิตอลอื่นๆอีกมากที่กำลังเติบโตในแง่ของพื้นฐานการใช้งาน

          ตัวอย่างเช่นเหรียญ XRP ซึ่งสร้างขึ้นโดยบริษัท Ripple ถูกนำไปใช้งานโดยธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งทั่วโลกเนื่องจากมีคุณสมบัติในการโอนเงินระหว่างประเทศที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำ รวมถึงเหรียญ ETH หรือ Ethereum จากเดิมที่ถูกนำมาใช้ในการทำ ICO ก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้ในการ Backup โปรเจคท์ Decentrlalized Finance (Defi) ซึ่งปัจจุบันมีเม็ดเงินอยู่ในนั้นกว่า 1,000 ล้านเหรียญแล้ว

          นอกจากนี้ยังมีโปรเจคท์ทางด้านบล็อกเชนจำนวนมากที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยนำมาใช้งานจริง โดยเฉพาะธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศ การที่เงินดิจิตอลสกุลอื่นๆได้รับการยอมรับและนำมาใช้งานจริง จะช่วยให้สินทรัพย์ดิจิทัลมีการเติบโตที่ยั่งยืน

บล็อกเชนถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม

          แม้เงินดิจิตอลยังเป็นคำถามว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเองหรือเป็นเพียงการเก็งกำไร แต่บล็อกเชนได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงในหลายอุตสาหกรรมมานานหลายปีแล้วโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเงินด้วยคุณสมบัติหลักที่ทำงานโดยไม่มีตัวกลางและช่วยเพิ่มความโปร่งใสเนื่องจากไม่มีใครที่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่อยู่ในบล็อกเชนได้ ทำให้หลายอุตสาหกรรมเริ่มนำบล็อกเชนมาใช้งาน

          เช่น วงการพลังงานได้นำบล็อกเชนมาใช้ซื้อขายพลังงาน วงการโลจิสติกส์นำมาใช้ในการพิสูจน์สินค้านำเข้าส่งออก แม้กระทั่งวงการกีฬาก็นำมาใช้พิสูจน์ตั๋วชมการแข่งขันปลอม

          การที่บล็อกเชนถูกนำมาใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตไปได้เนื่องจากทั้งสองเทคโนโลยีทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวกัน หลายธุรกิจที่นำบล็อกเชนมาใช้ก็สามารถสร้างเงินดิจิตอลของตัวเองขึ้นมาใช้ภายใน Eco System ของตัวเองได้

การมาของเงินดิจิตอลของธนาคารกลาง (CBDC)

          ในการประชุม World Economic Forum ที่ผ่าน หัวข้อหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาถกกันนั้นคือการสร้างสกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลางหรือ CBDC ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่และจะใช้กฎหมายใดมารองรับ ขณะที่ธนาคารกลางใหญ่ๆของโลกทั้ง ECB,BOJ แม้แต่ FED กำลังเริ่มศึกษาการสร้างสกุลเงินดิจิตอลของตัวเอง ไม่นับธนาคารกลางของชาติเล็กๆจำนวนมากอย่าง เวเนซูเอล่า  บาฮามาส กัมพูชา ภูฐาน ฯลฯ ที่ได้สร้างเงินดิจิตอลของธนาคากลางเป็นของตัวเองไปแล้ว

          ที่ต้องจับตาคือการเกิดขึ้นของหยวนดิจิตอลหรือสกุลเงินดิจิตอลของประเทศจีนที่มีกำหนดจะเปิดตัวในปี 2563 นี้ ถือเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญที่ทำให้ทุกชาติหันมาศึกษาเรื่องของ CBDC แม้กระทั่งโปรเจคท์ Libra ของ Facebook ก็ทำให้ทุกชาติต้องหันมามองผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

          คาดว่าปีนี้จะได้เห็นการเคลื่อนไหวสำคัญของสกุลเงินดิจิตอลแห่งชาติหรือ CBDC ที่น่าจะเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก แม้จะอยู่ในระบบปิด แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

          สถาบันการลงทุนเริ่มเข้ามาอย่างจริงจัง

          บริษัทจัดการลงทุนชั้นนระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น CME ซึ่งเป็นตลาดออนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก BAKKT ซึ่งเป็นบริษัทลูกของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค เริ่มพัฒนาและให้บริการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับบิทคอยน์ Fidellity หนึ่งในบริษัทจัดการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มให้บริการดูแลทรัพย์สินดิจิทัล เห็นได้ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้

          ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาให้มีรูปแบบคล้ายกับสินทรัพย์การลงทุนปกติมากขึ้น เช่น การมีตราสารอนุพันธ์,การเกิดขึ้นของ Crypto Hedge Fund รวมถึง Algorithm Trading จะช่วยให้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน

          การที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน การนำเงินดิจิตอลและบล็อกเชนมาใช้งานจริง ทำให้ภาพของเงินดิจิตอลที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงการเก็งกำไรเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นและมีแนวโน้มที่เม็ดเงินจาก Traditional Asset จะไหลมาอยู่ใน Digital Asset มากขึ้นในอนาคต ซึ่งโอกาสการเติบโตยังมีอีกนับหลายร้อยเท่า

เกี่ยวกับนักเขียน

นเรศ เหล่าพรรณราย Co-Founders SCN Media Pte.Ltd และ Novum Global Technologies Pte.Ltd ฟินเทคด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล คอลัมนิสต์ด้าานฟินเทคและเงินดิจิทัล วิทยากรด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล Bitkub.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน