THE GURU • INVESTMENT

10 บริษัทชั้นนำจาก Thematic ETF ธีมฟินเทค

บทความโดย: ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์

            จากบทความที่แล้ว ผมพาทุกท่านไปทำความรู้จัก ภาพรวมของเมกะเทรนด์ฟินเทค และโอกาสการเติบโตของทั่วโลก ซึ่งตอกย้ำอิทธิพลของฟินเทคว่า กำลังมีบทบาทต่อชีวิตผู้คนบนโลกใบนี้มากแค่ไหน และการเงินการลงทุนแบบเดิมๆ กำลังถูกดิสรัปและค่อยๆ หายไปในไม่ช้า 

            ฟินเทค (ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน – Fintech) ได้เข้ามาปฏิวัติธุรกิจการเงินและการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แม้กระทั่งธนาคารกลางของแต่ละประเทศก็ต่างตื่นตัวกับเทคโนโลยีนี้ 

            ประเด็นสำคัญ คือ ฟินเทคกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้งาน เช่น ดิจิทัลเพย์เมนต์ผ่านสมาร์ตโฟน รวมไปถึงการจ่ายเงินออนไลน์ เมื่อสั่งสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

            นอกจากนี้ยังมีบทบาทของคริปโทเคอร์เรนซี (สกุลเงินดิจิทัล) ที่สามารถใช้จ่ายแทนเงินตราสกุลหลักได้ หรือเทรนด์คราวด์ฟันดิง (Crowdfunding) การระดมทุนก่อตั้งสตาร์ตอัป

            และยังมีเมกะเทรนด์อื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ในฟินเทคร่วมกันได้ เช่น AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่มาช่วยบริหารความเสี่ยงภาคการเงิน และคลาวด์คอมพิวติงที่เก็บรวบรวมธุรกรรมการเงินมหาศาล

            คุณจะเห็นภาพระยะยาวๆ ได้เลยว่า ฟินเทคไม่ได้เป็นเทรนด์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่จะเป็นเมกะเทรนด์ที่จะอยู่กับวิถีชีวิตของคุณทั้งปัจจุบันและอนาคต 

            นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเงินโลกเท่านั้น ที่ทำให้การลงทุนใน ธีมฟินเทคมีความน่าสนใจมากขึ้นและเป็นเมกะเทรนด์อนาคตไกล

Thematic ETF ธีมฟินเทคที่น่าสนใจ

            ผมขอพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับ Global X FinTech ETF (FINX) เป็น Thematic ETF ที่ Jitta Wealth เลือกมาเป็นตัวแทนธีมฟินเทคในกองทุนส่วนบุคคล Thematic DIY และ Thematic Optimize

            การลงทุนใน ETF (Exchange Traded Fund) เป็นอีก 1 ทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนักลงทุนสามารถลงทุนหุ้นได้ และกระจายความเสี่ยงไปในหลายๆ บริษัทตามนโยบายของ ETF นั้น 

            FINX ถูกจัดให้เป็น 7 ETF ธีมฟินเทคที่ควรลงทุน โดย U.S.News & World Report รวมทั้งองค์กรอื่นๆ จัดให้ FINX อยู่ในอันดับต้นๆ ของ ETF ธีมฟินเทคที่น่าลงทุนด้วยเช่นกัน 

            1.Global X FinTech ETF (FINX)

            2.ARK Fintech Innovation ETF (ARKF)

            3.ETFMG Prime Mobile Payments ETF (IPAY)

            4.Ecofin Digital Payments Infrastructure Fund (TPAY)

            5.Industrial Select Sector SPDR ETF (XLI)

            6.Vanguard Growth ETF (VUG)

            7.iShares U.S. Financial Services ETF (IYG)   

            FINX เป็น ETF ที่อยู่มานานและมั่นคงที่สุดในกลุ่มฟินเทคและการเงิน มีมูลค่า AUM (Assets Under Management) ราวๆ 1,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น Passive Fund ในตลาดหุ้น Nasdaq ลงทุนให้ผลตอบแทนไปตามดัชนี Indxx Global FinTech Thematic Index ครอบคลุมมากกว่า 50 บริษัทในธุรกิจฟินเทค

            FINX ลงทุนในกลุ่มบริษัท IT ที่ทำธุรกิจฟินเทค และสถาบันการเงินที่หันมาให้ความสำคัญกับฟินเทค กระจายความเสี่ยงไปทุกภูมิภาคทั่วโลก โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ (66%) เนเธอร์แลนด์ (7%) และออสเตรเลีย (6%) ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน (YTD) อยู่ที่ 10.06% ผลตอบแทนย้อนหลังของ 1 ปี อยู่ที่ 41.47% หรือผลตอบแทนรวมย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 104.87% ( 31 ตุลาคม 2564)

เรามาลองทำความรู้จัก 10 บริษัทชั้นนำธีมฟินเทคใน FINX กันครับ

            1.Adyen

            ปี 2563

  • รายได้ 684.2 ล้านยูโร (+28%)
  • Ebitda 402.5 ล้านยูโร (+27%) งบการเงินของยุโรปรายงานกำไรประเภทนี้

ธุรกิจแพลตฟอร์มการชำระเงินสัญชาติเนเธอร์แลนด์ คู่แข่งสำคัญของ PayPal และ Stripe 

            มีจุดแข็ง คือ การสร้างหลังบ้านของระบบการจ่ายเงินให้ลูกค้าได้อย่างครบวงจร ซึ่งสามารถเชื่อมต่อโดยตรงได้กับผู้ให้บริการบัตรเครดิต Visa Mastercard และวิธีการชำระเงินออนไลน์มากกว่า 200 รูปแบบ และครอบคลุมมากกว่า 150 สกุลเงิน มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ให้บริการลูกค้ารายใหญ่อย่าง Facebook Uber Spotify Microsoft และ eBay 

            ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานควบคุมเงินตราของสหรัฐฯ (OCC) อนุมัติคำขอของ Adyen ในการจัดตั้งสำนักงานลักษณะ Federal Foreign Branch ในสหรัฐฯ เปิดโอกาสให้ Adyen ยกระดับกิจกรรมและการดำเนิดการต่างๆ ในสหรัฐฯ ได้มากขึ้น ทำให้ Adyen พัฒนาบริการดิจิทัลเพย์เมนต์ได้ดีกว่าเดิม 

            ผลประกอบครึ่งแรกของปี 2564 Adyen มีกำไรที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีแนวโน้มที่ดีในระยะยาว ฝังแน่นในพฤติกรรมผู้จับจ่ายทั่วโลก รายได้สุทธิ 445 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 46% กับธุรกรรมการเงินมูลค่า 216,000 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 67%

            2.Intuit

            ปีงบ 2564 (เริ่มสิงหาคม ถึงกรกฎาคม)

  • รายได้ 9,633 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+25.45%)
  • กำไร 2,062 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+12.92%)

            บริษัทซอฟต์แวร์การเงินสัญชาติอเมริกันที่ก่อตั้งมานานกว่า 38 ปี มีเป้าหมายในการสร้างแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลกเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า เอาชนะความท้าทายทางการเงิน บริการของ Intuit มีมากมาย เช่น แอปพลิเคชันการเตรียมภาษี TueboTax แอปพลิเคชันการเงินส่วนบุคคล Mint และโปรแกรมบัญชีธุรกิจขนาดเล็ก QuickBooks 

            TurboTax และ QuickBooks ทำให้ Intuit เติบโตขึ้นเป็นบริษัทซอฟต์แวร์มูลค่า 155,000 ล้านดอลลาร์ 

            ต่อมา Intuit เข้าซื้อกิจการ Chipsoft ผู้ผลิต TurboTax ในราคา 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และซื้อเครื่องมือติดตามงบประมาณ Mint ในราคา 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาได้เข้าซื้อ Digital Insight รวมไปถึง Credit Karma ที่ช่วยในการจัดทำรายการเครดิตและช่วยเพิ่มลูกค้าบัตรเครดิตสินเชื่อรถยนต์และบ้าน คาดการณ์ว่า จะมีรายได้ในปีงบประมาณนี้เพิ่มขึ้นถึง 56% 

            ล่าสุด Intuit ได้ลงทุนกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน Mailchimp ที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภคผ่านอีเมลและช่องทางออนไลน์ สร้างยอดขายกว่า 800 ล้านดอลลาร์ในปี 2563 ซึ่งเป็น 1 ในแผน Five Big Bets อันดับที่ 4 ที่คาดหวังให้ Mailchimp เป็นศูนย์กลางการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็ก

            3.Square

            ปี 2563

  • รายได้ 9,498 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  (+101.50%)
  • กำไร 213.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (-43.24%)

            บริษัทเทคโนโลยีการเงินสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งขึ้นโดย Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter มีจุดเริ่มต้นมาจากการสร้างเครื่องรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตที่เชื่อมต่อเข้ากับโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือที่เรียกว่า Square Stand โดนใจผู้ค้ารายย่อย เพราะมีค่าธรรมเนียมคงที่และชัดเจน แตกต่างจากสถาบันการเงิน ทำให้ตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปี 2562 ยอดการชำระเงิน (Gross Processing Volume – GMV) ของร้านค้าผ่าน platform ของ Square ก้าวกระโดดจากเพียง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเป็น 106,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            อีกธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจคือ Cash App ในการใช้จ่าย ชำระสินค้าและบริการ รวมถึงการโอนเงินระหว่างบุคคล ฟังก์ชันการบริการแบบ Peer-to-Peer (P2P) และ Feature เพื่อการลงทุน เช่น การซื้อขาย Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซีผ่านแอปพลิชันได้ หรือแม้กระทั่งซื้อขายหุ้นได้เลย ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้แอปพลิเคชันนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกปี ยอดผู้ใช้งานล่าสุดกว่า 36 ล้านคนในปี 2563

            จากสถานการณ์ Covid-19 ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว และราคาหุ้นเคยพุ่งไปกว่า 500% หลังการแพร่ระบาดของ Covid-19

            4.Fiserv

            ปี 2563

  • รายได้ 14,852 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+45.79%)
  • กำไร 958 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+7.28%)

            ธุรกิจฟินเทคที่มีเป้าหมายในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ให้บริการประมวลผล ระบบการจัดการความเสี่ยง การบริหารจัดการลูกค้า และช่องทางการให้บริการการเงิน สำหรับธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้งให้บริการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจทางการเงิน และระบบคลาวด์ Clover Fiserv

            กว่า 30 ปีที่ Fiserv เป็นผู้นำระดับโลกในแวดวงฟินเทค เป็น 1 ในบริษัทที่ได้รับการชื่นชมมากที่สุดในนิตยสาร Fortune และล่าสุด Fiserv เป็นอันดับ 1 การจัดอันดับ IDC Tech ในหมวดผู้ให้บริการเทคโนโลยีการเงิน ปี 2564 ซึ่งเป็นการจัดอันดับปีครั้งที่ 18 จากบริษัทฟินเทคกว่า 100 รายทั่วโลก ตามรายได้ปฏิทินปี 2563

            Fiserv ได้ประกาศเพิ่มความสามารถทางการจัดการธนาคารดิจิทัล จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถนําเสนอประสบการณ์ดิจิทัลแบงก์กิงที่เพิ่มประสบการณ์ของลูกค้าแบบครบวงจรและราบรื่นผ่านช่องทางสมาร์ตโฟนและเว็บไซต์ 

           5. PayPal

            ปี 2563

  • รายได้ 21,454 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+20.72%)
  • กำไร 4,202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+70.88%)

            ผู้ให้บริการธุรกรรมการเงินออนไลน์สัญชาติอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็น ช่องทางการรับและส่งเงินออนไลน์ (Payment Gateway) กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-wallet) หรือระบบชำระเงินออนไลน์ Paypal ที่ช่วยให้ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ให้บริการประเภทบุคคลธรรมดาหรือบริษัทที่ทำธุรกิจอยู่บนโลกออนไลน์โอนเงิน รับเงิน และจ่ายเงิน ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น 

            PayPal ก่อตั้งขึ้นในปี 2541 โดย 1 ในผู้ก่อตั้งคือ Elon Musk และเคยเป็นส่วนหนึ่งของอีมาร์เก็ตเพลสเจ้าใหญ่ระดับโลกอย่าง eBay 

            PayPal รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่ 2 ปี 2564 มีปริมาณการใช้จ่ายเงินในระบบกว่า 310,992 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่า PayPal มีบทบาทสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจดิจิทัล 

            ล่าสุดประกาศซื้อกิจการ Paidy แพลตฟอร์มการเงิน Buy Now Pay Later ของญี่ปุ่น คาดว่าจะปิดดีลได้ก่อนไตรมาสที่ 4 ของปี 2564

            6.Upstart

            ปี 2563

  • รายได้ 241.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+26.63%)
  • กำไร 5.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  (+1,383.91%)

            สตาร์ตอัปที่พัฒนาแพลตฟอร์มการให้สินเชื่อโดยใช้ AI เพื่อคาดการณ์และประเมินความน่าเชื่อถือของผู้กู้ที่มีศักยภาพ  บริษัทเป็นพันธมิตรกับธนาคารและสถาบันการเงิน เพื่อให้สินเชื่อผู้บริโภค มีทีมผู้ก่อตั้งที่มากประสบการณ์ ประกอบด้วย Dave Girouard อดีตประธานองค์กร Google และ Anna Counselman อดีตผู้จัดการโปรแกรมลูกค้าองค์กรระดับโลกและการดําเนินงานผู้บริโภคของ Gmail ที่ Google

            Upstart เปิดตัวครั้งแรกด้วยสัญญาแบ่งรายได้ (ISA – Income Share Agreement) เหมือนการกู้เงินรายย่อย เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา ด้วยเงื่อนไขแบ่งเปอร์เซนต์ของรายได้ในอนาคต หลังจากนั้นก็เบนเข็มเข้าสู่ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล 

            ได้รับการจัดอันดับจาก Forbes ว่าเป็น บริษัท AI การเงินที่มีแนวโน้มเติบโตที่สุดในอเมริกา อันดับที่ 12  นิตยสาร Inc. ยอมรับว่า Upstart เป็น 1 ในสถานที่ทํางานที่ดีที่สุดสําหรับปี 2563

            7.Coinbase

            ปี 2563

            รายได้ 1,275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+143.85%)

            กำไร 322.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+1,160.71%)

            สตาร์ตอัปพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ วัดตามปริมาณการซื้อขาย เป็นบริษัทเทรดสกุลเงินดิจิทัลบริษัทแรกที่เปิดตัวและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ไม่มีสำนักงานใหญ่อย่างเป็นทางการ ก่อตั้งขึ้นในปี 2555 

            Coinbase สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการหุ้นคริปโทเคอร์เรนซี ทำให้สกุลเงินดิจิทัลเข้าสู่กระแสหลักของการลงทุนมากขึ้น ทำให้กลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพเข้าถึงสกุลเงินดิจิทัลและโทเคนต่างๆที่กำลังเติบโตและมีมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาไม่ถึงทศวรรษ จนในปี 2564 นิตยสาร Fortune ต้องบันทึกเป็นปรากฏการณ์ ‘Coinbase Effect’ เอาไว้ด้วย

            Coinbase ได้รับการขนานนามว่าเป็น ยูนิคอร์นของอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัล 

            ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทาง Coinbase ได้ประกาศว่า มีผู้ใช้บริการมากถึง 56 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว รายได้ประเมินเบื้องต้นของไตรมาสที่ 1 ปี 2564 อยู่ราว 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดมีกำไรสุทธิ 730-800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            8.Bill.com

            ปีงบ 2564  (เริ่มกรกฎาคม ถึงมิถุนายน)

  • รายได้ 238.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+51.18%)
  • ขาดทุน 98.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (-217.52%)

            สตาร์ตอัปให้บริการซอฟต์แวร์บนคลาวด์ เพื่อช่วยลดความซับซ้อน ทําให้กระบวนการทางการเงินสําหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางง่ายยิ่งขึ้น แก้ปัญหารอบการอนุมัติที่ยาวนานและข้อมูลขาดหายไปบนใบแจ้งหนี้ ปรับปรุงขั้นตอนทางการเงิน สร้างและประมวลผลใบแจ้งหนี้ ปรับปรุงการอนุมัติส่งและรับการชําระเงินเชื่อมต่อกับระบบบัญชีและจัดการเงินสด 

            มีลูกค้าจากทุกอุตสาหกรรมตั้งแต่สตาร์ตอัปไปจนถึงองค์กรไม่แสวงผลกําไร กว่า 80% ของบริษัทระดับ Top ของสหรัฐฯ ก็ใช้บริการของ Bill.com นี้

            9.Fidelity National Information Services

            ปี 2563

  • รายได้ 12,552 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+21.47%)
  • กำไร 158 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (-46.98%)

            Fidelity National Information Services (FIS) ธุรกิจบริการโซลูชันเทคโนโลยีชั้นนํา สําหรับธนาคาร และบริษัทต่างๆ ช่วยให้ลูกค้าใช้เทคโนโลยีการเงิน การแก้ปัญหาและลดความซับซ้อนด้านการเงินในธุรกิจ ก่อตั้งมายาวนานถึง 53 ปี

            ในปี 2562 FIS ได้ซื้อบริษัทอีคอมเมิร์ซและการชําระเงิน Wordplay ด้วยมูลค่าประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์ ทําให้ FIS เป็น 1 ในธุรกิจการชําระเงินและการประมวลผลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปี 2563 ยอดขายของ FIS เพิ่มขึ้น 22% เป็น 12,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            ทุกๆ ปี FIS อํานวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินประมาณ 9 ล้านล้านดอลลาร์ ผ่านการประมวลผลธุรกรรมประมาณ 75,000 ล้านรายการที่ให้บริการแก่ลูกค้ามากกว่า 20,000 รายทั่วโลก 

            10.Afterpay

            ปีงบ 2564  (เริ่มกรกฎาคม ถึงมิถุนายน)

  •  รายได้ 836 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (+75.44%)
  •  ขาดทุน 156.3 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (-690.18%)

            บริษัทฟินเทคสัญชาติออสเตรเลียที่มีมูลค่ามหาศาล มีชื่อเสียงเรื่อง Buy Now Pay Later การผ่อนจ่ายสินค้าโดยไม่มีดอกเบี้ย เป็นโมเดลธุรกิจที่กำลังมาแรง เติบโตอย่างรวดเร็วไปพร้อมกับบริการอีคอมเมิร์ซ สามารถบุกตลาดสหรัฐฯ และยุโรป รวมไปถึงเอเชียได้อย่างรวดเร็ว โดยลูกค้ากว่า 75% เป็นลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียล หรือ Gen Y

            เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Square ประกาศซื้อกิจการ Afterpay  มูลค่าดีลรวมประมาณ 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการแลกหุ้นของ Square ทั้งหมด มูลค่ากิจการที่เข้าซื้อ เป็นราคาที่สูงกว่าราคาหุ้นของ Afterpay ในตลาดหุ้นออสเตรเลียประมาณ 30% โดย Afterpay จะเป็นผู้ถือหุ้นใน Square ประมาณ 18.5%

            Square และ Afterpay มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ สร้างระบบทางการเงินยุติธรรม เข้าถึงทุกคน ผ่านบริการของ Afterpay จะมารวมกับ Cash App และแพลตฟอร์มร้านค้าของ Square 


            นี่คือ 10 บริษัทฟินเทคชั้นนำ หลายบริษัทแจ้งเกิดจากการเป็นสตาร์ตอัปมาก่อน และยังมีอีกมากกว่า 40 บริษัทใน FINX ที่กำลังเติบโตในเมกะเทรนด์ฟินเทค

            ผมขอทิ้งท้ายอีกสักนิด ปี 2563 FINX ลงทุนอยู่ประมาณ 30 บริษัท มาถึงปี 2564 จำนวนหุ้นมากกว่า 50 บริษัท สะท้อนภาพชัดเจนของอุตสาหกรรมฟินเทคที่กำลังขยายตัว และการปรับตัวของสถาบันการเงินที่หันหัวเรือเข้าสู่เทคโนโลยีการเงิน ดิสรัปตัวเองก่อนที่จะถูกดิสรัปออกจากธุรกิจ

เกี่ยวกับนักเขียน

ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด นักลงทุนแนวเน้นคุณค่า และผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป Wealth Tech สัญชาติไทย เป็นรายแรกที่ได้รับอนุญาตบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคล จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน