THE GURU • EXECUTIVE COACHING

ผู้บริหารกับการโค้ชตัวเอง

บทความโดย: พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล


 "เราเป็นตัวเราในแบบที่ดีขึ้นได้เสมอ ถ้าเรารู้ตัวและต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง"

 

          ผู้บริหารในระดับต้นๆ มักจะเติบโตด้วยจุดเด่นในด้านเก่งงาน เพราะต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวสูง แต่เมื่อก้าวสู่ในตำแหน่งที่มีความสำคัญมากขึ้น ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพกับผู้คนแบบ 360 องศา

 

          สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับผู้บริหารเรื่องหนึ่งก็คือ การไม่รู้ตัวหรือไม่ยอมรับในจุดบกพร่องของตัวเอง คนที่ยิ่งอยู่สูง ก็ยิ่งไม่มีใครกล้าบอก หรือสะท้อนกลับให้รู้ บางคนก็อาจจะเข้าใจว่าตนเองดีที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรต้องพัฒนาอีก

            ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดกลางคนหนึ่ง เพื่อประเมินศักยภาพก่อนเข้ารับการโค้ช โดยให้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับทักษะการบริหารด้านต่างๆ สิบกว่าข้อ แต่ละข้อให้คะแนนจาก 1-10 ปรากฏว่า เธอให้คะแนนตัวเองเต็ม 10 ทุกข้อ เธอให้เหตุผลว่า ถ้าเธอไม่มีทักษะที่ยอดเยี่ยมทุกอย่าง เธอจะก้าวหน้ามาถึงตำแหน่งปัจจุบันได้อย่างไร นี่เป็นตัวอย่างของความเชื่อมั่นในตนเองที่อันตราย

            ผู้บริหารในระดับต้นๆ มักจะเติบโตด้วยจุดเด่นในด้านเก่งงาน เพราะต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวสูง แต่เมื่อก้าวสู่ในตำแหน่งที่มีความสำคัญมากขึ้น ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพกับผู้คนแบบ 360 องศา ความท้าทายจะเทน้ำหนักมาที่ทักษะด้านคนและแนวคิดเชิงกลยุทธ์มากกว่าเพราะต้องบริหารเจ้านาย บริหารลูกน้อง บริหารเพื่อนร่วมงาน และบริหารผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ในสังคมข้างนอกการสร้างความเติบโตในหน้าที่การงาน จึงมีปัจจัยที่ต้องพัฒนาหลายด้าน

 

วัตถุประสงค์การโค้ชตัวเอง

            ก็เพื่อช่วยฝึกให้เรามีจิตสำนึกที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เข้าใจตัวเองดีขึ้น รู้จักสังเกตอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง สามารถนำศักยภาพที่ดีที่สุดออกมาใช้ มีความเชื่อมั่นและเข้มแข็งจากภายใน และมีแนวทางในการรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้นำที่ต้องบริหารตนเองให้ดีก่อนจะไปบริหารผู้อื่น

 

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะโค้ชตัวเองตลอดเวลา

          ไม่ใช่ทำงานหนักขึ้น แต่ทำด้วยความฉลาดมากขึ้น มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า มีพลังที่จะลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเพียงไร ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับทัศนคติ ความเชื่อ และนิสัยที่เราบ่มเพาะมาช้านาน แต่ไม่มีใครที่จะสายเกินไปที่จะพัฒนาตนเอง ไม่ว่าเราจะเดินทางมาถึงอายุเท่าไรก็ตาม ตราบใดที่เรามีความฝัน ความหวัง ชีวิตก็จะก้าวเดินต่อไป

 

การโค้ชตัวเองที่มีประสิทธิภาพ ต้องฝึกพื้นฐานในการทำงานกับตัวเองอย่างอิสระ

            โดยต้องปรับแนวคิด ทัศนคติ และฝึกให้เป็นอุปนิสัยประจำตัว ในเรื่องที่สำคัญๆ ดังนี้

             1.พิจารณาตนเองอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีอคติ คนเรามักจะเข้าข้างตัวเอง และไม่ยอมรับในจุดอ่อนที่ควรปรับปรุง บางครั้งก็ต้องพึ่งพาคนอื่นช่วยสะท้อนกลับให้เราเห็นฉะนั้น ประเด็นแรกที่ต้องฝึกเพื่อที่จะโค้ชตัวเองให้ได้ คือพิจารณาทำความรู้จักตัวเองอย่างตรงไปตรงมาถามคำถามและตอบตัวเองอย่างไม่มีอคติ

            แม้ว่าจะเป็นคำถามที่ตอบยากก็ตามจนเกิดความตระหนักรู้ เข้าใจตัวเองว่ามีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง มีอารมณ์ความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร สิ่งที่จูงใจหรือทำลายกำลังใจมีอะไรบ้าง เป็นต้น การยอมรับตัวเองในปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อจะได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ควรจะปรับเปลี่ยนในอนาคต

            2.มีความจูงใจที่จะเปลี่ยนแปลง ปัญหาของคนไม่น้อยคือ รู้ว่าควรทำอะไร แต่ก็ไม่ทำสักที เพราะมีความจูงใจในตนเองไม่พอที่จะขับเคลื่อน

            การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม ถ้าเราไม่เต็มใจหรือไม่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ย่อมไม่มีผลลัพธ์อะไรเกิดขึ้นฉะนั้น ต้องฝึกนิสัยให้มีความมุ่งมั่น มีวินัย ตั้งใจจัดสรรเวลาลงมือทำสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง และสร้างระบบติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอจำไว้ว่าการสร้างนิสัยใหม่ๆ ต้องใช้เวลาและมีความอดทน

           3.ประเมินสิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับตนเอง ด้วยความซื่อสัตย์และรอบคอบ คนที่ทำงานในองค์กรในบทบาทของผู้นำ ย่อมต้องประสบกับปัญหาที่ท้าทายอยู่เสมอ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และธุรกิจก็เผชิญกับการแข่งขันรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยการสร้างความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานทุกวันนี้ ก็ต้องแข่งขันเช่นกัน

            ฉะนั้น ผู้บริหารต้องไม่ประมาทด้วยการทำสิ่งเดิมๆ แต่ต้องเตรียมหากลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อปรับตัวอย่างต่อเนื่องทำงานในเชิงรุกและประเมินความพร้อมอยู่เสมอ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การพัฒนาตนเองให้ก้าวทันกับกระแสเศรษฐกิจยุคใหม่ มีทักษะที่จำเป็นโดยไม่ตกยุค

           4.ฝึกเจริญสติให้อยู่กับปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อให้รู้ทันความคิด รู้ทันอารมณ์ความรู้สึกไม่ตกเป็นทาสของสิ่งยั่วยุต่างๆ คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูง มีสมาธิ จะควบคุมตัวเองได้ดี มีปัญญาในการวิเคราะห์และตัดสินใจ มีกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะพัฒนาตนเองด้วยความเพียรพยายาม

 

ประโยชน์จากการโค้ชตัวเอง

            เมื่อหมั่นทบทวนตัวเองอย่างซื่อสัตย์และจริงใจด้วยแนวทางทั้ง 4 ข้อดังกล่าว เราก็จะมีโจทย์ที่จะทำงานกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง ชีวิตมีเป้าหมายที่ชัดเจน และทุกๆ วันมีคุณค่า ต่อแต่นี้ไป หากประสบกับปัญหาไม่ว่าด้านการงานหรือส่วนตัว หรือรู้สึกไม่สบายใจ ท้อแท้เบื่อหน่าย ก็ให้วิเคราะห์ดูว่ามีต้นเหตุมาจากเรื่องอะไร เราต้องการให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร มีวิธีอะไรที่นำเราไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้บ้าง และลงมือทำทันที

            ระหว่างทางก็คอยสร้างแรงจูงใจไปในทางบวก เมื่อความสำเร็จค่อยๆ ปรากฏให้เห็นคืบหน้าไปทีละเล็กละน้อย ความเชื่อมั่นก็จะเพิ่มขึ้นมีกำลังใจที่จะเรียนรู้ ฝึกฝน พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นที่พึ่งของตัวเองได้ และมีความยินดีที่จะช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

          ผู้บริหารที่ฝึกตนดีแล้ว ย่อมมีพลังทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์เป็นผู้นำที่เปี่ยมด้วยบารมี สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นได้

เกี่ยวกับนักเขียน

พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล CPA & Executive Coach / โค้ชผู้บริหาร เพื่อความสุขและความสำเร็จ อดีต CFO ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินในองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติมากกว่า 30ปี ในธุรกิจหลายประเภท ให้การปรึกษาและฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และเป็น “Licensee” ของ “LMI” - Leadership Management International Inc. ในการอำนวยการเรียนรู้หลักสูตรด้านพัฒนาผู้นำระดับสากล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน