THE GURU • EXECUTIVE COACHING

การโค้ชด้วย Skill/Will Matrix

บทความโดย: พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล

ในระยะยาว องค์กรต้องการสร้างผู้นำด้วยการกระจายงานให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารมีแนวทางในการปรับวิธีการบริหารให้สอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประหยัดเวลา และยังสามารถพัฒนาตนเองและทีมงานให้เติบโตไปพร้อมๆ กับองค์กร

 

            บังเอิญดิฉันได้เจอหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง ที่ซื้อไว้ตั้งแต่ปี 1996 ชื่อ The TAO of Coaching ของ Max Landsberg พอมาอ่านใหม่ก็ยังรู้สึกสนุกและทันสมัยอยู่ เหมาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องการเรียนรู้เรื่องการบริหารคน และเทคนิคการโค้ชแบบเข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้ทันที จึงนำเนื้อหาบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง

หนังสือเล่มนี้เน้นว่า ทักษะการโค้ชเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่ขาดเสียมิได้สำหรับผู้นำ และเปรียบเทียบการโค้ชกับปรัชญาแห่งเต๋า ก็ด้วยหลักการที่ว่า การโค้ชทำให้เกิดประโยชน์ 2 อย่างขึ้นพร้อมๆ กัน เหมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้าน นั่นคือ

        1. การช่วยให้ผู้อื่นได้พัฒนาและเติบโต ด้วยการพัฒนาทักษะและความสามารถของคนที่ทำงานกับเรา

        2. การเพิ่มประสิทธิผลในฐานะผู้นำ ด้วยการกระจายงานให้กับผู้ที่เราได้ช่วยให้เขามีความสามารถสูงขึ้น

            เนื่องจากการโค้ชมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของผู้อื่น ผู้ที่เป็นโค้ชจึงต้องมีอุปนิสัยและทักษะพื้นฐานบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้ ตัวอย่างเช่น

            -  การตั้งคำถามให้เป็นและตรงจุด การโค้ชจะเน้นที่การถาม มากกว่าการบอก เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งกว่า

            -  การตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจครบถ้วนทั้งในสิ่งที่ผู้พูดได้พูดและไม่ได้พูดออกมา

            -  การสะท้อนกลับที่ชัดเจน ทั้งในด้านบวกและด้านลบ เพื่อปรับปรุงสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ

            -  มีความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อให้เข้าใจและรู้ใจผู้อื่น ไม่ตัดสินด้วยมุมมองของตนเอง

            รูปแบบการโค้ชมีหลายแบบ แต่เทคนิคหนึ่งที่หนังสือนี้แนะนำคือ การจับคู่อย่างเหมาะสมระหว่างสไตล์การบริหารของโค้ชกับความพร้อมของผู้รับการโค้ช เพื่อก่อให้เกิดผลงานอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น นั่นคือ “Skill/Will Matrix” ซึ่งขอแปลง่ายๆ ว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง ทักษะ กับ ความตั้งใจ

            หัวใจสำคัญของการใช้โครงสร้างรูปแบบการโค้ช ทักษะ/ความตั้งใจมีความท้าทายสองอย่างคือ ประการแรก เราต้องวินิจฉัยอย่างจริงจังว่า ผู้รับการโค้ช มีทักษะและความตั้งใจอย่างไร ประการที่สองคือ ตัวโค้ชเองต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การโค้ชให้เหมาะสม เมื่อผู้รับการโค้ชมีการพัฒนาที่ดีขึ้นด้านใดด้านหนึ่ง

            ในการวินิจฉัยว่าผู้รับการโค้ชมีทักษะและความตั้งใจสูงหรือต่ำ ต้องพิจารณาสำหรับงานที่เฉพาะเจาะจงที่จะทำให้สำเร็จเท่านั้น ฉะนั้น คนๆ หนึ่ง อาจจะมีความพร้อมต่องานแต่ละชิ้นไม่เหมือนกัน


-  ทักษะ (Skill) ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การฝึกอบรม ความเข้าใจ การตระหนักในบทบาทที่รับผิดชอบ


-  ความตั้งใจ (Will) ขึ้นอยู่กับ ความปรารถนาที่จะบรรลุความสำเร็จ สิ่งจูงใจ ความมั่นคง ความเชื่อมั่น


            เมื่อระบุความพร้อมของผู้รับการโค้ชทั้งด้านทักษะและความตั้งใจได้แล้ว ผู้ที่เป็นโค้ชก็เลือกใช้สไตล์การโค้ชให้สอดคล้องกัน ซึ่งสามารถแจกแจงได้เป็น 4 แบบ ดังนี้



แบบที่ 1 วิธีสั่งการ (Direct) สำหรับผู้ที่มีทักษะต่ำและความตั้งใจต่ำ (Low Skill/Low Will) เน้นคำสั่งที่ชัดเจน

- เริ่มต้นด้วยการสร้างความตั้งใจก่อน อธิบายให้ข้อมูลที่ชัดเจนสั้นๆกระชับ ค้นหาความจูงใจ และช่วยให้เขาเห็นภาพของผลงานในอนาคต

- ต่อด้วยการสร้างทักษะ จัดโครงสร้างงานที่สามารถทำให้สำเร็จได้ง่าย พร้อมด้วยทำการโค้ชและฝึกอบรม

- และรักษาความตั้งใจไว้ ให้การสะท้อนกลับอย่างสม่ำเสมอ ให้การชมเชยและสนับสนุนการทำงาน

- แต่กำกับดูแลด้วยการควบคุมที่เข้มงวด มีกฎกติกาที่ต้องทำตาม และมีกำหนดเวลาแล้วเสร็จที่ชัดเจน

            คนที่อยู่ในกลุ่มนี้ อาจจะเป็นพนักงานที่ไม่ยินดีพัฒนาตนเอง ไม่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำงานไปแบบไม่หวังความก้าวหน้า

 

แบบที่ 2 วิธีชี้แนะ (Guide) สำหรับผู้ที่ มีทักษะต่ำและมีความตั้งใจสูง (Low Skill/High Will) เน้นการให้แนวทาง

-  ลงทุนเวลาให้ในช่วงแรกในเรื่องการโค้ชและการฝึกอบรม การตอบคำถามและอธิบาย

-  สร้างสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความเสี่ยง ที่ยินยอมให้เรียนรู้ ข้อผิดพลาดแต่เนิ่นๆ

-  ผ่อนคลายการควบคุม เมื่อเห็นความก้าวหน้า

            คนที่อยู่ในกลุ่มนี้ อาจจะเป็นพนักงานใหม่ หรือพนักงานที่ต้องการสร้างหน้าที่การงานใหม่ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

 

แบบที่ 3 วิธีกระตุ้นสนับสนุน (Excite) สำหรับผู้ที่ มีทักษะสูงและมีความตั้งใจต่ำ (High Skill/Low Will) เน้นการจูงใจ

-  ระบุสาเหตุที่ทำให้ความตั้งใจต่ำ เช่น ลักษณะงาน รูปแบบการบริหาร หรือปัญหาส่วนตัว

-  จูงใจอย่างมีประสิทธิผล โดยวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบสำคัญรวมทั้งทัศนคติ

-  ติดตาม และประเมินให้สะท้อนกลับที่การสร้างสรรค์

            คนที่อยู่ในกลุ่มนี้ อาจจะเป็นพนักงานที่มีความรู้ประสบการณ์สูง มีความทะนงตัว แต่เฉื่อยชา หรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

 

แบบที่ 4 วิธีกระจายงาน (Delegate) สำหรับผู้ที่ มีทักษะสูงและมีความตั้งใจสูง (High Skill/High Will) เน้นการให้ความคล่องตัวและอำนาจ

-  ให้อิสระในการทำงาน กำหนดวัตถุประสงค์แต่ไม่ใช่วิธีการ ไม่เพิกเฉยในการชมเชย

-  ส่งเสริมให้มีความรับผิดชอบ ให้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจ ให้โอกาสแสดงความคิดเห็น

-  ให้รับความเสี่ยงที่เหมาะสม ให้ทำงานที่ต้องใช้ความพยายามที่สูงขึ้น และอย่าบริหารเกินความจำเป็น

            คนที่อยู่ในกลุ่มนี้ มักจะเป็นพนักงานที่ต้องการความก้าวหน้าและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น มีความมุ่งมั่นต่อผลสำเร็จ

           ในระยะยาว องค์กรต้องการสร้างผู้นำด้วยการกระจายงานให้ได้มากที่สุด โครงสร้างการพิจารณาทั้งทักษะและความตั้งใจดังกล่าว จะช่วยให้ผู้บริหารมีแนวทางในการปรับวิธีการบริหารให้สอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลา และยังสามารถพัฒนาตนเองและทีมงานให้เติบโตไปพร้อมๆ กับองค์กร

เกี่ยวกับนักเขียน

พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล CPA & Executive Coach / โค้ชผู้บริหาร เพื่อความสุขและความสำเร็จ อดีต CFO ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินในองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติมากกว่า 30ปี ในธุรกิจหลายประเภท ให้การปรึกษาและฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และเป็น “Licensee” ของ “LMI” - Leadership Management International Inc. ในการอำนวยการเรียนรู้หลักสูตรด้านพัฒนาผู้นำระดับสากล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน