<
THE GURU • EXECUTIVE COACHING

เคล็ดไม่ลับ 10 ประการ สู่การเป็นเจ้านายสไตล์โค้ช

บทความโดย: พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล

การเป็นเจ้านายสไตล์โค้ช จะทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าได้รับการให้เกียรติในการทำงานอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้านาย และรู้สึกอบอุ่นมั่นใจว่าเจ้านายจะพาพวกเขาไปข้างหน้าสู่ความสำเร็จได้เสมอ จึงมีความสนุกในการทำงาน อีกทั้งยังรัก เคารพ และศรัทธาเจ้านาย จากใจอย่างแท้จริง

              ความหนักใจอย่างหนึ่งของคนเป็นเจ้านายคือ ทำอย่างไรลูกน้องที่หลากหลายจึงจะทำงานเก่งและมีความสุข ส่วนความกังวลใจของลูกน้องก็คือ ถ้าเข้ากับเจ้านายไม่ได้ หรือเจ้านายไม่สนับสนุน อนาคตการทำงานก็คงริบหรี่ อะไรคือทางออกที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย?

              เคยไหมที่...เมื่อเราได้คุยกับใครสักคนแล้วรู้สึกว่าเกิดความฉลาดขึ้นมาทันที พบทางออกของปัญหาด้วยวิธีของเราเอง สบายใจขึ้น มีพลังที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ ที่ควรทำ มีแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง มีความหวัง มีเป้าหมาย เลิกวิตกกังวล เลิกนิสัยในทางลบ เลิกโทษคนอื่น สามารถรับผิดชอบตนเองด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม ฯลฯ นี่คือผลลัพธ์ที่ได้จากการพูดคุยในสไตล์โค้ชนั่นเอง

              การสนทนาแบบโค้ชจะเน้นการฟังและการถาม เพื่อช่วยให้อีกฝ่ายหนึ่งค้นหาทางออกได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อเขามีความตระหนักรู้และเข้าใจที่มาที่ไปดีแล้ว ก็จะเกิดทัศนคติที่ถูกต้อง และสามารถหาวิธีเรียนรู้ด้วยศักยภาพของเขาเองอย่างเต็มใจ จะต่างกับการสอน ที่เน้นการบอกเล่าเพื่อให้ความรู้และเทคนิคต่างๆ และต่างกับการให้การปรึกษาซึ่งจะเน้นการให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่อง ฉะนั้น แนวทางแบบโค้ชจะเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างทุกวันนี้ เพื่อให้ทีมงานมีอิสระและคล่องตัวในการทำงาน

ทัศนคติและอุปนิสัย 10 อย่างต่อไปนี้ จะช่วยให้ผู้บริหารพัฒนาตนไปสู่การเป็นเจ้านายสไตล์โค้ชที่ยอดเยี่ยมได้

            1. ฟังอย่างตั้งใจ ให้มั่นใจว่าเราได้ยินและเข้าใจในสิ่งที่โค้ชชี่ (ผู้รับการโค้ช) พูดอย่างเต็มที่ ทั้งสิ่งที่พูดออกมา และไม่ได้พูดออกมา สังเกตการแสดงออกทางน้ำเสียงและภาษากาย ข้อสำคัญที่สุดคือ อย่าขัดจังหวะ เพราะผู้คนมีความต้องการพื้นฐานที่จะได้รับการรับฟัง บางครั้งการขัดจังหวะอาจจะมาจากความพยายามจะช่วยเหลือของเรา หรือเพราะเราไม่อดทนพอ

            2. ดำรงตนอยู่กับปัจจุบันและใส่ใจจดจ่อ ให้ความสนใจทั้งหมดกับการพูดคุยตรงหน้ากับโค้ชชี่ตลอดเวลา เพื่อเราจะได้มีสมาธิที่จะตั้งใจฟังและทำความเข้าใจ ขณะเดียวกัน ก็ทำให้โค้ชชี่รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เกิดความไว้วางใจที่จะเล่าเรื่องราวและใช้ความคิดกับตนเองในระหว่างที่พูดคุย

            ต้องระวังไม่ให้ใจวอกแวก ถ้าเราไม่ได้ให้ใจจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้ตั้งใจฟังอย่างเพียงพอในสิ่งที่โค้ชชี่พูด และไม่ได้ให้ความใส่ใจกับความแตกต่างของของน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ไม่ได้จับประเด็นที่กำลังพูดคุยกันอยู่ โค้ชชี่ก็จะสังเกตได้ว่าเราไม่ได้ให้ความใส่ใจ และอาจสรุปเอาเองว่า เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเขา หรือประเด็นปัญหาที่เขาประสบอยู่ หรือทั้งอย่าง

            3. ค้นหาเพื่อที่จะเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อที่จะตัดสิน บทบาทของเราคือการเปิดใจกว้าง เป็นกลาง และให้กำลังใจโค้ชชี่ได้แสดงความรู้สึก ความกังวล และบอกเล่าข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เป็นประเด็นอยู่ ถ้าเราวิจารณ์ตัวโค้ชชี่หรือการกระทำของเขา และเขารู้สึกว่าเรากำลังตำหนิเขาอยู่ ก็จะทำให้เขารู้สึกต่อต้านและไม่อยากพูดอีกต่อไป

            4. ถามคำถามแบบเปิดและสร้างสรรค์ ทักษะการถามคำถามเป็นหัวใจสำคัญของการโค้ชที่มีประสิทธิภาพ คำถามปลายเปิดที่ต้องตอบด้วยคำอธิบาย จะช่วยส่งเสริมโค้ชชี่ในการสำรวจประเด็นของเขาจากทุกมุมมอง เราสามารถคิดคำถามที่ดีและเหมาะสมได้ หากฟังได้ดี

            ต้องหลีกเลี่ยงการถามที่ดูเหมือน การซักไซ้สอบสวน ถ้าเราถามคำถามปลายปิดมากเกินไปด้วยลักษณะที่รีบร้อนและไม่อดทน โค้ชชี่จะรู้สึกว่าไม่ได้รับการรับฟัง และรู้สึกว่าโค้ชไม่ได้พยายามที่จะสำรวจประเด็นด้วยกัน ไม่ควรใช้ การถามคำถามนำ นั่นคือ คำถามที่นำให้โค้ชชี่ตอบในทางใดทางหนึ่ง เป็นการจำกัดทางเลือกของโค้ชชี่ และทำให้เขาไม่ได้ใช้ความคิดมากเท่าที่ควร หรือเขาอาจจะตอบรับทั้งๆ ที่ไม่เห็นด้วย

            5. มีมุมมองในทางบวก เราต้องมองหาทางออกร่วมกับโค้ชชี่ แทนที่จะพยายามแก้ปัญหาให้เขา นั่นคือ เป็นเพื่อนคู่คิด ไม่รับเข้ามาเป็นปัญหาของเราเอง และไม่เสนอทางออกให้เขา ขอให้มั่นใจว่า ด้วยทักษะการถามคำถามที่ดีประกอบกับการฟังที่มีประสิทธิภาพ โค้ชชี่จะได้คำตอบที่เหมาะสมกับตัวเขาเองในที่สุด เกิดการตระหนักรู้ เข้าใจตนเองและเข้าใจปัจจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้วยตนเองต่อไป ถ้าเขาขาดทรัพยากรอะไร ก็จะกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และไขว่คว้ามาให้ได้ แทนที่เราจะไปยัดเยียดให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ

            6. แสดงความสนใจและเข้าอกเข้าใจในตัวโค้ชชี่ การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีและมีคุณภาพ เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของผลลัพธ์ที่เราคาดหวัง ฉะนั้น ควรแสดงความสนใจในตัวโค้ชชี่และทำสิ่งที่โค้ชชี่เกิดความสบายใจ เพื่อให้เขาเกิดความรู้สึกเป็นกันเองและไว้วางใจ โค้ชชี่จะสังเกตพฤติกรรมของเราพอๆ กับที่เราสังเกตเขา ฉะนั้น เราจะต้องให้ความใส่ใจกับพฤติกรรมโดยรวมของเราด้วย ระวังการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หลีกเลี่ยงที่จะแสดงออกถึงความไม่อดทนใดๆ อย่าแสดงความหงุดหงิดกระสับกระส่ายและดูนาฬิกาในระหว่างการโค้ช มันจะเป็นการทำให้โค้ชชี่รู้สึกว่าเขาต้องรีบ หรือเกิดความอึดอัดจนไม่เป็นตัวของตัวเอง

           7. ช่วยโค้ชชี่สร้างเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง เพื่อที่เขาจะได้บรรลุผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงดังที่เขาต้องการ ปัญหาของคนที่มีประสบการณ์มากกว่าคือมักจะกระโดดให้การแนะนำทันที เช่น ประโยคที่ว่า ทำไมคุณไม่...หรือ ถ้าฉันเป็นคุณนะ ฉันจะ...มันเป็นการยากที่จะยับยั้งการให้คำแนะนำ และแน่นอนว่า บางครั้ง การแนะนำก็จำเป็น แต่ว่ามันไม่ใช่การโค้ช ดังนั้น แทนที่จะให้คำแนะนำ วางมันไว้ข้างๆ และบอกตัวเองว่า เราอยู่ที่นี่เพื่อช่วยโค้ชชี่ค้นหาคำตอบของเขาเอง ช่วยให้โค้ชชี่ได้ทบทวนและคิดทางเลือกต่างๆ ออกมาให้ได้

            8. มองหาจุดแข็งและความสำเร็จของโค้ชชี่ โดยการสะท้อนให้เขาได้เห็นจากการฟังในเชิงลึกของเรา นี่เป็นการช่วยเขาให้มีสภาวะจิตใจที่เป็นบวก มีความมั่นใจในตนเอง เกิดความกระตือรือร้นพร้อมที่จะรับมือกับประเด็นปัญหาและเรื่องที่ห่วงกังวลทุกเรื่องที่ต้องเผชิญ

            9. แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติที่มีจริยธรรม ให้มั่นใจว่าเนื้อหาการพูดคุยจะได้รับการรักษาเป็นความลับเสมอ

            10. เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จผ่านการโค้ชดังกล่าวเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ควรฝึกฝนบ่อยๆ จึงจะทำให้เกิดความชำนาญจนหลอมอยู่ในบุคลิกประจำวัน และควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้านจิตวิทยาเพื่อให้เข้าใจคนยิ่งขึ้นอย่างสม่ำเสมอ


            การเป็นเจ้านายสไตล์โค้ช จะทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าได้รับการให้เกียรติในการทำงานอย่างเคียงบ่อเคียงไหล่กับเจ้านาย และรู้สึกอบอุ่นมั่นใจว่าเจ้านายจะพาพวกเขาไปข้างหน้าสู่ความสำเร็จได้เสมอ จึงมีความสนุกในการทำงาน อีกทั้งยังรัก เคารพและศรัทธาเจ้านายจากใจอย่างแท้จริง

 

เกี่ยวกับนักเขียน

พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล CPA & Executive Coach / โค้ชผู้บริหาร เพื่อความสุขและความสำเร็จ อดีต CFO ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินในองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติมากกว่า 30ปี ในธุรกิจหลายประเภท ให้การปรึกษาและฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และเป็น “Licensee” ของ “LMI” - Leadership Management International Inc. ในการอำนวยการเรียนรู้หลักสูตรด้านพัฒนาผู้นำระดับสากล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน