THE GURU • EXECUTIVE COACHING

การสร้างผู้นำแห่งอนาคต

บทความโดย: พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล

            แม้ว่าเรากำลังเข้าสู่ยุค Technology Disruption เชื่อว่า สิ่งที่สร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในยุคนี้ก็คือ เรื่องคน เพราะท่ามกลางกระแสความกดดันจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี องค์กรที่อยู่รอดได้ต้องอาศัยผู้นำที่สามารถนำพาทีมงานให้ปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา ความรู้ประสบการณ์ที่เคยใช้ได้ผลในอดีต อาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป

            คนถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่สำคัญ หากองค์กรสามารถสรรหาคนที่มีความสามารถและพรสวรรค์เข้ามาทำงาน และพัฒนาให้พวกเขาเจริญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ สุดท้ายแล้ว คนเหล่านั้นจะเป็นผู้นำที่กำหนดอนาคตขององค์กรนั้นๆ ฉะนั้น การสร้างผู้นำแห่งอนาคต จึงเป็นภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วนสำหรับผู้บริหาร

            จากผลการวิจัยภายในของ Google ยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีพบว่า ทีมที่ประสบความสำเร็จในการทำงานมากที่สุด ไม่ใช่ทีมที่มีคนเรียนเก่งที่สุดในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ แต่เป็นทีมที่มีทักษะด้านคน หรือความฉลาดทางอารมณ์ ทางบริษัทจึงได้ระบุคุณสมบัติเจ็ดประการในการสรรหาบุคลากรรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน

            ซึ่งคุณสมบัติอันดับหนึ่งที่ต้องการคือ การเป็นโค้ชที่ดี แสดงให้เห็นว่าการสร้างสรรค์งานที่ซับซ้อน ต้องอาศัยพลังจากการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ฉะนั้น ผู้บริหารยุคใหม่ ควรจะให้ความสำคัญกับทักษะการโค้ชเพื่อจะได้นำทักษะนี้ไปใช้สำหรับพัฒนาตนเอง และเพื่อช่วยเหลือพัฒนาผู้อื่น

          ในการบริหารองค์กรปัจจุบัน จำเป็นมากที่ต้องพัฒนาให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบทวีคูณ ผู้นำจะทำอย่างไรจึงจะสามารถปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อเหตุการณ์ และจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่รวมทั้งบุคลากร เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ทุกคนในองค์กรจึงต้องมีส่วนร่วมในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้ไปด้วยกันตลอดเวลาซึ่งวัฒนธรรมการโค้ช จะช่วยกระตุ้นให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

          ผู้นำยุคใหม่ ต้องทำตัวเป็นเพื่อนคู่คิด มากกว่าเป็นเจ้านายที่ชอบออกคำสั่ง หรือคอยควบคุม เพราะคนรุ่นใหม่มักต้องการทำงานอย่างอิสระและเติบโตเร็ว เขาต้องการหัวหน้าที่คอยให้การชี้แนะ สนับสนุน มากกว่าหัวหน้าที่เข้มงวดในการบังคับบัญชา ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดของงานทุกอย่าง หรือต้องเก่งกว่าลูกน้องทุกเรื่อง แต่สามารถนำสมาชิกในทีมให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยบทบาทของโค้ช

          เป้าหมายหลักของการโค้ชคือ การช่วยให้ผู้อื่นเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการตั้งถามที่ดีเพื่อชวนให้คิดจนกระทั่งเขามีความตระหนักรู้ และพบทางออกที่เหมาะสม มีแรงบันดาลใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากการสอนหรือให้การปรึกษาที่เน้นการบอกเล่า การที่ผู้รับการโค้ชสามารถค้นพบคำตอบได้ด้วยตนเอง เขาจะรับผิดชอบต่อการกระทำของเขามากกว่า มีความเต็มใจและกระตือรือร้นที่จะทำงานให้สำเร็จ และเกิดความภาคภูมิใจว่าเป็นความสามารถของเขาเอง

          ทักษะการโค้ชจึงจำเป็นมากในเรื่องการบริหารคน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะเรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปในทางบวกได้โดยไม่มีคนสะท้อนให้เห็น เพราะต่างก็เคยชินมากับการถูกสอน หรือถูกหล่อหลอมด้วยประสบการณ์ในอดีตจนเป็นนิสัย การโค้ชช่วยให้ผู้รับการโค้ชรู้จักตัวเอง ยินดีปรับเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ และนิสัย รับผิดชอบที่จะลงมือทำเพื่อพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นมาสั่งหรือบังคับให้ทำ

            ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการให้พนักงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ ผัดวันประกันพรุ่งพนักงานคนนั้นจะต้องมีความจูงใจที่จะเปลี่ยนจากข้างใน ซึ่งต้องอาศัยการโค้ชที่มีประสิทธิภาพการตำหนิหรือลงโทษหรือแม้แต่การให้รางวัล อาจจะไม่สามารถจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ถาวรได้

            โดยทั่วไปแล้ว การโค้ชในเรื่องงานที่เกี่ยวกับความรู้หรือประสบการณ์ จะทำได้ง่ายกว่าการโค้ชในเรื่องที่เกี่ยวกับนิสัย ความเชื่อ หรือทัศนคติ ซึ่งมีปัจจัยภายในด้านจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างไรก็ตาม ทักษะการโค้ชทั้งสองด้านเกี่ยวข้องกัน ตัวอย่างเช่น ในองค์กรมีคนที่เก่งแต่ไม่มีความจูงใจในการทำงาน หรือทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ขณะเดียวกัน ก็มีคนที่เต็มใจทำงาน แต่ขาดความรู้ประสบการณ์และต้องการคนช่วยชี้แนะสั่งสอน

            ผู้บริหารไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม มีหน้าที่หลักคือต้องรับผิดชอบต่อการบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งไม่ใช่แค่การทำงานตามอำนาจ แต่ต้องมีภาวะผู้นำที่เหมาะสมด้วยการพัฒนาผู้นำด้วยแนวทาง Executive Coaching จะเน้นการส่งเสริมให้ผู้บริหารทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมทั้งการพัฒนาภาวะผู้นำที่จำเป็นอย่างครบเครื่อง ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องการบริหารตนเอง การบริหารงาน การบริหารคน การบริหารการเปลี่ยนแปลงรวมทั้งการพัฒนากลยุทธ์ด้านต่างๆ และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

          ภาวะผู้นำไม่ใช่สิ่งที่กล่าวอ้างตามทฤษฎี แต่ต้องอาศัยการปฏิบัติจนผู้บริหารคนนั้นมีภาพลักษณ์และคุณลักษณะของความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง เขาจะต้องนำตนเองได้ก่อน จึงจะนำคนอื่นได้ ผู้บริหารที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูง หากไม่มีทักษะด้านคน ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ไม่สามารถโน้มน้าวจูงใจคนอื่นได้ ก็จะล้มเหลวในการเป็นผู้นำ ฉะนั้น ผู้บริหารจึงต้องพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำที่มีคุณภาพ ก่อนที่จะเป็นโค้ชให้คนอื่นต่อไป

          Executive Coaching จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อองค์กร เพราะการพัฒนาผู้บริหารหนึ่งคนให้เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมได้ เขาก็จะนำพาทีมงานอื่นๆ ให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ เมื่อผู้บริหารและทีมงานทุกคนร่วมมือร่วมใจกันทำงานด้วยขวัญกำลังใจที่ดี องค์กรก็จะมีพลังที่แข็งแกร่งและฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

เกี่ยวกับนักเขียน

พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล CPA & Executive Coach / โค้ชผู้บริหาร เพื่อความสุขและความสำเร็จ อดีต CFO ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินในองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติมากกว่า 30ปี ในธุรกิจหลายประเภท ให้การปรึกษาและฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และเป็น “Licensee” ของ “LMI” - Leadership Management International Inc. ในการอำนวยการเรียนรู้หลักสูตรด้านพัฒนาผู้นำระดับสากล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน