THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

ทำไมการตามหา “ความยุติธรรม” ถึงทำให้เรายิ่งทะเลาะกัน?

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

“When given the choice between being right and being kind, choose kind.”

- Dr. Wayne Dyer

            ทำไมยิ่งวิ่งตามหา “ความยุติธรรม” มากเท่าไหร่ ยิ่งเจอความไม่ยุติธรรมมากขึ้นเท่านั้น?

หลายปัญหาในธุรกิจครอบครัว เช่น การให้เงินเดือนที่ยุติธรรม หรือการจัดสรรหุ้นให้ลงตัวนั้น ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือทางการเงิน กฎหมาย การจัดโครงสร้างการบริหารใหม่ หรือแม้กระทั้ง ธรรมนูญครอบครัวประเด็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับเรื่องของผลประโยชน์ ความยุติธรรม ความเชื่อ และอดีตที่ฝังใจ คือประเด็นที่ไม่มีใคร หรือเครื่องมือใด จะแก้ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากข้างในตัวของเราเองเป็นความนึกคิดของเรา รวมถึงจิตใต้สำนึกของเราเองด้วย ซึ่งเกิดขึ้นในหัว (สมอง) และหัวใจของเรา

แล้วจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้กันอย่างไร? ผมมี 3 แนวคิดที่อยากจะแชร์ เพราะเชื่อว่าจะทำให้พวกเรามีความสุขมากขึ้น และครอบครัวก็จะมีสันติภาพมากขึ้น

แนวคิดที่ 1 เลิกตามหาความยุติธรรม

            การแบ่งผลประโยชน์ที่ยุติธรรมเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวปรารถนา แต่จะมีซักกี่ครอบครัวที่แบ่งผลประโยชน์แล้วสมาชิกทุกคนยอมรับว่า ยุติธรรม”? ทำไมพ่อแม่ต้องเอาเงิน เวลา และพลังงาน ไปถมให้กับลูกที่ไม่เอาไหน? ทำไมลูกที่ไม่ได้ทำธุรกิจครอบครัวถึงได้หุ้นเท่ากับลูกที่คลุกฝุ่นทำธุรกิจของครอบครัว? หรือทำไมพี่ชายสามารถไปทำอาชีพที่อยากทำได้ แต่ตัวเราเองต้องมานั่งทำงานในธุรกิจครอบครัว คำถามเหล่านี้ สะท้อนเรื่องของผลประโยชน์ (ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องของเงิน) กับเรื่องของความยุติธรรมซึ่งเป็นอุดมคติของคนส่วนใหญ่ ใครๆ ก็ต้องอยากได้ความยุติธรรมอยู่แล้วหรือไม่จริง?!

  • แต่ละคนมีความยุติธรรมในมุมมองของตัวเอง

            ปัญหาใหญ่ของ ความยุติธรรมก็คือ ทุกคนมีมุมมองความยุติธรรมเป็นของตัวเอง พ่อแม่มีมุมมองของความยุติธรรมที่ให้กับลูกในแบบของพ่อแม่ ลูกๆ มองความยุติธรรมในมุมของตัวเองเช่นกัน พี่กับน้องก็มีมุมมองของความยุติธรรมที่อาจจะแตกต่างกัน ดังนั้น จึง ไม่มี ความยุติธรรมที่เป็นหนึ่งเดียว การตั้งเป้าหมาย ความยุติธรรมหนึ่งเดียวจึงเป็นเพียงอุดมคติที่ไม่มีวันเป็นจริง

            และบนเส้นทางของคนที่ไขว่คว้าหาความยุติธรรมนั้น เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า คุณมีความสุขหรือความทุกข์กันแน่ และแม้ถึงวันที่คุณได้รับความยุติธรรมที่ต้องการนั้นแล้ว เช่น แม่ตัดหางปล่อยวัดน้องชายที่ไม่เอาไหน คุณได้หุ้นมากกว่าพี่น้องที่ไม่ได้ทำธุรกิจครอบครัว หรือคุณได้ไปทำอาชีพในฝันตามที่ตั้งใจแล้ว คุณจะมีความสุขจริงๆ หรือ? แล้วแน่ใจหรือไม่ว่าความยุติธรรมที่เกิดขึ้นนั้น จะอยู่กับคุณตลอดไป? แล้วถ้าความยุติธรรมหายไปอีก คุณก็ต้องเริ่มไล่ล่าไขว่คว้ากันอีกรอบอย่างนั้นหรือ?

            คำถามเหล่านี้ ทำให้เราต้องกลับมานั่งคิดกันดีๆ ว่ายังควรให้ ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่เราต้องคอยตามหากันต่อไปหรือไม่

  • กระบวนการที่ยุติธรรม VS ผลลัพธ์ที่ยุติธรรม

             แต่ก็ไม่ใช่ว่าแนวคิดเรื่องความยุติธรรมจะไร้ค่า เมื่อเรายังไม่อาจตัดความรู้สึกของการเปรียบเทียบระหว่างกันออกไปได้ และสมาชิกในครอบครัวก็ยังคอยตามหาความยุติธรรมกันอยู่ดี คำแนะนำหนึ่งที่อยากจะฝากไว้คือ ขอให้พวกเรามุ่งไปที่กระบวนการที่ยุติธรรม (Fair Process) มากกว่าผลลัพธ์ที่ยุติธรรม (Fair Outcome) 

             “กระบวนการที่ยุติธรรมคือการใช้กระบวนการบางอย่างที่ทุกฝ่ายยอมรับว่า ยุติธรรมเพื่อให้กระบวนการนั้นๆ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยุติธรรมในที่สุด เช่น หากจะแบ่งเค้กอย่างยุติธรรมให้กับพี่น้อง 2 คน เราก็อาจใช้วิธี น้องแบ่ง แล้วให้พี่เลือกหรือ พี่แบ่ง แล้วให้น้องเลือกหรือใครแบ่งเค้กก็ได้ แต่ให้คนที่เป่ายิ้งฉุบชนะได้เลือกก่อน หรือถ้ามองว่าแม่คือความยุติธรรม ก็อาจให้แม่เป็นคนแบ่งให้ก็ได้ เป็นต้น การแบ่งผลประโยชน์ในครอบครัวก็คล้ายกัน หากครอบครัวใช้กระบวนการที่ยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการจัดสรรผลประโยชน์ก็จะช่วยลดความขัดแย้งลงได้           

  • เท่ากัน หรือเท่าเทียมกัน?

           ครอบครัวยังสามารถใช้ความยุติธรรมเป็นกุศโลบายเพื่อ เฉลี่ยความสุขโดยทั่วกันได้ด้วย เช่น การมองความยุติธรรมในมุมของความ เท่าเทียมกัน” (Equity) มากกว่า เท่ากัน” (Equality) ภาพที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของคำทั้งสองคือภาพต่อไปนี้ (ภาพด้านซ้ายคือ “เท่ากัน” (Equality) คือเด็กทั้ง 3 มีกล่องหนึ่งใบเท่ากัน แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนจะได้เห็นเกมการแข่งขันเหมือนกัน ในขณะที่ภาพด้านขวาสะท้อนความ “เท่าเทียมกัน” (Equity) คือเด็กทั้ง 3 ได้กล่องไม่เท่ากัน แต่ได้ชมเกมการแข่งขันเหมือนกัน)

          ลองถามตัวเองว่า ถ้าหากเด็กทั้งสามคือคนที่คุณรักไม่แตกต่างกัน คุณจะเลือกความยุติธรรมแบบไหนให้กับพวกเขา?           

ความแตกต่างของ เท่ากัน” (Equality) ด้านซ้าย และ เท่าเทียมกัน” (Equity) ด้านขวา

Photo Cr.: Angus Maguire 

            ความยุติธรรมเป็นหลักการที่ดี เพียงแต่คนเรามองความยุติธรรมแตกต่างกันไป การไขว่คว้าหาความยุติธรรมหนึ่งเดียวจึงเป็นอุดมคติที่ไม่อาจนำพาสันติสุขมาให้เราได้ แตกต่างจาก การให้โดยไม่หวังผลตอบแทนที่สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ ซึ่งการให้นั้นมีจุดเริ่มต้นจาก ความพอ ของตัวเราเองถ้าเราพอแล้วก็เป็นฝ่ายให้บ้าง อย่าบังคับตัวเองให้ต้องให้เพราะรู้สึกผิด หรือต้องให้เพื่อให้ดูดี หรือให้ในวันนี้เพื่อจะเอาในวันข้างหน้า ขีดจำกัดของ การให้โดยไม่หวังผลตอบแทนจึงอยู่ที่ความพอใจของผู้ให้เป็นสำคัญ

แนวคิดที่ 2 เปลี่ยนความคิดคนอื่นด้วยการฟัง

            หลายครั้งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในธุรกิจครอบครัวก็เป็นผลมาจากการปะทะกันของ “ตัวตน” ที่แตกต่างกันของคนในครอบครัว โดยต่างคนต่างก็ยึดถือในความคิด ความเชื่อ และแนวทางของตนว่าถูกต้อง ว่าดีลองยกเรื่องแนวคิดการบริหารธุรกิจแบบไหนดีที่สุดขึ้นมาคุยดูก็ได้ เราก็จะเห็นความ ยึดมั่นตัวตนแบบตัวเป็นๆ กันเลย หรือถ้าจะเขยิบออกไปอีกหน่อยพูดถึงเรื่องการเมืองหรือศาสนา เราก็อาจได้เห็นสงครามย่อยๆ เกิดขึ้นในครอบครัวเลยทีเดียว

  • ลด อีโก้ลงซักนิด (ชั้นไม่ได้มีอีโก้ซะหน่อย!”)

            อีโก้ (Ego) หรือ ความยึดมั่นในตัวตนของตัวเองนี่แหละคือปัญหาสำคัญ เพราะทำให้เราไม่สามารถเข้าใจ และเห็นใจคนอื่นได้อย่างแท้จริงนอกจากนี้ ปัญหาอาจจะยิ่งบานปลายหนักขึ้นไปอีก หากเราพยายามที่จะเปลี่ยนคนอื่นให้คิดหรือเชื่อตามเราให้ได้ ความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นในครอบครัวคือหลักฐานของข้อเท็จจริงที่ว่าคนเราคิดต่างกัน

            การยอมรับความจริงข้อนี้ควบคู่กับการยอมรับว่าไม่มีความคิดของใครที่เรียกได้ว่าดีที่สุด หรือถูกต้องที่สุดจะทำให้เราค่อยๆ เปิดใจมากขึ้นที่จะรับฟังกัน โดยที่ยิ่งคุณเปิดใจรับฟังใครซักคน และเค้าคนนั้นก็รับฟังคุณเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายก็มีแนวโน้มที่จะเข้าใจกันมากขึ้น เปรียบเสมือนการเปิดหน้าต่างให้ความคิดไหลเวียนระหว่างกันความคิดที่แตกต่างก็มีโอกาสที่จะผสมผสานกัน แม้อาจจะยังไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกันก็ตาม

  • การฟังคือการให้เกียรติกัน

           “ปัญหาใหญ่ของการสื่อสารคือเราไม่ได้ฟังเพื่อที่จะเข้าใจ เราฟังเพื่อที่จะตอบโต้” คือคำกล่าวของ สตีเวน โควีย์ ที่สะท้อนปัญหาสำคัญของการสื่อสารในปัจจุบันการฟังเพื่อที่จะโต้แย้งหรือจับผิดไม่อาจทำให้เราเข้าใจกันได้และไม่ทำให้ความคิดของเราเข้าใกล้กัน การฟังให้ดีคือการหาว่าอะไรอยู่ในใจของใครสักคน และแสดงให้เห็นว่าคุณสนใจมากพอที่จะอยากรู้ การฟังคือสิ่งที่เราทุกคนล้วนกระหายอยาก เพราะนั่นคือการได้รับความเข้าใจในฐานะคนที่มีความคิด อารมณ์ และความตั้งใจที่ไม่เหมือนใครและมีคุณค่า เคท เมอร์ฟี ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ

             การฟังอย่างตั้งใจเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อความคิดเห็นของคู่สนทนา ผู้พูดก็รู้สึกว่า ตนได้รับความใส่ใจ สนใจ เกิดความรู้สึกที่ดีกับผู้ฟัง ในขณะที่ผู้ฟังก็มีโอกาสจะเข้าใจผู้พูดได้มากขึ้นการฟังยังแสดงถึงความใจกว้างของเราที่สามารถยอมรับความเห็นที่แตกต่างระหว่างสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ตัดสินความคิดหรือความเชื่อของคนอื่นด้วยการเอาความคิดหรือความเชื่อของตนเองเป็นบรรทัดฐานของความถูกต้อง อุปสรรคเดียวที่มักจะเกิดขึ้นกับการฟังก็คือ เราไม่เคยมีเวลามากพอที่จะฟัง พวกเรามีเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน และมีภารกิจมากมายที่ต้องทำ แล้วจะทำอย่างไรจึงจะสามารถหาสมดุลของการฟังได้?

  • เมื่อไหร่เราจึงควรจะหยุดฟัง?

            การฟังอย่างตั้งใจเป็นเรื่องที่ต้องใช้ ความอดทนและ พลังงานเป็นอย่างมาก แม้เราแทบจะไม่ได้พูดอะไรออกไปเลยระหว่างการสนทนาก็ตาม ดังนั้น ผู้ฟังที่ดีจึงต้องมีความอดทน และมีพลังงานเหลือมากพอที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี และต่อไปนี้คือข้อแนะนำว่าเมื่อไหร่เราจึงควรจะหยุดฟัง

          (1) เมื่อเราไม่มีพลังเหลือพอที่จะฟัง สมองเราอ่อนล้าเกินไป หรือเมื่อตัวเราเองเกิดความอ่อนไหวในอารมณ์มากจนเกินไป

          (2) เมื่อคนๆ นั้นเป็นคนไม่น่ารัก บางคนก็เป็นคนที่ไม่น่ารับฟังจริงๆ เช่น เมื่อเขาพูดแล้วทำให้เรารู้สึกเศร้า หดหู่ ต่ำต้อย หรือเจ็บปวดจนเกินไป แต่ก็ต้องระวังอย่าให้อีโก้ของตัวเราเองมาขัดขวางสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้จากคนที่ไม่น่ารักเหล่านี้ เพราะบางครั้งคำพูดของคนที่ไม่น่ารักเหล่านี้นี่แหละที่จะทำให้เราเติบโตทางความคิดได้จริงๆ

          (3) เมื่อความคาดหวังของผู้พูดกับผู้ฟังไม่ตรงกัน เช่น เราคาดหวังความจริงแต่ผู้พูดไม่ได้ให้ความจริง เราคาดหวังเหตุผลแต่ผู้พูดไม่ได้ให้เหตุผล เราคาดหวังความชัดเจนไม่คลุมเครือ ซึ่งผู้พูดไม่ได้ให้ หรือเราต้องการข้อมูลแต่ผู้พูดอาจยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เป็นต้น

            การหยุดฟังอาจเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ความไม่พอใจของผู้พูด หรือความขัดแย้งที่อาจจะรุนแรงขึ้นได้ เราจึงต้องระมัดระวังให้ดีเมื่อจะหยุดฟังโดยต้องไม่ลืมว่าการฟังคือการให้เกียรติกันการหยุดที่จะฟังก็ต้องเป็นการหยุดที่ให้เกียรติผู้พูดด้วยเช่นกัน

แนวคิดที่ 3 สันติในครอบครัวเริ่มต้นจากสันติในใจคุณเอง

           เราไม่อาจตั้งความหวังให้ครอบครัวมีความสุขสงบจากการกระทำของคนอื่น จุดเริ่มต้นที่แท้จริงแล้วมาจากตัวของเราเอง โดยเริ่มจากใจของเรานั่นเอง และสิ่งที่เราพบเจอกันอยู่เสมอและก่อให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวก็คือ อดีตที่ไม่ยอมอยู่ในอดีตทุกคนมีอดีตที่ฝังใจ ทุกคนมีแผลในใจ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง บางครั้งอาจทิ้งร่องรอยไว้ในใจของเรา ซึ่งถ้าไม่พูดถึงเราก็อาจจะลืมไปแล้ว แต่ถ้ามีสิ่งมากระตุ้น ก็พร้อมที่จะกระโจนออกมาทักทายเราโดยไม่ทันตั้งตัว

           “แผลในใจถือเป็นหนึ่งในสาเหตุของความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวที่หลายคนอาจมองข้ามไป หรือแม้กระทั้งไม่รู้ว่ามีอยู่เลยด้วยซ้ำ เพราะโดยทั่วไปแล้ว เราไม่สามารถเห็น แผลในใจได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับแผลที่อยู่นอกร่างกาย แผลในใจอาจทำให้เรารู้สึกโกรธ เสียใจ น้อยใจ ซึ่งหากสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะส่งผลต่อการทำงาน และการใช้ชีวิตร่วมกันในครอบครัว แล้วเราจะจัดการอย่างไร?

  • ให้อภัยตัวเอง

             เราคงไปเปลี่ยนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยน มุมมองของเราต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอคำพูดที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั้นดีเสมอสะท้อนการให้อภัยตัวเองได้เป็นอย่างดี การให้อภัยตัวเองครอบคลุมไปถึงการไม่ทำร้ายตัวเองด้วยการย้ำคิดถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ว่าเหตุผลของความผิดพลาดนั้นจะคืออะไรก็ตาม การเรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ดี แต่การลงโทษตัวเองซ้ำๆ ในมโนสำนึกกับเรื่องที่ผ่านมาแล้วในอดีตไม่อาจทำให้อะไรดีขึ้นได้

แผลในใจก็เช่นเดียวกับแผลอื่นๆ บนร่างกายของเรา เมื่อเกิดได้ ก็หายได้ อาจจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้บ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่จะไม่สามารถทำร้ายจิตใจที่เข้มแข็ง และมีความเมตตาต่อตัวเองได้อย่างแน่นอน

  • ให้อภัยกับคนที่ทำให้เราเจ็บ

            การให้อภัย ไม่ได้แสดงว่าเราอ่อนแอ แต่แสดงถึงความเข้มแข็งทางจิตใจของคนๆ นั้นมากกว่า การให้อภัยกับคนที่ทำให้เราเจ็บนั้นให้คุณประโยชน์ 2 ชั้น ชั้นแรกคือ ทำให้คุณเองสบายใจคุณได้ปลดปล่อยตัวเองจากอดีตที่ฝังใจ และชั้นที่ 2 คือ ทำให้คนที่เคยทำผิดกับคุณสบายใจขึ้นด้วย การให้อภัยจะทำให้คุณสามารถเริ่มต้นซ่อมแซมความสัมพันธ์ที่ชำรุดให้กลับมาดีได้จริงๆ ความสุขที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือรางวัลของคนที่กล้าจะให้อภัย

วัฒนธรรมการให้ คือภูมิคุ้มกันความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว

           “ยุติธรรมหรือ ไม่ยุติธรรมคงลดความสำคัญไปมาก หากครอบครัวเลือกที่จะมีความสุขจากการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เลือกที่จะให้เกียรติกันด้วยการรับฟังเพื่อลดช่องว่างทางความคิดของกันและกัน และเลือกที่ให้อภัยกัน ทิ้งความหลังไว้ในอดีตเพื่อที่จะก้าวเดินต่อไปแนวคิดทั้ง 3 ประการ คือรากฐานสำคัญของการปลูกฝัง วัฒนธรรมของการให้ ไว้ในใจของสมาชิกครอบครัว

           วัฒนธรรมการให้3 ประการ ได้แก่ การให้ (โดยไม่หวังผล) การให้เกียรติ และการให้อภัย



               สุดท้ายแล้วเมื่อพูดถึงการรักษาความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ปรัชญาสำคัญที่ครอบครัวโชควัฒนายึดถือมาจากคำพูดเพียงสั้นๆ ของเจ้าสัวเทียมที่ว่า “หยวนๆ กันได้” นั่นคือกับครอบครัวแล้ว...สิ่งสำคัญคือ ต้องลดราวาศอก ไม่เข้าหากันด้วยการเผชิญหน้า และต้องไม่กลัวที่จะเสียเปรียบ เพราะในความเป็นจริง การเสียเปรียบยังดีกว่าได้เปรียบเสียอีก เพราะเมื่อเรายอมเสียเปรียบแล้วก็จะไม่มีเรื่อง ซึ่งย่อมดีกว่าปล่อยให้มีเรื่องกัน การอยู่ด้วยกันแม้ไม่คิดเอาเปรียบก็อาจมีการได้เปรียบเสียเปรียบกันตามธรรมชาติอยู่แล้ว ...ทุกอย่างจึงต้องหยวนๆ กันได้” คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ฝากข้อคิดทิ้งท้าย 

เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน