THE GURU • EXECUTIVE COACHING

ผู้นำในภาวะวิกฤติ

บทความโดย: พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล

            ในภาวะที่สภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางลบจะเป็นบททดสอบความสามารถของผู้บริหาร เฉพาะผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำสูงเท่านั้น จึงจะสามารถแก้ปัญหาและหาทางออกเพื่อนำพาองค์กรและธุรกิจให้ผ่านวิกฤติไปด้วยดี

            จากเหตุการณ์ที่มีโรคระบาด COVID 19 ไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย สร้างความเสียหายต่อชีวิตผู้คน และตามมาด้วยความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ณ ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะทวีความวิกฤติไปอีกนานแค่ไหน และมีผลกระทบเพียงไร

            ผู้นำจึงต้องบริหารงานอยู่บนความไม่แน่นอนและคาดการณ์ไม่ได้ ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อประคับประคองทุกอย่างให้เสียหายน้อยที่สุด ขณะเดียวกัน ก็มีภารกิจที่ต้องฟื้นฟูกิจการเมื่อภาวะวิกฤติจบสิ้นลง

            ภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ ผู้นำต้องมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากสถานการณ์ปกติในด้านใดบ้าง คุณสมบัติที่จำเป็นที่สุดก็คือ ทักษะในการบริหารภาวะวิกฤติ (Crisis Management) ซึ่งเป็นกระบวนการที่รับมือกับผลกระทบของเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด อันก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ

            ผู้นำต้องมีแนวคิดในการรับมือกับภาวะวิกฤติ (Crisis Mindset) นั่นคือ ความสามารถในการประเมินสถานการณ์หลายๆ แบบ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ขณะเดียวกัน ก็สามารถหาทางออกได้หลายๆ ทาง เพื่อลดความสูญเสีย และพลิกวิกฤติเป็นโอกาสให้ได้มากที่สุด

 

กลยุทธ์การบริหารภาวะวิกฤติ

            จากข้อคิดและประสบการณ์ของผู้บริหารระดับโลกหลายๆ ท่าน กลยุทธ์ที่น่าจะนำมาเป็นตัวอย่างได้ พอสรุปได้ดังนี้ :

            1. เผชิญกับความจริงยอมรับความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าจะเจ็บปวด เราจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ถ้าเราไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ฉะนั้น ผู้นำต้องประเมินธุรกิจด้วยสายตาที่สดใหม่ ตรวจสอบสุขภาพของธุรกิจอย่างละเอียดรอบคอบ และตัดสินใจว่า มีอะไรต้องแก้ไข มีอะไรต้องดูแลให้แข็งแรงยิ่งขึ้น และมีอะไรต้องละทิ้งไป ผู้นำที่หลีกเลี่ยงการรับรู้ความจริงมีโอกาสที่จะประสบความล้มเหลวสูงมาก

            2. ต้องไม่กลัวที่จะเปลี่ยนจากวิธีการเดิมๆที่เคยประสบความสำเร็จ ให้ตัดสินใจอยู่บนความเป็นจริงที่ประสบอยู่ ณ ตอนนี้อย่าไปทึกทักว่า สิ่งที่เคยใช้ได้ผลในอดีต จะใช้ได้ผลในอนาคต องค์กรจะต้องเน้นการปรับตัวที่รวดเร็ว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและสภาวะตลาด

            3. ต้องสื่อสารในองค์กรอย่างเปิดเผยด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความเชื่อมั่น เพื่อให้ทีมงานรู้ว่าความทุ่มเทพยายามของเขามีส่วนช่วยองค์กรได้อย่างไร และผู้นำต้องแสดงบทบาทในเชิงรุก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

            4. ควรคาดการณ์สิ่งที่เลวร้ายที่สุดแม้ว่าขณะนี้ปัญหาจะหนักอยู่แล้ว แต่อาจจะเลวร้ายลงได้อีก ไม่ใช่เวลาที่จะมองโลกในแง่ดี ปัญหาอาจจะไม่ได้หายไปง่ายๆ จึงไม่ควรประเมินต่ำเกินไปต้องมองหาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน และกำหนดกลยุทธ์สำหรับอนาคตภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

            5. ต้องสะสมเงินสดไว้ให้มากที่สุด วิเคราะห์การใช้เงินด้วยความรอบคอบ บริหารต้นทุนด้วยวิธีที่ฉลาด ในภาวะวิกฤติ เงินสดคือพระเจ้า คำถามหลักคือ องค์กรมีเงินสดเพียงพอที่จะอยู่รอดในช่วงเวลาที่ประสบปัญหาได้หรือไม่

            6. อย่ายอมเสียโอกาสในการนำวิกฤติมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในภาวะปกติ คนมักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงแต่ในยามวิกฤติ ผู้นำมีโอกาสที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือจากทุกคนจึงควรเอาจริงเอาจังในการปรับโครงสร้างองค์กรให้แข็งแกร่ง ปรับกระบวนการดำเนินงานต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

ภาวะผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จ

            ทีมงานบางคนอาจจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องด้วยความกลัวต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคย หรือลังเลไม่กล้าตัดสินใจ หรือขาดข้อมูลไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ฉะนั้น หน้าที่ของผู้นำคือ ช่วยให้ทีมงานก้าวข้ามความกลัวการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มความเชื่อมั่น เช่น

            1. สร้างบรรยากาศให้ตระหนักถึงความเร่งด่วน เน้นให้เห็นความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง ชี้ให้เห็นว่าถ้าเนิ่นช้า อะไรอาจจะเสียหายได้บ้าง ผลกระทบเป็นอย่างไรและการเปลี่ยนแปลงมีประโยชน์อย่างไร

            2. สื่อสารวิสัยทัศน์ ทิศทางขององค์กร กลยุทธ์ใหม่ๆที่จะนำมาใช้ และผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้น เช่น อะไรคือ ความจำเป็น/ความท้าทาย/โอกาส ที่เราต้องเผชิญใน 6 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้า อะไรคือเรื่องเร่งด่วนที่มีความสำคัญในระยะสั้น

            3.ให้สมาชิกในทีมมีส่วนร่วมในภารกิจซึ่งจะได้ประโยชน์จากความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อปัญหา และความรู้เรื่องระบบการปฏิบัติงานประจำวันขององค์กร นอกจากนี้ พวกเขาจะได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนต่างๆ ในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

            4. สร้างสภาวะแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยเพราะสมาชิกอาจจะไม่มั่นใจว่าพวกเขาจะเสี่ยงกับความล้มเหลวหรือไม่ ผู้บริหารจึงควรจัดระบบที่ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้กำลังใจ อดทนต่อข้อผิดพลาดหรือล้มเหลว ใช้วิธีการโค้ช แทนการตำหนิ หรือกล่าวโทษ เป็นต้น

            5. พัฒนาทีมงานให้มีทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นต้องมี เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงให้ผลประโยชน์ส่วนตัวกับทีมงานได้มีโอกาสเติบโตเช่นกัน

            6. ผู้นำต้องแสดงตนเป็นตัวอย่างที่ดี ถ้ามีอะไรที่ควรเสียสละ ตัวผู้นำเองควรจะเสียสละมากที่สุด

 

ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสับสนและไม่แน่นอนหลายอย่างอยู่เหนือการควบคุมของเราทุกคน จึงควรใช้เวลาและพลังกายใจ ทุ่มเททำในสิ่งที่เราควบคุมได้ สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์เพื่อนำองค์กร ธุรกิจ พนักงาน และสังคมโดยรวม ให้ผ่านวิกฤติไปด้วยดีและเจริญเติบโตต่อไป

เกี่ยวกับนักเขียน

พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล CPA & Executive Coach / โค้ชผู้บริหาร เพื่อความสุขและความสำเร็จ อดีต CFO ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินในองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติมากกว่า 30ปี ในธุรกิจหลายประเภท ให้การปรึกษาและฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และเป็น “Licensee” ของ “LMI” - Leadership Management International Inc. ในการอำนวยการเรียนรู้หลักสูตรด้านพัฒนาผู้นำระดับสากล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน