THE GURU • INVESTMENT

หุ้นเทคโนโลยี ความหวังของนักลงทุนทั่วโลก

บทความโดย: ณพวีร์ พุกกะมาน (เปโดร)

            นับตั้งแต่เปิดศักราชปี 2563 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นทั่วโลกก็เจอแต่เรื่องร้ายๆตั้งแต่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านและล่าสุดคือเชื้อไวรัสโคโรน่า ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงอย่างหนักโดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนดัชนี CSI300  ติดลบไปประมาณ 4.8% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นฮ่องกงรวมถึง SET Index ของเรา ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบ WTI ลบลงถึง 17% ส่วนทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ชอบข่าวร้ายอยู่แล้วบวกขึ้นมา 3%

          ขณะที่ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯปรับตัวบวกขึ้น 3% และดัชนี NASDAQ บวกขึ้น 6% สาเหตุที่สองดัชนีนี้ปรับตัวบวกขึ้นมาได้เพราะมีสัดส่วนของ หุ้นเทคโนโลยีอยู่ค่อนข้างมาก หุ้นกลุ่มนี้ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม FANG (Facebook,Amazon,Apple,Nefflix,Google)

          หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพวกนี้ ไม่ได้อยู่ไกลตัวพวกเราเลย เผลอๆเราคนไทยใช้บริการพวกเขามากกว่าบริษัทในประเทศไทยเองเสียอีก ในแง่มุมการลงทุนผมคิดว่าควรจะศึกษาช่องทางการลงทุนในหุ้นพวกนี้เอาไว้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เพราะหุ้นพวกนี้คือความหวังของนักลงทุนทั่วโลกที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีในขณะที่ปัจจัยลบอยู่รอบตัว

          ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้ทะยอยประกาศผลประกอบการออกมาทำให้เราได้เห็นแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจนรวมถึง New Business ที่จะผลักดันราคาหุ้นให้ไปต่อได้ แม้จะเรียกได้ว่าราคาตอนนี้ ไม่ได้ถูกแต่ถ้ามองถึงการเติบโตในอนาคตก็อาจมองว่า ไม่ได้แพง

          อย่างเช่น Apple ประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ยอดขาย iPhone ที่เพิ่มขึ้นถึง 8% อยู่ที่ 5.596 หมื่นล้านเหรียญฯ โดยยอดขาย iPhone ถือเป็นรายได้หลักกว่า 60% ของ Apple ขณะที่รายได้จากพวกสินค้า Accessory อย่างเช่น Apple Watch หรือ Airpods นั้นสูงถึง 1 หมื่นล้านเหรียญฯ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 11% แล้ว

          ส่วนรายได้ของธุรกิจบริการ อย่างเช่น icloud, Applecare, Apple TV+ นั้นเติบโตขึ้นถึง 17% อยู่ที่ระดับ 1.27 หมื่นล้านเหรียญฯ โดยปัจจุบันอุปกรณ์ของ Apple ที่คนทั่วโลกใช้อยู่นั้นรวมกันอยู่ที่ 1.5 พันล้านหน่วย ทำให้ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้น Apple ได้ปรับตัวขึ้นมากว่าเท่าตัว

          ขณะที่หุ้นร้อนแรงที่สุดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานั่นคือ TESLA ของนาย Elon Musk มีมูลค่าตลาดแซงหน้า ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อันดับสองของโลกอย่าง volkswagen ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เพิ่งจะมีมูลค่าตลาดแซงหน้า สองบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันอย่าง Ford และ GM รวมกัน

          โดยมูลค่าตลาดของ Tesla อยู่ที่ 1.02 แสนล้านเหรียญฯ ขณะที่มียอดขายรถยนต์เพียง 367,500 คัน ทั่วโลกเท่านั้น นั้นเพราะ Tesla ผลิตแต่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไร้มลพิษ ทำให้ได้รับความไว้วางใจและมีนักลงทุนเชื่อมั่นในอนาคตของ Tesla ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล อนาคตมูลค่าตลาดของ Tesla อาจจะแซงหน้า Toyota ก็เป็นได้

          ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีอื่นๆอย่าง Alphabet บริษัทแม่ของ Google ได้เปิดเผยรายได้โฆษณาของ YouTube ในปีที่ผ่านทำรายได้อยู่ที่ 1.515 หมื่นล้านเหรียญฯ สูงกว่าในปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 1.116 หมื่นล้านเหรียญฯ แถมยังมีรายได้จากค่าสมาชิก Youtube TV เพิ่มเข้ามาอีก รวมถึงธุรกิจ Cloud Service ก็ทำรายได้เพิ่มขึ้นไปถึง 52%

          นอกจากหุ้นเทคโนโลยีฝั่งอเมริกา ยังมีสามทหารเสือจากฝั่งจีนที่เรียกว่ากลุ่ม “BAT” ประกอบด้วย Baidu ผู้ให้บริการซอฟแวร์ และ เสิร์ชเอนจิน Alibaba ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อสินค้าออนไลน์ และ Tencent เจ้าของแอปพลิเคชัน Wechat ที่เป็นเจ้าตลาดในธุรกิจ Social Network และเกมส์ออนไลน์ ซึ่งพวกนี้ก็จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯและฮ่องกง

          ถ้าจะให้บรรยายว่าหุ้นเทคโนโลยีเหล่านี้มี New Business อะไรบ้าง คงต้องใช้พื้นที่อย่างมากเพราะแทบจะผุดขึ้นใหม่ทุกๆเดือนๆทีเดียว ทำให้หุ้นพวกนี้ยังคงความเป็นหุ้นเติบโต (Growth Stock) เอาไว้ได้ ถือเป็นความหวังของนักลงทุนทั่วโลกที่จะแสวงหาผลตอบแทนท่ามกลางความวุ่นวาย

          สำหรับใครที่มองหาหุ้นที่เติบโตไปกับเทคโนโลยีในตลาดหุ้นไทย ลองมองหาบริษัทที่กำลังจะมี New S Curve ดู ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใหม่ที่ ฉีกแนวไปจากธุรกิจเดิมที่ทำอยู่อย่างสิ้นเชิง การไปหาตลาดใหม่นอกเหนือจากภายในประเทศที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนหนัก รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับเปลี่ยนธุรกิจครั้งใหญ่ ผมเชื่อว่าก็จะเป็น Growth Stock ที่เติบโตได้แน่นอน

          เวลานี้ เรากำลังอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีมนุษย์กำเนิดขึ้น ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะต้องเริ่มศึกษาการลงทุนในหุ้นที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนตั้งแต่วันนี้

เกี่ยวกับนักเขียน

ณพวีร์ พุกกะมาน (เปโดร) นักลงทุนหนุ่มรุ่นใหม่ ที่เติบโตใช้ชีวิตในต่างแดนจากพื้นฐานครอบครัวนักการทูต ทำให้หลงไหลการลงทุนในสินค้าต่างประเทศ ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้ง creative investment space พื้นที่แชร์ประสบการณ์ และข้อมูล นวัตกรรมการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่มีความหลากหลาย

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน