<
THE GURU • FUND FOCUS

ธปท.เผยคนไทยลงทุนนอกน้อย แล้วควรลงทุนอย่างไร

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

การกระจายลงทุนออกมายังต่างประเทศเพียงเฉพาะส่วนของตราสารทุน จะช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังได้อย่างมีนัยสำคัญ และหากเป็นผู้ที่รับความเสี่ยงได้มาก อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เผยแพร่บทความ เจาะลึกพฤติกรรมการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของคนไทยทางคอลัมน์ Focused and Quick (FAQ) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมาโดยชี้ว่าคนไทย และแม้แต่นักลงทุนสถาบันไทยนิยมฝากเงินและลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก ซึ่งเป็นการจำกัดโอกาสในการกระจายความเสี่ยง และจำกัดโอกาสเพิ่มผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในตลาดการเงินโลกที่กว้างและมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย

โดยเมื่อเทียบการลงทุนในตราสารทุนของคนไทยกับหลายประเทศ คนไทยมีความ ติดบ้าน” (Home-Bias) ในอัตราสูง เมื่อดูตามดัชนี Home-Bias ซึ่งหากค่าใกล้ 1.00 หมายความว่ามีการลงทุนในหุ้นประเทศตัวเองเป็นส่วนใหญ่ พบว่าค่า Home-Bias Index ของคนไทยอยู่ที่ระดับ 0.94 เป็นรองเล็กน้อยจากคนอินโดนีเซียซึ่งอยู่ในระดับ 0.99 ขณะที่คนมาเลเซียอยู่ที่ระดับ 0.86 คนเกาหลีใต้อยู่ที่ระดับ 0.83 ส่วนคนออสเตรเลียอยู่ที่ระดับ 0.69 ส่วนของการลงทุนในตราสารหนี้ คนไทยก็มีความติดบ้านไม่แพ้ด้านตราสารทุน

โดยดัชนี Home-Bias อยู่ที่ระดับ 0.94 ขณะที่คนเกาหลีใต้อยู่ที่ระดับ 0.88 และคนออสเตรเลียอยู่ที่ระดับ 0.83 และแม้แต่นักลงทุนสถาบันของไทยเอง ก็ยังมีการลงทุนต่างประเทศอย่างจำกัด กองทุนประกันสังคม มีมูลค่าการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศประมาณ 8% ขณะที่เพดานการลงทุนอยู่ที่ระดับ 15.3% กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ มีการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ 23% ขณะที่เพดานอยู่ที่ 40% ส่วนภาพรวมของอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) มีการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศรวมกันไม่ถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าแทบไม่มีการเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

โดยในบทความดังกล่าวของธนาคารแห่งประเทศไทยได้สรุปจบไว้ว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินของไทยลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนให้มีหลักทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้นจึงเป็นโอกาสหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาวได้พร้อมทั้งได้อธิบายแนวนโยบายที่จะเอื้อให้คนไทยลงทุนต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

 

ลงทุนนอกที่ผ่านมาดีอย่างไร

ตามที่บทความจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้อธิบายไว้ข้างต้น ในด้านการบริหารความเสี่ยง การแบ่งเงินลงทุนไปต่างประเทศจะช่วยกระจายความเสี่ยงเชิงประเทศ (Country Risk) ได้ในทันที ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและการเมือง และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงเชิงอุตสาหกรรม (Industry Risk) ออกไปยังบริบทที่ต่างกันทั่วโลก ในภาพรวมจึงถือเป็นการช่วย ลดความเสี่ยงของการลงทุน แทนที่จะกระจุกความเสี่ยงไว้อยู่ในบริบทของประเทศใดเพียงแห่งเดียว

ในด้านผลตอบแทน จากสถิติย้อนหลัง 5 ปี (ข้อมูล ณ 22 มกราคม 2564)การลงทุนในหุ้นต่างประเทศหลายพื้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในระดับสูง เช่น การลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีจีน ให้ผลตอบแทน 1 ปีล่าสุด 82.7% และให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีเฉลี่ย 28.1% ต่อปี การลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทน 1 ปีล่าสุด 45.6% และเฉลี่ย 5 ปีล่าสุด 25.5% ต่อปี

ส่วนการลงทุนในหุ้นโดยรวม ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทน 17.8% ในช่วงหนึ่งปีล่าสุด และในช่วง 5 ปีให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 17.4% ต่อปี ด้านดัชนีหุ้นเวียดนามให้ผลตอบแทน 17.7% ในช่วงหนึ่งปีล่าสุด และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีล่าสุด 17.4% ต่อปี ด้านทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนในระดับสากล ช่วงหนึ่งปีล่าสุดให้ผลตอบแทน 18.8% และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดที่ 11.0% ต่อปี

ขณะที่ หุ้นไทยโดยรวม มีผลตอบแทนติดลบ 1.7% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา และให้ผลตอบแทน 6.7% ต่อปี ในช่วง 5 ปีล่าสุด ด้านหุ้นไทยขนาดใหญ่ หนึ่งปีล่าสุดให้ผลตอบแทนติดลบถึง 9.2% ขณะที่ค่าเฉลี่ยผลตอบแทน 5 ปีล่าสุดอยู่ที่ 6.6% ต่อปี และหากพิจารณาหลักทรัพย์กลุ่มกองทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของไทย ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนติดลบถึง 34.9% และในช่วง 5 ปีล่าสุดผลตอบแทนเฉลี่ยก็ยังติดลบ 0.5% ต่อปี


จากสถิติข้างต้น จึงสามารถเห็นภาพได้ชัดเจนว่า หากมีการกระจายเงินลงทุนออกไปยังต่างประเทศ นอกจากจะเป็นการลดความเสี่ยงผ่านการกระจายความเสี่ยงแล้ว ยังเป็นการเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนไปพร้อมกัน และหากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าหุ้นต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นพิเศษในช่วงที่ผ่านมาคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้มีไม่มากนักในประเทศไทย และเป็นธุรกิจเทคโนโลยีเดิมที่มีแนวโน้มการเติบโตภายในประเทศได้บ้างแต่ไม่สูงนัก เช่น กลุ่มโทรคมนาคมที่อัตราการเข้าถึงผู้ใช้งานในประเทศค่อนข้างอิ่มตัว

 

แนวทางจัดพอร์ตกระจายลงทุนนอก

สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้บ้าง แนะนำแผนลงทุนความเสี่ยงปานกลาง ซึ่งโครงสร้างหลักจะประกอบด้วย ตราสารหนี้ตลาดเงิน 15% ตราสารหนี้ทั่วไป 25% ตราสารทุน 30% กองทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน 25% และสินค้าโภคภัณฑ์ 5% ซึ่งกรณีที่ไม่ลงทุนต่างประเทศ จะให้ผลตอบแทนที่คาดหวัง ซึ่งคำนวณจากผลงานจริงในอดีตของกองทุนแนะนำโดย บลป.เทรเชอริสต์ ในระดับ 3.5-3.7% ต่อปี แต่หากลงทุนต่างประเทศด้วยในส่วนของตราสารทุน จะเพิ่มผลตอบแทนที่คาดหวังเป็น 5.5-5.7% ต่อปี


 และสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้มาก แนะนำแผนลงทุนความเสี่ยงสูง ซึ่งโครงสร้างจะประกอบด้วย ตราสารหนี้ทั่วไป 5% ตราสารทุน 65% กองทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน 20% และสินค้าโภคภัณฑ์ 10% กรณีที่ไม่ลงทุนต่างประเทศ จะให้ผลตอบแทนที่คาดหวัง ซึ่งคำนวณจากผลงานจริงในอดีตของกองทุนแนะนำโดย บลป. เทรเชอริสต์ ในระดับ 6.4-6.7% ต่อปี แต่หากลงทุนต่างประเทศด้วยในส่วนของตราสารทุน จะเพิ่มผลตอบแทนที่คาดหวังเป็น 12.3-12.7% ต่อปี


จะเห็นว่า การกระจายลงทุนออกมายังต่างประเทศเพียงเฉพาะส่วนของตราสารทุน จะช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังได้อย่างมีนัยสำคัญ และหากเป็นผู้ที่รับความเสี่ยงได้มาก อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

 *รวบรวมข้อมูลโดย: รวีโรจน์ เจียมศิริกาญจน์ และนิติกร สุทธิมูล ผู้แนะนำการลงทุนรับอนุญาต บลป.เทรเชอริสต์

 

เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน