THE GURU • EXECUTIVE COACHING

การจูงใจในตนเอง...เกิดขึ้นได้อย่างไร

บทความโดย: พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล

                การจูงใจมี 2 ประเภทคือ การจูงใจในตนเอง และการจูงใจจากภายนอก แต่พลังของการจูงใจในตนเอง เป็นแรงขับที่ทรงพลังที่สุดของมนุษย์ ฉะนั้น การทำความเข้าใจทางจิตวิทยาเกี่ยวกับการจูงใจ จึงมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้บริหาร

                มนุษย์ถูกจูงใจด้วยสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่เขามี ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะไม่พอใจกับการอยู่ในสภาวะเดิมๆ ฉะนั้น ด้วยลำพังปัจจัยภายนอกอย่างเดียวจึงไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้อย่างถาวร คนเราต่างก็ถูกขับเคลื่อนให้กระทำการบางสิ่งบางอย่างด้วยพลังจากภายในที่เรียกว่า ความปรารถนา (Desires) ซึ่งแตกต่างกับความจำเป็นเพื่อการอยู่รอด (Needs) เมื่อเราปรารถนาต่อสิ่งใดอย่างแรงกล้า เราจะมีความเพียรพยายามที่จะแสวงหาสิ่งนั้น และทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้

ความปรารถนา 8 อย่าง ที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกๆ คน

                1. ความปรารถนาที่จะมีกิจกรรม มนุษย์มีธรรมชาติที่ไวต่อแรงกระตุ้น ชอบความกระฉับกระเฉง สนุกสนานในการใช้ชีวิต ไม่ชอบความซ้ำซากจำเจน่าเบื่อหน่าย ฉะนั้น องค์กรควรจะจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ให้มีกิจกรรมที่กระตุ้นความกระตือรือร้น หรือสร้างความรู้สึกตื่นเต้นท้าทายทั้งกายและใจ มีเป้าหมายใหม่ๆ ที่เชิญชวนให้พนักงานมีส่วนร่วม และอย่าลืมเพิ่มความสนุกและหลากหลายเข้าไปด้วย

                2. ความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของ ในสังคมยุคนี้ การเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ กลายเป็นเครื่องวัดความมีคุณค่าของตนเอง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่สิ่งที่เป็นเงินทองหรือวัตถุ ความเป็นเจ้าของทางจิตใจอาจจะมีความสำคัญยิ่งกว่า

                ฉะนั้น ควรให้โอกาสพนักงานได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ รับรู้คุณค่าของทักษะและประสบการณ์ของพนักงานแต่ละคน เช่น ให้แสดงความคิดเห็นว่าจะปรับปรุงการทำงานได้อย่างไร ให้โอกาสเลือกตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้น และเมื่อองค์กรประสบความสำเร็จก็ประกาศให้พนักงานรับรู้ว่าผลงานของพวกเขามีความสำคัญเพียงไร

                3. ความปรารถนาที่จะมีอำนาจ จริงๆ แล้วผู้คนต้องการมีทางเลือก ต้องการที่จะควบคุมชะตาชีวิตตัวเอง ปัจจุบัน พนักงานต้องการความอิสระในการตัดสินใจมากกว่าการทำตามคำสั่ง ฉะนั้น บริษัทจึงควรจะสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมให้มีการมอบอำนาจแก่พนักงานมากขึ้น ให้พวกเขารับผิดชอบงานของตนเองให้ได้มากที่สุด และเปิดโอกาสในการพัฒนาภาวะผู้นำของพนักงานทุกคน

                4. ความปรารถนาในการมีส่วนร่วม มนุษย์ต้องการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และมีโอกาสได้แสดงอัตตลักษณ์ของตนเองต่อผู้อื่น เช่น การทำงานเป็นกลุ่มเพื่อปรึกษาหารือ หรือทำภารกิจพิเศษร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความรู้พิเศษซึ่งกันและกัน การช่วยเหลือแก้ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ เป็นต้น ฉะนั้น องค์กรควรเปิดให้พนักงานได้มีโอกาสทำกิจกรรมทางสังคมประเภทนี้อย่างหลากหลาย และจัดให้มีการทำงานเป็นทีมเมื่อโอกาสเอื้ออำนวย

                5. ความปรารถนาที่จะมีความสามารถ ความอยู่รอดของมนุษย์ขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำรงชีวิต คนที่รู้สึกว่าตัวเองเก่ง จะมีความภาคภูมิใจและนับถือตนเอง พนักงานจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ถ้าเขารู้ว่าจุดแข็งที่สั่งสมมาคืออะไร และสามารถใช้จุดแข็งนั้นสร้างผลงานที่แตกต่างให้กับงานที่รับผิดชอบได้อย่างไร องค์กรควรให้โอกาสพนักงานได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ และสนับสนุนการเรียนรู้ทักษะและความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ นอกจากนั้น ก็ควรมีความอดทนต่อข้อผิดพลาดหรือความล้มเหลว เพื่อกระตุ้นความท้าทายที่จะบรรลุเป้าหมายที่ยากขึ้น

                6. ความปรารถนาต่อการบรรลุผลสำเร็จ ความสำเร็จอาจจะมีความหมายต่างๆกันสำหรับแต่ละคน ภายใต้เงื่อนไขที่ดี คนเราจะสนุกสนานกับการทำงานหนักและเอาชนะอุปสรรคได้ การบรรลุผลสำเร็จ ทำให้รู้สึกมีเกียรติและภูมิใจ จึงไม่โหยหารางวัลจากภายนอกอีก องค์กรควรส่งเสริมให้พนักงานรู้จักการตั้งเป้าหมายที่มีความสำคัญกับเขา และจัดให้มีการวัดผลที่ชัดเจน เหมาะสม และไม่ให้เกิดความรู้สึกที่คุกคาม แต่เน้นเพื่อการปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

                7. ความปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับ ทุกๆคนต้องการได้รับการชื่นชมซาบซึ้งจากคนอื่น อยากได้การยอมรับในทางบวกต่อสิ่งที่เขาได้อุทิศให้ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญ การแสดงการรับรู้หรือยอมรับต่อพนักงาน เป็นการกระตุ้นพลังและผลผลิตได้มากที่สุด ซึ่งทำได้หลายอย่างมาก ตั้งแต่การให้เงิน ให้ของขวัญ หรือแค่คำง่ายๆว่า ขอบคุณ นอกจากนี้ ทุกคนต้องการขวัญกำลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรค ฉะนั้น การใช้คำพูดที่สร้างกำลังใจ ก็สำคัญๆ พอๆ กับการชื่นชม

                8. ความปรารถนาที่จะมีความหมาย มนุษย์ต้องการความหมายมากกว่าแค่การอยู่รอดและความมั่งคั่ง ต้องการค้นหาสิ่งที่เขามีความเชื่อมั่นและยินดีจะทุ่มเทให้ ทุกๆ คนเกิดมาต้องการรู้สึกว่าชีวิตเขามีความสำคัญ และมีเหตุผลที่จะดำรงชีวิตอยู่ ต้องการรู้สึกว่าความพยายามของเขาสร้างความแตกต่างให้กับโลกอย่างไร ฉะนั้น พนักงานในทุกระดับควรจะเข้าใจอย่างชัดแจ้งว่า งานที่เขาทำมีผลต่อภาพรวมขององค์กรอย่างไร เขาเพิ่มคุณค่าให้สินค้าหรือบริการที่ส่งมอบให้ลูกค้าอย่างไร เพื่อจะได้ภาคภูมิใจในความสำคัญของตนเอง

                แรงต้านต่อการจูงใจในตนเอง จะต้องทำให้หมดไปเสียก่อน เพราะไม่มีรูปแบบการจูงใจใดๆจะทำให้สำเร็จได้ท่ามกลางปัจจัยทางลบต่างๆ ดังต่อไปนี้

                การเมืองในองค์กร /ความคาดหวังที่ไม่ชัดเจน/กฎระเบียบที่ไม่จำเป็น/การออกแบบระบบทำงานไม่ดี/การประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพ/ขาดการติดตามงาน/การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา/การแข่งขันภายใน/ความไม่ซื่อสัตย์/การเสแสร้ง/การเก็บงำข้อมูล/ความไม่ยุติธรรม/การตอบสนองที่ทำลายกำลังใจ/การวิพากษ์วิจารณ์/การใช้กำลังความสามารถไม่เต็มที่-การอดทนต่อผลงานที่แย่/ผลงานถูกมองข้าม/ผู้บริหารทำตัวห่างเหิน/ควบคุมมากเกินไป-การยกเลิกผลประโยชน์หรือสิทธิที่เคยได้/การถูกบังคับให้ทำงานที่คุณภาพต่ำ ฯลฯ

                เมื่อผู้บริหารเข้าใจธรรมชาติของคนเกี่ยวกับปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจในตนเอง และปัจจัยที่ทำลายแรงจูงใจ ของคนที่ทำงานในองค์กร ก็จะทำให้การบริหารบุคลากรในส่วนงานต่างๆ เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการเพิ่มสภาพแวดล้อมที่ดี และขจัดสภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรค

 

เกี่ยวกับนักเขียน

พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล CPA & Executive Coach / โค้ชผู้บริหาร เพื่อความสุขและความสำเร็จ อดีต CFO ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินในองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติมากกว่า 30ปี ในธุรกิจหลายประเภท ให้การปรึกษาและฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และเป็น “Licensee” ของ “LMI” - Leadership Management International Inc. ในการอำนวยการเรียนรู้หลักสูตรด้านพัฒนาผู้นำระดับสากล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน