THE GURU • FUND FOCUS

เผยกลเม็ดคุ้มครองมูลค่า LTF/SSFX พร้อมแนะนำ SSF/RMF กองเด่น

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

            เข้าสู่กลางไตรมาสสุดท้ายของปีเป็นที่เรียบร้อย คนทำงานที่มีเงินออมและต้องการสิทธิลดหย่อนภาษีก็น่าจะเริ่มพิจารณาเลือกซื้อกองทุนรวมเพื่อลดหย่อนภาษี ในบทความนี้จึงจะขอสรุปหลักเกณฑ์ของกองทุนลดหย่อนภาษีที่ซื้อได้ในปีนี้ พร้อมกับนำเสนอกลเม็ดในการคุ้มครองมูลค่ากองทุนประเภท LTF และ SSFX ที่แม้จะซื้อเพิ่มไม่ได้แล้ว แต่ยังต้องถือไปอีกยาวในภาวะที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนในขาลง และปิดท้ายด้วยการนำเสนอกองทุน SSF และ RMF แนะนำเป็นรายตัวในหลายประเภทกองทุน

สรุปกันอีกครั้งกับเกณฑ์การลงทุนในกองทุน SSF และ RMF ประจำปี 2563

            หากพูดถึงกองทุนรวมที่ผู้ลงทุนได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี ที่ยังมีอยู่ในปัจจุบัน ก็จะประกอบด้วย LTF SSFX SSF และ RMF อย่างไรก็ดี กองทุนประเภท LTF และ SSFX แม้จะยังมียอดเงินลงทุนคงค้างอยู่มากในระบบ อีกทั้งยังต้องถือลงทุนกันต่อไปอีกหลายปี แต่ก็ไม่สามารถซื้อเพิ่มได้แล้ว ดังนั้น ก็จะเหลือเพียงกองทุนประเภท SSF และ RMF ที่นักลงทุนยังสามารถซื้อลงทุนเพิ่มได้ในปี 2563 จึงจะขอเปรียบเทียบเกณฑ์ที่สำคัญของกองทุนสองประเภทหลัง ให้เป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจลงทุนอีกครั้ง ดังนี้

            ด้านนโยบายการลงทุน : ทั้ง SSF และ RMF ลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภท ทั้งตราสารหนี้ เงินฝากธนาคาร ตราสารทุน อีกทั้งยังสามารถลงทุนได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนประเภทกองทุนก็ยังมีทั้งแบบผสมที่มีการปรับสัดส่วนประเภทสินทรัพย์ต่างๆ ได้ตามวิจารณญาณของผู้จัดการกองทุน และแบบที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเป็นการเฉพาะ

            ด้านสิทธิลดหย่อนภาษี : SSF ซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมินในปี 2563 และต้องไม่เกิน 200,000 บาท ส่วน RMF ซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมินปีนี้ และต้องไม่เกิน 500,000 บาท และทั้งสองแบบ เมื่อรวมกับผลิตภัณฑ์การเงินด้านบำนาญ ได้แก่ ประกันบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน จะซื้อรวมกันได้ทั้งสิ้นไม่เกิน 500,000 บาท

            ด้านเงื่อนไขการลงทุน : ไม่กำหนดยอดซื้อลงทุนขั้นต่ำ โดย SSF ไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี จะซื้อเฉพาะปีใดก็ได้ ขณะที่ RMF ต้องซื้อต่อเนื่องไม่น้อยกว่าปีเว้นปี

            ด้านระยะเวลาถือครอง : SSF ซื้อแล้วต้องถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปี ขณะที่ RMF ต้องถือครองจนอายุผู้ลงทุนไม่น้อยกว่า 55 ปีและถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยนับแบบวันชนวัน

            ด้านการปรับแผนลงทุน : เงินลงทุนทั้งใน SSF และ RMF ที่มีอยู่เดิม สามารถสลับออกไปยังกองทุนกลุ่มเดียวกัน (SSF ก็สลับในหมู่ SSF ส่วน RMF ก็สลับในหมู่ RMF) เช่น จะสลับกองทุนหุ้นต่างประเทศ หรือกองทุนตราสารหนี้ก็ได้ และจะสลับไปมากี่ครั้งก็ได้ หรือจะสลับจะข้าม บลจ.ก็ได้

           ด้านวัตถุประสงค์การลงทุน : SSF เน้นสะสมมูลค่าเงินลงทุนในระยะยาวไม่น้อยกว่า 10 ปี ส่วน RMF เน้นสะสมมูลค่าเงินลงทุนระยะยาวจนถึงวัยอาวุโสเพื่อรองรับการเกษียณ

            และเมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขข้างต้น ผู้ลงทุนที่อายุไม่เกิน 45 ปี หากลงทุนใน SSF จะขายคืนได้เร็วกว่า ส่วนผู้ที่อายุเกิน 45 ปี หากลงทุนใน RMF จะขายคืนได้เร็วกว่า

กลเม็ดคุ้มครองเงินลงทุนใน LTF/SSFX ภายใต้ภาวะตลาดหุ้นไทยปัจจุบัน

            ตลาดหุ้นไทยเมื่อพิจารณาจาก SET Index มีการปรับลดลงเป็นส่วนใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่าน โดยได้แตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,839 จุด เมื่อต้นปี 2560 ก่อนที่จะลดลงมาเหลือ 1,595 จุด ในช่วงต้นปี 2563 และลดเหลือประมาณกว่า 1,200 จุด ในปัจจุบัน (ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2563) ทำให้นักลงทุนหลายท่านอาจจะทยอยปรับแผนลงทุนโดยการสลับกองทุนหุ้นไทยไปเป็นกองทุนประเภทอื่นกันบ้างแล้ว

            อย่างไรก็ดี กองทุน LTF และ SSFX ซึ่งเน้นลงทุนเฉพาะหุ้นไทย แม้จะสลับไปกองทุนอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันได้ แต่ภาพรวมอาจช่วยไม่ได้มาก เนื่องจากสินทรัพย์ภายในกองทุนจะมีหุ้นไทยเป็นหลักไม่ต่างกัน และหากขายก่อนครบกำหนดก็อาจโดนค่าปรับย้อนหลังจากภาครัฐ

            ดังนั้น เมื่อยังต้องถือ LTF หรือ SSFX ไว้ตามเดิม การใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นเข้าช่วย ก็อาจเป็นทางออกที่น่าสนใจ ซึ่งเครื่องมือทางการเงินในที่นี้ ขอแนะนำการใช้ SET50 Index Futures ฝั่ง Short ซึ่งจะส่งผลคือ เมื่อหุ้นไทย (อิงตาม SET Index หรือ SET50 Index) ปรับลดลง มูลค่า Futures จะกลับเพิ่มขึ้น

            โดย SET50 Index Futures มีลักษณะสำคัญคือ การถือครองหนึ่งสัญญา มีค่าเท่ากับ SET50 Index คูณด้วย 200 เช่น ณ ราคา 760 จุด จะมีมูลค่าเทียบเท่าการถือครอง SET50 Index (ซึ่งก็คือหุ้นไทยขนาดใหญ่) มูลค่า 152,000 บาท สมมตินักลงทุนมีการถือครอง LTF และ SSFX รวมกัน 1,060,000 บาท หากต้องการคุ้มครองมูลค่าเงินลงทุนส่วนนี้ ก็สามารถทำการ Short สัญญา SET50 Index Futures จำนวน 7 สัญญา ซึ่งจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับเงินลงทุนในหุ้นไทยจำนวนข้างต้น

            เมื่อดำเนินการดังนี้แล้ว ต่อไปหากมูลค่า LTF และ SSFX ลดลงตามภาวะตลาดโดยรวม มูลค่าของสัญญา SET50 Index Futures ก็จะปรับเพิ่มขึ้นมาชดเชย ทำให้มูลค่าเงินลงทุนโดยรวมมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี กลไกการชดเชยกันนี้ อาจไม่พอดีกันอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากสินทรัพย์ในกองทุนไม่เหมือนกับองค์ประกอบของดัชนีอย่างสมบูรณ์เช่นกัน แต่ก็นับว่าช่วยได้อย่างมีนัยสำคัญและต่อมาหากภาวะการลงทุนเริ่มฟื้นตัวจนนักลงทุนค่อนข้างมั่นใจแล้ว ก็สามารถปิดสัญญา SET50 Index Futures ดังกล่าว

            ซึ่งหากนักลงทุนเริ่ม Short ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็ควรจะได้กำไรจาก Future มาพอสมควรแล้ว และในส่วนของ LTF และ SSFX ก็ควรจะทยอยฟื้นตัวขึ้น ทำให้มูลค่าการลงทุนโดยรวมสามารถเพิ่มขึ้นได้ต่อไปในที่สุด

            โดยสรุปคือ ในภาวะตลาดขาลง หากเริ่ม Short คุ้มครองไว้อย่างถูกจังหวะ ก็จะเลี่ยงผลขาดทุนลงไปได้มาก และเมื่อตลาดฟื้นตัว ทำการปิดสัญญา Futures ฝั่ง Short แล้วปล่อยให้ด้าน LTF และ SSFX ปรับเพิ่มขึ้น มูลค่าเงินลงทุนเราก็จะเพิ่มขึ้นต่อไปได้ ทำให้มูลค่าการลงทุนโดยรวมจะมีแต่ทรงตัวและกำไร

            อย่างไรก็ดี ในการเลือกใช้ SET50 Index Futures จะต้องพิจารณาประเด็นดังนี้ร่วมด้วย

                1. ต้องพิจารณาจุดตัดสินใจ ว่าเมื่อใดควรใช้เครื่องมือนี้

                2. ต้องคำนวณจำนวนสัญญาให้เหมาะสมกับมูลค่าสินทรัพย์ที่ต้องการคุ้มครอง

                3. ต้องพิจารณาลักษณะการส่งคำสั่งให้ถูกต้อง ว่าจะทำการ Long (ถ้าตลาดบวกจะได้กำไร) หรือ Short (ถ้าตลาดลงจะได้กำไร) และจะ Open (ซื้อใหม่/ซื้อเพิ่ม) หรือ Close (เลิกสัญญาเดิมที่มีอยู่)

                4. ต้องมีการวางเงินประกันตามจำนวนสัญญา

ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ tfex.co.th

แนะนำกองทุน SSF และ RMF เด่น

            ระบบประมวลผลของ บลป.เทรเชอริสต์ จะมีการคำนวณข้อมูลจากปัจจัยต่างๆ เพื่อนำเสนอเป็นคำแนะนำกองทุนแต่ละประเภทได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากแบ่งตามระดับความเสี่ยง จะประกอบด้วยกองทุนดังนี้

            รับความเสี่ยงได้จำกัด เน้นชนะเงินเฟ้อ :

            ด้าน SSF แนะนำกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ พลัส (ชนิดเพื่อการออม) หรือ “SCBFP-SSF” ซึ่งกองทุนนี้เน้นลงทุนในเงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงหุ้นกู้เอกชน โดยที่ SCBFP-SSF มีกองทุนหลักที่มีนโยบายลงทุนเดียวกันคือ SCBFP ซึ่งกองทุนหลักดังกล่าวให้ผลตอบแทนสะสมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในระดับ 5.6%

            ด้าน RMF แนะนำกองทุนเปิดภัทร อินคัม เพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ “PHATRA INRMF” ซึ่งเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย กองทุนนี้ให้ผลตอบแทนสะสมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในระดับ 6.5%

            รับความเสี่ยงได้สูง เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน :

            ด้าน SSF แนะนำกองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ ชนิดเพื่อการออม แบบไม่จ่ายเงินปันผล หรือ “ONE-UGG-ASSF” โดยกองทุนนี้เน้นลงทุนต่อในกองทุนหลักคือ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund ซึ่งมีการลงทุนหลักในหุ้น Tesla 8.9% Amazon 7.7% Alibaba 6.4% เป็นต้น ซึ่งกองทุน ONE-UGG-ASSF นี้มีกองทุนต้นแบบในประเทศคือ ONE-UGG-RA ที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน และมีผลตอบแทนสะสมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในระดับ 107.0%

            ด้าน RMF แนะนำกองทุนเปิดทหารไทย China Opportunity เพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ “TMBCORMF” โดยกองทุนนี้เน้นลงทุนต่อในกองทุนหลักคือ UBS (Lux) Equity - China Opportunity (USD) ซึ่งมีการลงทุนหลักในหุ้น Tencent 9.5% TAL Education 9.4% Ping An Insurance 6.3% เป็นต้น และมีผลตอบแทนสะสมในช่วง 3 ปีล่าสุดในระดับ 46.2%

            รับความเสี่ยงได้สูง และต้องการกระจายลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก :

            ด้าน SSF แนะนำกองทุนเปิดพรินซิเพิล เอ็นแฮนซ์ พร็อพเพอร์ตี้ แอน อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซ์ อินคัม SSF หรือ “PRINCIPAL iPROPEN-SSF” ซึ่งเน้นลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและกองรีท (REIT) เช่น Vanguard Invs Aust Australia Prop Sec Ind ETF 24.8% Next Funds REIT Index ETF 7.8% Core Japan REIT ETF 7.6% โดยตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในเดือนเมษายน 2563 จนถึงปัจจุบัน ให้ผลตอบแทน 12.0%

            ด้าน RMF แนะนำกองทุนเปิดกรุงไทย พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล เพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ “KT-PIF RMF” ซึ่งเน้นลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและหลักทรัพย์ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น Digital Infrastructure Fund (DIF) 8.5% Ascendas REIT 7.1% WHART 5.0% โดยมีผลตอบแทนสะสมในช่วง 3 ปีล่าสุดในระดับ 13.9%

(ข้อมูล ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2563)

รวบรวมข้อมูลโดย รวีโรจน์ เจียมศิริกาญจน์ และนิติกร สุทธิมูล ผู้แนะนำการลงทุนรับอนุญาต บลป.เทรเชอริสต์

เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน