THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

3 โมเดลสืบทอดธุรกิจครอบครัว กรณีศึกษาและแนวคิดการสืบทอดกิจการครอบครัวจาก 3 ทวีป

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

            “สิ่งสำคัญคือ การรักษาสมดุลของการดำรงอยู่ของธุรกิจครอบครัว และความสัมพันธ์อันดีของสมาชิกอันเป็นที่มาของความสุขที่แท้จริง

ปัญหาที่ทุกธุรกิจครอบครัวต้องเจอ

            เมื่อผู้ก่อตั้งสร้างธุรกิจครอบครัวจนเป็นปึกแผ่นมั่นคง และต้องการจะลดบทบาทหรือวางมือจากธุรกิจครอบครัวเพื่อไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ สิ่งที่ผู้ก่อตั้งคิดต่อมาก็คือ แล้วใครจะมารับช่วงธุรกิจครอบครัว? คำตอบส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้น “ทายาท” ไม่ว่าพวกเขาจะอยากหรือไม่ก็ตาม!

            ซึ่งถ้าธุรกิจครอบครัวนั้นมีทายาทซึ่งมีความพร้อมและอยากเข้ามารับช่วงต่อก็คงจะไม่มีปัญหา แต่ในหลายๆ กรณี ทายาทที่พ่อแม่คาดหวังจะให้มารับช่วงกลับไม่พร้อม หรือไม่ต้องการทำธุรกิจครอบครัว หรือในบางกรณี ครอบครัวอาจมีทายาทหลายคนที่ต้องการกลับมาทำงานที่บ้านพร้อมๆ กัน พ่อแม่จะตัดสินใจอย่างไร?

            จากการที่ได้มีโอกาสศึกษารูปแบบของธุรกิจครอบครัวในหลายๆ ประเทศ ก็พบว่า ธุรกิจครอบครัวแต่ละธุรกิจนั้น ก็มีแนวคิดในการสืบทอดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็มีตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง (หรือรุ่นก่อนหน้า) ปลูกฝัง (แกมบังคับ) ให้รุ่นลูกรุ่นหลานเข้ามาทำงานในส่วนงานต่างๆ ของธุรกิจครอบครัว การให้ค่าตอบแทนหรือหุ้นจำนวนมากเพื่อกระตุ้นให้ลูกหลานอยากเข้ามาสานต่อกิจการ หรือแม้กระทั้งขอร้องไปจนถึงเปิดให้คนนอกเข้ามาบริหารเพื่อให้ธุรกิจครอบครัวสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ แม้ผู้ที่เข้ามาสืบทอดจะไม่ใช่ลูกหลานแท้ๆ ก็ตาม

            แนวคิดที่แตกต่างกันนี้ก็สะท้อนถึงสถานการณ์ บริบทของธุรกิจและครอบครัวเหล่านั้นเอง และเพื่อให้เห็นภาพโมเดลการสืบทอดธุรกิจครอบครัวที่แตกต่างกันได้ชัดเจนขึ้นผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาธุรกิจครอบครัวจาก 3 ทวีป ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

กรณีศึกษาแนวคิดการสืบทอดธุรกิจจาก 3 ทวีป

            ข้อมูลจากหนังสือ Centuries of Success โดย Professor William O’Hara ได้มีการรวบรวม100 ธุรกิจครอบครัวที่มีอายุมากที่สุดในโลกซึ่งสามารถแยกแยะจำนวนธุรกิจครอบครัวจากประเทศต่างๆ ได้ดังนี้

                สัญชาติของธุรกิจครอบครัวที่มีอายุมากที่สุด 100 อันดับแรกในปี 2003

ประเทศ

จำนวนธุรกิจครอบครัว

ฝรั่งเศส

16

สหรัฐอเมริกา

16

อิตาลี

15

เยอรมนี

15

สหราชอาณาจักร

15

ญี่ปุ่น

9

เนเธอร์แลนด์

3

สเปน

2

สวิตเซอร์แลนด์

1

สวีเดน

1

นอร์เวย์

1

แอฟริกาใต้

1

ออสเตรีย

1

เม็กซิโก

1

ไอร์แลนด์

1

ชิลี

1

โปรตุเกส

1

                                ทีมา : Centuries of Success, Professor William O’Hara, 2003

            จากสถิติจะเห็นได้ว่า ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่จะมาจาก 3 ทวีปเป็นหลักทั้งอเมริกา ยุโรป และเอเชีย (ญี่ปุ่น) จึงได้มีการหยิบยกธุรกิจครอบครัวจากประเทศในทั้ง 3 ทวีปขึ้นมาศึกษา ประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และ ญี่ปุ่น โดยจากตัวอย่างที่นำมาศึกษาพบแนวคิดการสืบทอดธุรกิจครอบครัวที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ดังต่อไปนี้

MODEL 1 : ไม่บังคับ ถ้าอยากได้ต้องซื้อเอง

            เริ่มจากธุรกิจครอบครัวในวัฒนธรรมเสรีประชาธิปไตยสุดขั้วอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาเราหยิบยกกรณีศึกษาของ เค็ดเด็ก ขึ้นมาศึกษาแนวคิดการส่งมอบธุรกิจครอบครัว บริษัท เค็ดเด็ก (Keddeg) เป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์และระบบกรองอากาศ (Air Filtration System) ในเครื่องบิน ตั้งอยู่ในรัฐแคนซัส โดยมีสองสามีภรรยา ชื่อ Tom และ Patty เป็นเจ้าของกิจการ ทั้งคู่มีลูกด้วยกันทั้งสิ้น 5 คน โดยลูกแต่ละคนต่างก็มีงานประจำของตนเอง มีครอบครัวและพักอาศัยอยู่ในรัฐอื่นๆ ทั้งสิ้น โดยที่ผ่านมา ไม่เคยมีลูกคนไหนเข้ามารวมงานในธุรกิจครอบครัวเลย

            หลังจากที่ Tom และ Patty ได้ทำธุรกิจนี้มากว่า 20 ปี จึงเริ่มมีความคิดที่จะเกษียณ โดย Tom ต้องการที่จะไปเป็นอาจารย์ และท่องเที่ยว ส่วน Patty ต้องการไปทำงานการกุศล และท่องเที่ยว ทั้งสองคนจึงได้เรียก Eric และ Dan ซึ่งเป็นลูกที่คิดว่าน่าจะสนใจสืบทอด บริษัท เค็ดเด็ก มาหารือถึงการสืบทอดธุรกิจครอบครัว

            การหารือในครั้งนั้น ไม่ใช่เป็นการพูดถึงมรดก หรือการส่งไม้ต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ Tom และ Patty กลับบอกให้ลูกๆ ของตนมาเสนอราคาซื้อบริษัทครอบครัวที่ลูกทั้งสองคนคิดว่าเหมาะสมเพื่อรับช่วงบริหารต่อไป (Eric และ Dan สามารถเลือกได้ว่าจะแยกกันเสนอราคา หรือจะเสนอราคาร่วมกันก็ได้) พร้อมกับแผนงานในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างตนเองและลูก

            แต่ถ้าหากลูกทั้งสองไม่สนใจ หรือให้ราคาที่ไม่น่าสนใจเพียงพอ Tom และ Patty ก็พร้อมที่จะขายธุรกิจไปให้กับคนนอกเลย โดยให้เหตุผลว่า เขาทุ่มเทเวลาในการสร้างธุรกิจมานาน เมื่อถึงเวลาที่จะพัก พวกเขา (Tom และ Patty) ก็ควรจะได้รับค่าตอบแทน (จากธุรกิจที่สร้างมา) ที่เหมาะสมด้วย ซึ่งในท้ายที่สุด ระหว่างที่เจรจากับลูกๆ อยู่นั้น ก็กลับมีบริษัทที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกันติดต่อมา และเสนอราคาที่ Tom, Patty และลูกๆ ทั้งสองพึงพอใจ ทุกคนจึงตัดสินใจที่จะขาย บริษัท เค็ดเด็ก ออกไปและยุติธุรกิจที่เป็นของครอบครัวแต่เพียงแค่นั้น

บริษัท Keddeg ก่อตั้งขึ้นในปี ค..1986 จากการที่ Tom และ Patty ได้เข้าไปซื้อกิจการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินมา และหันมาเน้นผลิตอุปกรณ์ระบบกรองอากาศในเครื่องบินอย่างจริงจัง โดย Keddeg มีชื่อเสียงอย่างมากในวงการจากการคิดค้นระบบกรองอากาศรูปแบบใหม่ขึ้นในปี ค..1998 ในช่วงเวลาที่ Tom และ Patty อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อขายธุรกิจครอบครัวกับลูกๆ อยู่นั้น บริษัท Clarcor Inc. ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาระบบและผลิตภัณฑ์กรองอากาศทุกประเภทได้ติดต่อเพื่อขอซื้อกิจการ และบรรลุข้อตกลงซื้อขายธุรกิจ Keddeg ในเดือนธันวาคม ค..2008

MODEL 2 : ไม่บังคับ แต่ปลูกฝัง-สนับสนุน

            โมเดลที่ 2 เป็นธุรกิจครอบครัวสัญชาติเยอรมนีในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นทวีปที่มีธุรกิจครอบครัวที่มีอายุยืนยาวกว่า 100 ปี มากที่สุดในโลก วัฒนธรรมเสรีประชาธิปไตยได้ผสานเข้ากับสังคมที่ยังคงให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนเป็นครอบครัวก่อให้เกิดแนวคิดการสืบทอดที่มีเอกลักษณ์ เคล็ท กรุ๊ป (Klett Gruppe) เป็นกลุ่มธุรกิจทางด้านการศึกษาที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วโลก ปัจจุบัน Klett Gruppe อยู่ในการดูแลของทายาทรุ่นที่ 4 โดยปัจจุบันมีสมาชิกครอบครัวกว่า 50 คน ซึ่งสมาชิกครอบครัวทุกคนจะถูกคาดหวังให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Klett Gruppe ทั้งสิ้น

            เมื่อสมาชิกมีอายุครบ 18 ปี จะมีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรหุ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการตกลงภายในครอบครัวกันเอง หลังจากนั้นสมาชิกจะได้รับการอบรมเกี่ยวกับทักษะด้านการบริหารจัดการต่างๆ ได้รับการแนะนำถึงธุรกิจของครอบครัว Klett Gruppe เปิดโอกาสให้ลูกหลานเข้ามาฝึกงานในบริษัทในช่วงปิดเทอม และสร้างสรรค์กิจกรรมสันทนาการที่ครอบครัวเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองของสมาชิก ซึ่งเมื่อสมาชิกครอบครัวเหล่านี้เรียนจบและพร้อมที่จะทำงานแล้ว ลูกหลานก็มีสิทธิเลือกว่าจะเข้ามาทำงานใน Klett Gruppe หรือไม่ ก็ได้

            และถ้าจะเข้ามาทำงาน ก็ต้องผ่านขั้นตอนการรับสมัครงานเหมือนพนักงานทั่วไป โดยที่จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนอื่นๆ (No Automatic Right) ทั้งนี้ การที่สมาชิกครอบครัวจะก้าวข้ามมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจครอบครัวได้นั้น จะต้องผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่คณะกรรมการบริหารของกลุ่มธุรกิจ และสภาครอบครัวร่วมกันกำหนดไว้เสียก่อน เช่น

  • จบการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี
  • สามารถพูดภาษาต่างประเทศได้ไม่น้อยกว่า 2 ภาษา (ไม่นับภาษาเยอรมัน)
  • มีประสบการณ์ทำงานในบริษัทที่ไม่ใช่เครือ Klett ไม่น้อยกว่า 2 ปี
  • มีประสบการณ์ในการบริหารงานในสายงานสำคัญของเครือ Klett ไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นต้น

Klett Gruppe ก่อตั้งขึ้นใน ปี ค..1897 โดย Earnst Klett Senior โดยเริ่มจากการเป็นธุรกิจโรงพิมพ์ขนาดเล็ก ต่อมา Klett ได้รับสัมปทานในการพิมพ์สมุดโทรศัพท์ในหลายเมืองของประเทศเยอรมนี จนสามารถขยายกิจการสู่ธุรกิจการพิมพ์อื่นๆ ได้ต่อมาปัจจุบัน Klett Gruppe กลายเป็นกลุ่มธุรกิจการศึกษาขนาดใหญ่ของยุโรป มีทั้งสิ้น 67 บริษัท ตั้งอยู่ใน 15 ประเทศ มุ่งเน้นผลิตสื่อการเรียนการสอน ศูนย์พัฒนาเด็กและโรงเรียน รวมไปถึงระบบการเรียนแบบออนไลน์ ในปี 2016 Klett Group มีบุคลากรทั้งสิ้นกว่า 3,600 คน สร้างรายได้กว่า 537.3 ล้านยูโร/ปี

MODEL 3 : ลูกหลานต้องสืบทอดธุรกิจของตระกูล

            โมเดลสุดท้ายนี้สะท้อนวัฒนธรรมเอเชียที่ยึดถือค่านิยมสังคมแบบพึ่งพากัน (Collectivism) อย่างเข้มข้น โอชิ เรียวกัง (The Hoshi Ryokan) เป็นธุรกิจโรงแรมแบบเรียวกังที่มีอายุมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดยก่อตั้งขึ้นในปี ค..718 หรือกว่า 1,300 ปีมาแล้ว โดยปัจจุบัน ทายาทของตระกูลรุ่นที่ 46 ชื่อ Mr.Zengoro Hoshi เป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมด Mr.Hoshi ได้กล่าวถึงเคล็ดลับของธุรกิจครอบครัวที่สามารถอยู่มาได้อย่างยาวนานว่า เป็นผลจากการยึดถือหลักการที่ว่า

            ส่งต่อธุรกิจให้กับลูกชายคนโตคนเดียวเท่านั้น ถ้าหากไม่มีลูกชาย (หรือลูกชายไม่มีความสามารถเพียงพอจริงๆ) สามารถให้ลูกเขย หรือรับลูกบุญธรรมเข้ามารับช่วงธุรกิจได้

            ผู้ที่ได้รับการสืบทอดจะมีเพียงหนึ่งคน โดยจะต้องสืบทอดกิจการของตระกูลจะได้ครอบครองทรัพย์สิน และจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำของครอบครัว (ต้องใช้ชื่อสกุลของครอบครัว) ด้วย

            อีกหนึ่งธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดกิจการมายาวนานกว่า 1,440 ปี คือ คองโก กูมิ (Kongo Gumi) ของญี่ปุ่นก็ใช้หลักการสืบทอดแบบเดียวกันกับ Hoshi มาตั้งแต่สมัยโบราณ และก็มีการสร้างวัฒนธรรมใหม่เป็นของตนเองเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การให้น้องชายเข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวแทนที่พี่ชายที่ไม่พร้อมจะรับช่วงได้ หรือการยินยอมให้ภรรยาของทายาทเข้ามาทำหน้าที่สืบทอดวงศ์ตระกูล และธุรกิจของครอบครัวแทนสามีที่เสียชีวิตไป เป็นต้น

            แนวคิดการสืบทอดธุรกิจของญี่ปุ่นข้างต้นอ้างอิงมาจากปรัชญาโบราณของคนญี่ปุ่นที่มาจากคำว่า หรือ อิเอะที่แปลว่าครอบครัว หรือบ้าน โดยปรัชญานี้จะสะท้อนแนวคิดในเรื่องความอยู่รอด (Survive) และการเติบโต (Prosper) ซึ่งคนญี่ปุ่นในอดีตมองว่าผู้สืบทอดจะมีได้เพียงคนเดียวเท่านั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกชายคนโต) โดยจะต้องเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล และธุรกิจครอบครัวไปด้วยกัน ในอดีตนั้นทายาทที่ไม่ได้สืบทอดกิจการจะต้องออกจากครอบครัวไป และไปก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเองยกเว้นจะได้รับมอบหมายจากผู้สืบทอดให้เข้ามาร่วมดูแลกิจการครอบครัวในด้านใดด้านหนึ่ง

Kongo Gumi ก่อตั้งขึ้นใน ปี ค..578 โดยบรรพบุรุษรุ่นแรกชื่อ Shigetsu Kongo ซึ่งเดินทางมาจากเกาหลีใต้ (Beakje) ตามความประสงค์ของเจ้าชาย Shotoku Taishi ที่ต้องการช่างไม้มีฝีมือมาก่อสร้างวัดพุทธในแถบโอซาก้า ครอบครัว Kongo ได้รับการยอมรับถึงฝีมือในการเป็นช่างไม้โดยได้รับมอบหมายในการสร้างและซ่อมแซมวัดพุทธแต่เพียงผู้เดียวทั่วพื้นที่ตลอดหลายศตวรรษต่อมา ต่อมาธุรกิจครอบครัว Kongo ได้มีการแตกธุรกิจหลากหลายมากขึ้น แต่ยังคงยึดธุรกิจซ่อมแซมและก่อสร้างวัดโดยเทคนิคโบราณไว้อยู่ปัจจุบันครอบครัว Kongo ได้ขายกิจการ Kongo Gumi ให้กับกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง Takamatsu Tenketsu ไปแล้ว แต่ครอบครัวของ Kongo ก็ยังได้สิทธิ์ในการบริการกิจการของครอบครัวต่อไป

เปรียบเทียบ 3 โมเดลการสืบทอดธุรกิจครอบครัว

            จากกรณีศึกษาธุรกิจครอบครัว 3 โมเดลที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เป็นภาพสะท้อนแนวคิดของบริษัทครอบครัวในทวีปนั้นๆ ได้ทั้งหมด แต่ก็พอจะช่วยให้เห็นแนวคิดที่แตกต่างกันของธุรกิจครอบครัวที่มีรากเหง้า ภูมิหลังทางสังคม วัฒนธรรม และค่านิยมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของโลกได้ในระดับหนึ่ง โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญของแนวคิดการสืบทอดธุรกิจครอบครัวทั้ง 3 โมเดล ดังนี้

                            ตารางเปรียบเทียบ 3 โมเดลการสืบทอดธุรกิจครอบครัว

Model 1

ไม่บังคับ ถ้าอยากได้ต้องซื้อเอง

Keddeg (USA)

Model 2

ไม่บังคับ แต่ปลูกฝัง-สนับสนุน

Klett (Germany)

Model 3

ลูกหลานต้องสืบทอดธุรกิจของตระกูล

Hoshi & Kongo (Japan)

    ลูกหลานไม่จำเป็นต้องสืบทอด

    ทายาทคนไหนก็ได้ที่พร้อม และต้องการทำ

    ต้องทุ่มเทเพื่อให้ได้ธุรกิจมา (Earn) เช่น ต้องจ่ายเงินซื้อเพื่อมาทำต่อ

    ลูกหลานไม่จำเป็นต้องสืบทอด แต่ครอบครัวสนับสนุนให้ทำ

    ทุกคนมีสิทธิ์ได้หุ้น (ถ้าถือหุ้นก็จะถูกคาดหวัง)

    ถ้าจะเข้ามาทำต้องผ่านตามเกณฑ์ (Criteria) มีกฎ กติกา

            ลูกหลานต้องสืบทอด

            ให้สิทธิ์ลูกชายคนโตสืบทอด (ยกเว้นบางกรณี)

            ทายาทได้ธุรกิจโดยอัตโนมัติ เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรม (Right) สำหรับลูกชายคนโต


                                        ที่มา:  กวิน เทพปฏิพัธน์ 2563

 

เราคงไม่สามารถกล่าวได้ว่า โมเดลการสืบทอดธุรกิจครอบครัวใดเป็นโมเดลที่ดีที่สุด เพราะแต่ละโมเดลต่างก็มีจุดเด่น จุดด้อย และความเหมาะสมตามสถานการณ์ และบริบทของธุรกิจครอบครัว แต่เราสามารถหยิบยืมข้อดีของแต่ละโมเดลมาปรับใช้ตามความเหมาะสมของเราได้ เช่น การปลูกฝังและพัฒนาผู้สืบทอดตั้งแต่เยาว์วัย การสร้างความยืดหยุ่นของการสืบทอดกิจการ หรือแม้กระทั่งการหาทางออก(Exit) ให้ผู้นำรุ่นก่อนสามารถวางมือได้อย่างสบายใจ เป็นต้น สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลของการดำรงอยู่ของธุรกิจครอบครัวและความสัมพันธ์อันดีของสมาชิกอันเป็นที่มาของความสุขที่แท้จริง


Reference:

·     “The world’s oldest family companies: One hundred lessons in endurance from 17 countries” , Professor William O’Hara

·     Case Study “Keddeg Company: Succession to the Next Generation of Small Business”, John L. Ward & Carol Zsolnay, Kellogg School of Management, Northwestern University

·      “1,400 Years of Family Business”, Irene Herera, Works that Work no.3

·     “Centuries-old Japanese family-owned inn a model for succession”, Morten Bennedsen, South China Morning Post

·     “Multigenerational Family Companies: Path to longevity for family companies and their families”, Dr.David Klett


เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน