THE GURU • FUND FOCUS

แนะจัดแผนลงทุนให้ลงตัว ผ่านมุมมองธนาคารกลางทั่วโลก

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์


               แต่ละครั้งที่ธนาคารกลางของประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ มีการตัดสินใจเชิงนโยบายและให้มุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะต่อไป เช่น การปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือการกำหนดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing หรือ QE) มักจะนำมาซึ่งความเคลื่อนไหวในตลาดการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

                การรู้เท่าทันมุมมองของธนาคารกลาง จึงเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้นักลงทุนปรับตัวได้ทันต่อตลาด และสามารถเตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ในบทความนี้จึงจะครอบคลุมมุมมองภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจากแหล่งต่างๆ ดังนี้ 1) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารแห่งประเทศไทย 2) Federal OpenMarket Committee (FOMC) ของ US Federal Reserve 3) European Central Bank (ECB) และ 4) Policy Board ของ the Bank of Japan (BOJ)

เปิดภาพเศรษฐกิจ จากการประชุมนโยบายการเงินครั้งล่าสุด

            MPC ณ 5 สิงหาคม 2563 ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาด แต่คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี กว่าจะฟื้นตัวกลับไปยังระดับเดิม และการฟื้นตัวในแต่ละส่วนของเศรษฐกิจก็มีความต่างกันมาก การส่งออกเริ่มฟื้นตัวในระดับต่ำ การท่องเที่ยว Inbound จากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังฟื้นตัวช้า ส่วนการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังหดตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อตลอดปี 2563 ยังมีแนวโน้มติดลบ

            FOMC ณ 29 กรกฎาคม 2563 ชี้ว่า การแพร่ระบาดของโรค ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ด้านการจ้างงานแม้จะฟื้นตัวบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงต้นปี 2563 เป็นเหตุให้อุปสงค์ทั่วโลกลดลง และสะท้อนต่อมายังราคาน้ำมันดิบและอัตราเงินเฟ้อ และมีมุมมองว่า การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจจะมีตัวแปรหลักที่สำคัญมาก คือสถานการณ์ของการแพร่ระบาด ซึ่งรวมไปถึงความคืบหน้าของการพัฒนาเวชภัณฑ์ โดยมุมมองภาวะเศรษฐกิจในระยะสองสามเดือนข้างหน้านี้ จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการวิกฤติในภาคสาธารณสุขเป็นสำคัญ

            ECB ณ 16 กรกฎาคม 2563 ชี้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2563 มีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2563 แต่การฟื้นตัวก็ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และการฟื้นตัวก็เกิดขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละอุตสาหกรรมและในแต่ละประเทศในกลุ่มยุโรป ส่วนในเชิงตัวเลขเศรษฐกิจ คาดว่าไตรมาสสองจะหดตัวแรงกว่าไตรมาสหนึ่ง

            ด้านมุมมองเศรษฐกิจในระยะต่อไป มีแนวทางไม่จากจาก FOMC กล่าวคือ จะขึ้นอยู่กับนโยบายด้านการพยุงเศรษฐกิจ ที่เน้นให้การจ้างงาน การผลิตสินค้า และอุปสงค์ภายในประเทศ ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ภายใต้เงื่อนไขความยาวนานและความเข้มข้นของมาตรการป้องกันโรค

            BOJ ณ 15 กรกฎาคม 2563 ชี้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมาก ทั้งภาวะที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเอง และที่เป็นผลกระทบจากภาคต่างประเทศ โดยมีมุมมองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2563 เป็นต้นไป แต่ก็ยังไม่อาจกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดได้แม้จะเข้าสู่ปี 2565 แล้วก็ตาม นอกจากนั้น ยังต้องให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสาธารณสุขไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามาตรการด้านการเงินการคลัง เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจอย่างเพียงพอในการใช้ชีวิตนอกบ้านและกล้ามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ใกล้ชิดได้ยิ่งขึ้น

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากการประชุมนโยบายการเงินครั้งล่าสุด

            MPC มีมุมมองว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อฟื้นฐานของประเทศไทยตลอดปี 2563 น่าจะติดลบ 1.0% และ 0.1% ตามลำดับ ก่อนที่จะฟื้นตัวเป็นบวก 0.3% และ 0.1% ตามลำดับในปี 2564 โดยที่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ในการกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาด จึงคาดการณ์ได้ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย น่าจะอยู่ในระดับไม่เกินกว่าปัจจุบันที่ 0.50% ต่อปี อย่างน้อยตลอดปี 2563 นี้

            FOMC มีเจตนารมณ์จะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (The federal fund rate) ไว้ในระดับ 0.00-0.25% ต่อปี ต่อไปจนกว่าจะมีความมั่นใจว่าระบบเศรษฐกิจจะก้าวผ่านวิกฤติโรคระบาดซึ่งจะมีสัญญาณให้เห็นได้จากการจ้างที่เพิ่มขึ้นและราคาสินค้ามีเสถียรภาพยิ่งขึ้น

            ทั้งนี้ FOMC ยังคงอ้างอิงคาดการณ์ล่าสุดที่เผยแพร่ไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งกรรมการ FOMC มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.00-0.25% ต่อปี ยังมีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2564

            ECB ให้แนวทางไว้ว่าจะรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.00% ต่อปี หรือต่ำกว่านี้ ไว้อย่างต่อเนื่องจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับใกล้เคียง 2.00% (ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.40% ต่อปี) และจะคงมาตรการฉุกเฉินในการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อสร้างสภาพคล่องให้ระบบภายใต้วงเงิน 1.35 ล้านล้านยูโร อย่างน้อยจนถึงกลางปี 2564 จึงคาดการณ์ได้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ECB จะคงอยู่ในระดับศูนย์ ไปตลอดปี 2563 นี้

            BOJ นอกจากการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบ 0.10% ต่อปี ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังตั้งเป้าหมายซื้อพันธรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีไว้ให้ไม่เกิน 0.00% ในส่วนของตราสารหนี้เอกชน BOJ ก็มีเป้าหมายจะเพิ่มวงเงินถือครองจากระดับ 5 ล้านล้านเยนขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงเดือนมีนาคม 2564 โดยมีเพดานที่ 15 ล้านล้านเยน จึงคาดการณ์ได้ว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ BOJ จะยังคงอยู่ในระดับติดลบต่อเนื่องตลอดปี 2563 นี้เช่นกัน

           โดยสรุปแล้ว จะเห็นว่า ธนาคารกลางทุกแห่งในที่นี้ มีมุมมองสอดคล้องกันคือ ภาวะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบรุนแรง และต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัวสู่ระดับเดิม จึงจำเป็นต้องคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการกดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำมากอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งคือ ธนาคารกลางทั้ง 4 แห่ง มีกำหนดการประชุมนโยบายการเงินพร้อมหน้ากันในเดือนกันยายน 2563 นี้ โดย MPC ประชุมวันที่ 23 กันยายน FOMC ประชุมวันที่ 15-16 กันยายน ECB ประชุมวันที่ 10 กันยายน และ BOJ ประชุมวันที่ 16-17 กันยายน

คำแนะนำจัดแผนลงทุน

                แนะนำแผนลงทุนระดับความเสี่ยงปานกลาง โดย 30-40% ของมูลค่าเงินลงทุน เป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดการเงินในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ส่วนอีก 30-40% เปิดรับโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้นจากกองทุนหุ้นไทย ซึ่งอาจทดแทนด้วยกองทุนหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนั้น ยังสามารถกระจายการลงทุนไปในกองทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน 25% และอีก 5% เป็นกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ประเภททองคำ โดยสามารถคาดหวังผลตอบแทนซึ่งอิงจากข้อมูลจริงในอดีต ได้ในระดับประมาณ 5% ต่อปี

                อ้างอิงข้อมูล: www.bot.or.th, www.federalreserve.gov, www.ecb.europa.eu, www.boj.or.jpรวบรวมข้อมูลโดย นิติกร สุทธิมูล ผู้แนะนำการลงทุนรับอนุญาต บลป.เทรเชอริสต์

เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน