THE GURU • FUND FOCUS

4 ปัจจัยช่วยเลือกกองทุนดี

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

        กองทุนใดที่มีความสม่ำเสมอของผลงานตลอดช่วงระยะเวลาสั้น/กลาง/ยาว ก็ย่อมมีความน่าสนใจมากกว่ากองทุนที่ “เพิ่งเด่น” หรือ “เคยเด่น” ซึ่งการจะชี้ชัดได้ว่ากองทุนใดโดดเด่นสม่ำเสมอกว่ากันก็ต้องอาศัยการเปรียบเทียบให้ครบถ้วนในบรรดากองทุนประเภทเดียวกัน ทบทวนกันก่อนว่าเราลงทุนกองทุนรวมไปเพื่ออะไร

            กองทุนรวมคืออะไร แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้กี่ประเภท ท่านผู้อ่านน่าจะทราบข้อมูลลักษณะนี้เป็นอย่างดีแล้ว ผ่านการนำเสนอของทั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้บริการ และสื่อต่างๆ แต่เมื่อถามลงลึกในระดับแรงจูงใจว่า “แล้วเราลงทุนกองทุนรวมไปเพื่ออะไร” ซึ่งสำหรับผมแล้ว เหตุผลชัดๆ สั้นๆ ก็คือ “เพื่อให้รวยขึ้น” และเป็นการรวยขึ้นแบบที่ตรงกับจริตความกล้าความกลัวของตัวเรา ซึ่งแต่ละคนมีจริตไม่เหมือนกัน



มีแผนลงทุนที่ตรงจริตก่อน แล้วค่อยเลือกกองทุน



            ในเมื่อแต่ละคนมีจริตความกล้าความกลัวไม่เหมือนกัน ก่อนจะเลือกกองทุนเป็นรายกอง ต้องขึ้นโครงแผนลงทุนที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเราเสียก่อน หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นในรูปแบบที่นักลงทุนคุ้นเคยกันอยู่แล้วก็คือการทำแบบทดสอบความเสี่ยงที่เหมาะสม (Suitability Test) และนำผลทดสอบนั้นมาจัดพอร์ต (Investment Portfolio) ที่ลงตัว โดย Suitability Test นั้นจะเน้นถาม 2 มุมคือ 1) ความสามารถในการรับความเสี่ยง (Ability to take risk) และ 2) ความพอใจที่จะรับความเสี่ยง (Willingness to take risk)

            หากนักลงทุนมีความสามารถและความพอใจ ในระดับสูงกว่า แผนลงทุนก็จะโน้มเอียงไปในทางที่มีสินทรัพย์เสี่ยงสูงเป็นสัดส่วนสูงขึ้น ซึ่งมักจะเน้นที่กองทุนหุ้น แต่หากมีความสามารถและความพอใจในระดับต่ำกว่า แผนลงทุนก็มักจะมีกองทุนตราสารหนี้เป็นหลัก ซึ่งคำว่า “เป็นหลัก” ย่อมไม่ได้หมายถึงการมีกองทุนประเภทนั้นๆ อยู่เพียงประเภทเดียว แต่ยังมีกองทุนประเภทอื่นร่วมอยู่ด้วยแต่เป็นสัดส่วนที่ย่อมลงมาและเมื่อนักลงทุนมีแผนที่ลงตัวแล้ว ขั้นต่อมาก็คือการเลือกกองทุน



4 ปัจจัยใช้เลือกกองทุน

            การลงทุนเป็นการซื้ออนาคต แต่นักลงทุนมักได้รับคำเตือนว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผลงานในอดีตไม่อาจรับประกันผลงานในอนาคต” เมื่อได้รับคำเตือนเช่นนี้ นักลงทุนก็อาจเกิดความลังเล ว่าตัวเลขในอดีตที่เห็นกันนั้นจะช่วยชี้เป้ากองทุนที่จะ “ซื้อเพื่ออนาคต” ได้อย่างไร

            ในมุมมองของผม การเลือกกองทุน จึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งปัจจัยผลงานในอดีต และศักยภาพในอนาคตควบคู่กันไป โดยปัจจัยผลงานในอดีต ก็หนีไม่พ้นที่จะพิจารณา 1. ผลตอบแทน และ 2. ความผันผวน ส่วนปัจจัยศักยภาพในอนาคต ก็สามารถใช้ข้อมูล 1 และ 2 มาวิเคราะห์เป็น 3. ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของบริษัทจัดการ และ 4. อัตราค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ



ลงลึกปัจจัยผลงานในอดีต

          1. ปัจจัยผลตอบแทน ที่นักลงทุนควรนำมาใช้เลือกกองทุน ต้องเป็น “ผลตอบแทนรวม” หรือ Total Return ซึ่งจะช่วยเปรียบเทียบได้ชัดเจนระหว่างกองทุนที่จ่ายปันผลและไม่จ่ายปันผล ว่าโดยรวมแล้ว กองทุนไหนน่าสนใจกว่า เพราะในบางกรณี กองทุนที่จ่ายปันผลดีแต่กำไรจากราคาไม่ดี ก็อาจให้ Total Return แย่กว่ากองทุนที่ไม่จ่ายปันผลเลย แต่ให้กำไรดีจากราคา ก็เป็นได้

            แถมกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล นักลงทุนก็ไม่ต้องมีภาระในเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ต้องพิจารณาเมื่อจะยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีด้วย แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่ากองทุนที่จ่ายปันผลจะแย่กว่ากองทุนที่ไม่จ่ายปันผลเสมอไป ต้องดูที่ Total Return เพื่อให้เทียบกันได้อย่างยุติกรรมเสียก่อน

            และตัวเลข Total Return นี้ หากจะคำนวณให้ถูกต้องตามหลัก Global Investment Performance Standards (GIPS) จะไม่ใช่การเอาราคากองทุนสิ้นงวด บวกเงินปันผลตลอดงวด (ถ้ามี) และเทียบกับราคาต้นงวด แต่จะต้องแบ่งการคำนวณผลตอบแทนเป็นช่วงย่อยๆ ทุกครั้งที่กองทุนมีการจ่ายปันผล เช่น หากระหว่างทางมีการจ่ายปันผล 10 ครั้งก็จะต้องแบ่งการคำนวณผลตอบแทนออกเป็น 11 ช่วงย่อย แล้วนำตัวเลข 11 ช่วงย่อยนั้นมาคำนวณร่วมกันแบบค่าเฉลี่ยเลขาคณิต (Geometric Mean)

            2. ปัจจัยความผันผวน โดยการพิจารณาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของอัตราการเปลี่ยนแปลงราคา นั่นคือ ต้องนำราคาหน่วยลงทุนมาคำนวณว่าเปลี่ยนแปลงจากช่วงก่อนหน้าเท่าไร แล้วนำค่าความเปลี่ยนแปลงนั้นมาคำนวณ Standard Deviation ต่อไป และหากกองทุนมีการจ่ายเงินปันผล ก็จะต้องปรับค่า (Adjust) ให้ยุติธรรมก่อนคำนวณ เพราะหลังจ่ายปันผล มูลค่ากองทุนมักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมาจากปัจจัยกระแสเงินสดที่จ่ายออก ไม่ได้เกิดจากภาวะการลงทุนอย่างแท้จริง

 

ลงลึกปัจจัยศักยภาพในอนาคต

          1.ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของบริษัทจัดการ นักลงทุนที่ลงทุนกองทุนรวมของหลายบริษัทจัดการ (บลจ.) พร้อมๆ กัน มักสังเกตเห็นว่า แต่ละ บลจ. จะเชี่ยวชาญกองทุนต่างประเภทกัน บางแห่งเชี่ยวชาญกองทุนหุ้น บางแห่งเชี่ยวชาญกองทุนตราสารหนี้ การนำข้อมูลปัจจัย 1) และ 2) มาพิจารณาคำนวณในภาพรวมว่าในประเภทกองทุนหนึ่งๆ บลจ.ไหนมีความโดดเด่นเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ก็จะช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนในกองทุนรวมประเภทนั้นกับ บลจ.ที่โดดเด่น (สำหรับกองทุนประเภทนั้น) ได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น

            โดยมีหลักการว่า ในเมื่อ บลจ.นั้นเคยบริหารกองทุนประเภทนั้นได้ดีมาอย่างสม่ำเสมอ ต่อไปในอนาคตก็มีโอกาส (ศักยภาพ) สูงขึ้นที่จะทำผลงานได้ดีต่อไป และหากพบว่า บลจ.มีการเสนอขายหลายกองทุนในประเภทกองทุนเดียวกัน ก็จะต้องนำผลงานทุกกองทุน (ในประเภทนั้น) มาคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยของ บลจ.นั้นด้วย

          2. อัตราค่าธรรมเนียมการจัดการ บลจ.จะทยอยหักค่าธรรมเนียมการจัดการออกจากกองทุนในอัตราที่กำหนดไว้ ค่าธรรมเนียมนี้จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องเผชิญอย่างแน่นอนในอนาคต ไม่ว่ากองทุนนั้นจะมีผลงานเป็นกำไรหรือขาดทุน ดังนั้น หากปัจจัยอื่นคงที่ กองทุนประเภทเดียวกันที่มีอัตราค่าธรรมเนียมสูงกว่า ย่อมมีความน่าสนใจน้อยกว่า

 

ดูแต่ละปัจจัยแล้วยังต้องดูความสม่ำเสมอด้วย

            แม้อนาคตยังไม่มีใครรู้ชัด แต่ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็คือ พอจะนำผลงานในอดีตมาเป็นข้อมูลได้ และกองทุนที่ดี ก็ควรมีผลงานในอดีตที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยอาจจะแบ่งระยะสั้นเป็น กรอบเวลา 3 เดือน และ 6 ระยะกลางคือ 1ปี และ 3 ปี ส่วนระยะยาวคือ 5 ปี และ 10 ปี ซึ่งอาจจะเน้นให้น้ำหนักระยะกลางมากเป็นพิเศษ เนื่องจากภาพระยะสั้นอาจเกิดจากปัจจัยชั่วคราว ส่วนภาพระยะยาวอาจพ้นยุคไปแล้ว เช่น บลจ. เปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน หรือเปลี่ยนทีมผู้บริการกองทุน

            โดยกองทุนใดที่มีความสม่ำเสมอของผลงานตลอดช่วงระยะเวลาสั้น/กลาง/ยาว ก็ย่อมมีความน่าสนใจมากกว่ากองทุนที่ “เพิ่งเด่น” หรือ “เคยเด่น” ซึ่งการจะชี้ชัดได้ว่ากองทุนใดโดดเด่นสม่ำเสมอกว่ากันก็ต้องอาศัยการเปรียบเทียบให้ครบถ้วนในบรรดากองทุนประเภทเดียวกัน

 

เข้าใจหลักการแล้ว แต่ปัญหายังมีอยู่

            จากหลักการที่นำเสนอไปทั้งหมดข้างต้น น่าจะช่วยให้แนวคิดในการเลือกกองทุนที่ดีให้กับนักลงทุนได้อย่างชัดเจนพอสมควร ซึ่งโดยสรุปคือ กองทุนที่ดี ต้องดีทั้ง 4 ปัจจัย ต้องดีอย่างสม่ำเสมอ และต้องเทียบกันให้ครบๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน

            แต่เมื่อนักลงทุนจะลงมือพิจารณาคัดเลือกกองทุนด้วยตัวเอง (ตามแนวทางข้างต้น) ก็น่าจะจินตนาการต่อได้ไม่ยากว่าจะต้องเผชิญความยากลำบากไม่น้อย เริ่มตั้งแต่ 1) จะหาข้อมูลกองทุนจากทุกบลจ.ได้จากแหล่งใด เพื่อจะให้นำมาเปรียบเทียบได้อย่างยุติธรรมทั่วถึง ไม่ได้กระจุกเฉพาะบลจ. ที่รู้จักซึ่งอาจไม่ได้เชี่ยวชาญในประเภทกองทุนที่นักลงทุนสนใจอยู่ก็เป็นได้ (และมักจะเป็นเช่นนั้นอยู่บ่อยๆ) 2) แม้จะได้ข้อมูลกองทุนมาแล้ว จะคำนวณด้วยตัวเองได้อย่างไร ตั้งแต่การแบ่งประเภทกองทุน การคำนวณความโดดเด่นแต่ละปัจจัย โดยเฉพาะการคำนวณ Total Return ที่ต้องแบ่งเป็นกรอบเวลาย่อยๆ ไปจนถึงการคำนวณความสม่ำเสมอของผลงานที่แบ่งเป็นหลายกรอบเวลา

            ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 10 มกราคม 2563 จากเว็บไซต์ thaimutualfund.com ชี้ว่า จำนวนกองทุนในสารบบของประเทศไทยมีมากถึง 1,114 กองทุน และ 3) จะคำนวณอย่างไรให้ทันการณ์ เพราะข้อมูลมหาศาลจากข้อ 2 นั้น มีการเผยแพร่สดใหม่ออกมาทุกวัน

 

มีข้อมูลมหาศาล จึงต้องใช้เทคโนโลยีช่วย

            สิ่งใดที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถคิดออกมาเป็นขั้นเป็นตอนได้ และทำเองด้วยมือได้แต่อาจใช้เวลามาก ก็สามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยย่นเวลาทำงานได้เช่นกัน โดยที่หลักการและคุณภาพของผลการคำนวณยังคงเดิม

            ด้วยเหตุนี้ เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมและทีมงานจึงได้นำหลักการทั้งหมดข้างต้น มาสร้างเป็นระบบอัตโนมัติที่เว็บไซต์ Treasurist.com เพียงแค่ทำ Suitability Test เสร็จ ก็จะได้รับแผนลงทุนที่ตรงจริตทันที ส่วนกองทุนที่โดดเด่นตามแนวทางข้างต้น ก็จะถูกคำนวณและคัดเลือกมานำเสนอให้พร้อมกัน

            โดยทั้งหมดนี้ตั้งแต่ต้นจนได้รับแผนลงทุนและเห็นรายชื่อกองทุนแนะนำ จะใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที โดยเวลาส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด จะใช้ไปกับการทำ Suitability Test ส่วนการดึงกองทุนแนะนำขึ้นมาแสดง จะใช้เวลาแค่อึดใจ นักลงทุนท่านใดสนใจ สามารถทดลองใช้ได้ฟรีที่เว็บไซต์ข้างต้น


เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน