THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

จากราชวงศ์ถึงกงสี 5 บทเรียนธุรกิจครอบครัวจากราชวงศ์อังกฤษ

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

            ทั้ง 5 ข้อคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากราชวงศ์อังกฤษที่อาจนำมาคิด ประยุกต์ และปรับใช้กับธุรกิจครอบครัวได้ แม้ ความใหญ่โตของภารกิจอาจจะดูต่างกันมาก แต่เชื่อว่าความปวดหัวในการบริหารจัดการสิ่งที่เรียกว่า บริษัทนั้น ไม่น่าจะหนีกัน

 

บริษัท

            คือสรรพนามที่ เมแกน มาร์เคิล ใช้เมื่อเอยถึง ราชวงศ์อังกฤษระหว่างการให้สัมภาษณ์อันลือลั่นแก่ โอปรา วินฟรีย์ สรรพนามดังกล่าวน่าจะสะท้อนอะไรบางอย่างที่ เมแกน พระชายาของเจ้าชายแฮร์รี รัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษได้พบเจอระหว่างที่เธอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ มุมมอง คนนอกที่ได้เข้าไปเป็นคนใน แล้วตัดสินใจก้าวออกมาเป็นคนนอกอีกครั้ง ซึ่งไม่ว่าจะร้ายหรือดี หลายศตวรรษของการดำรงอยู่ของ ราชวงศ์อังกฤษก็มีเรื่องมากมายให้เราได้เรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ในธุรกิจครอบครัว

 

ราชวงศ์อังกฤษอยู่ในสายตาของชาวโลกเสมอ

            ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว ภารกิจสำคัญของกษัตริย์อังกฤษคือการเป็นประมุขของ จักรวรรดิที่ปกครองดินแดนเกือบ 1 ใน 4 ของโลก (ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 35 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเกือบ 70 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย) ซึ่งมีประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรโลกในทุกทวีปทั่วโลกจนถูกขนานนามว่าเป็น จักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินคงยากเกินจินตนาการว่าราชวงศ์อังกฤษซึ่งก็เป็นเพียงครอบครัวๆ หนึ่งนั้นจะสามารถบริหารจัดการจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างไร

            หมุนเวลากลับมาในปัจจุบัน ไม่มีจักรวรรดิอังกฤษอีกต่อไป มีแต่ สหราชอาณาจักร และประเทศในเครือจักรภพที่ต่างก็เป็นอิสระต่อกัน เพียงแต่ในวันนี้พวกเขายังคงยกให้กษัตริย์อังกฤษอยู่ในฐานะ ประมุขเช่นที่เคยเป็นมา[1] ที่น่าสนใจก็คือตลอดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่สำคัญนี้ก็ยังคงเป็นครอบครัวเดิมที่สืบทอดภารกิจที่สำคัญยิ่งนี้จากรุ่นสู่รุ่น และต่อไปนี้คือแง่มุมบ้างส่วนเกี่ยวกับการบริหารจัดการภารกิจของ ราชวงศ์อังกฤษ ในปัจจุบัน

1. สืบราชบัลลังค์เรียงตามอายุ ไม่ใช่เพศอีกต่อไป

            กฎหมายว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ของอังกฤษที่เขียนขึ้นเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนระบุว่า ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป จะต้องเป็นพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันเท่านั้น เว้นแต่พระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชโอรส จึงอนุญาตให้พระราชธิดาองค์โตเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายนี้เกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อกฎหมายใหม่ให้พระราชธิดามีโอกาสได้ขึ้นเป็นผู้สืบสันตติวงศ์เช่นเดียวกับพระราชโอรส รวมถึงยกเลิกข้อห้ามที่ไม่ให้พระมหากษัตริย์อภิเษกสมรสกับผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วย

            “แนวความคิดที่ให้พระราชโอรสที่เป็นน้อง ขึ้นเป็นผู้สืบสันตติวงศ์แทนพระราชธิดาซึ่งเป็นพี่ เพียงเพราะเหตุผลเรื่องเพศ หรือการอนุญาตให้ผู้ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์อภิเษกสมรสกับชายหรือหญิงที่นับถือศาสนาใดก็ได้ ยกเว้นศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกนั้น ถือเป็นความคิดที่แปลกประหลาดในประเทศสมัยใหม่อย่างมากเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในขณะนั้นให้ทัศนะต่อการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

            สถาบันกษัตริย์เป็นหนึ่งในสถาบันสำคัญของชาติ กฎเกณฑ์การขึ้นครองราชย์ของอังกฤษไม่ได้ถูกกำหนดจากราชวงศ์เอง สำหรับสหราชอาณาจักรและประเทศในเครือจักรภพอังกฤษนั้น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในเรื่องนี้จำเป็นจะต้องได้รับการรับรองจากจากผู้นำรัฐบาลของ 16 ประเทศในเครือจักรภพเสียก่อน หลังจากนั้นจึงจะนำมติของที่ประชุมผู้นำเครือจักรภพดังกล่าวมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายภายในประเทศต่อไป

            เมื่อมองไปที่เหล่ารัชทายาทในเจนเนเรชันที่ 2 และ 3 ลำดับของรัชทายาทยังคงยึดตามกฎหมายฉบับเก่าอยู่ เช่น ลำดับของเจ้าหญิงแอนน์รัชทายาทในเจนเนเรชันที่ 2  (ปัจจุบันอยู่ในลำดับที่ 15) จะอยู่หลังเจ้าชายแอนดรูว์ (8) และเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด (12) แม้ว่าเจ้าหญิงแอนน์จะทรงเป็นพระเชษฐภคินี (พี่สาว) ของทั้งสองพระองค์ รวมถึง เลดีลูอีส วินด์เซอร์ (14) ที่อยู่ในลำดับการสืบสันตติวงศ์หลัง เจมส์ ไวเคานต์เซเวิร์น (13) ทั้งที่เลดีลูอิส วินด์เซอร์ เป็นพี่สาวของ เจมส์ ไวเคานต์เซเวิร์น (ดูภาพประกอบ)

แต่สำหรับรัชทายาทในเจนเนเรชั่นที่ 4 เป็นต้นมา[1] ลำดับการสืบราชสันตติวงศ์นั้นได้ปรับเปลี่ยนไปตามกฎหมายฉบับใหม่แล้ว โดยที่เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ พระธิดาของเจ้าชายวิลเลี่ยมนั้นอยู่ในลำดับที่ 4 ของการสืบสันตติวงศ์ก่อนเจ้าชายลูอิส พระอนุชา (น้องชาย) ที่อยู่ในลำดับที่ 5 โดยมีเจ้าชายจอร์จ พระเชษฐา (พี่ชาย) อยู่ในลำดับที่ 3 ไล่เรียงกันตามอายุ  

            ไม่มีอะไรจะต้านทานกระแสของความเปลี่ยนแปลงแม้แต่กฎมณเฑียรบาลที่อยู่มานานกว่า 300 ปี

 



2. ทายาทต้องทำงานแลกเงิน (และฐานันดร)

            สำหรับสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ รายได้และฐานันดรศักดิ์เป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย ทั้งสองสิ่งมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ถ้าจะให้เห็นภาพความหนักหนาสาหัสของภารกิจในรอบ 1 ปีที่สมาชิกราชวงศ์อังกฤษจะต้องทำเพื่อสนับสนุนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 ในฐานะประมุขของประเทศ ประกอบไปด้วยงานพระราชกรณียกิจกว่า 2,000 งานทั้งในและนอกสหราชอาณาจักร (เฉลี่ยประมาณ 5.5 งาน/วัน โดยไม่มีวันหยุด) การรับรองผู้เข้าร่วมรับประทานอาหารและงานเลี้ยงต่างๆ ในพระราชวังกว่า 70,000 คนต่อปี (เฉลี่ยประมาณ 192 คน/วัน โดยไม่มีวันหยุด) และการอ่านและตอบจดหมายกว่า 100,000 ฉบับในแต่ละปี ซึ่งถ้านับเฉพาะรัชทายาทของราชวงศ์ที่อยู่ในวัยทำงานไม่ถึง 10 คน (ไม่รวมคู่สมรส) ภารกิจข้างต้นก็แทบจะถือว่าเป็น Mission Impossible เลยทีเดียว[1]



            จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ที่ในปี 2020[1] เจ้าชายแฮร์รี่ และพระชายา เมแกน มาร์เคิล จะประกาศขอถอนตัวจากการทำหน้าที่ในฐานะ เชื้อพระวงศ์อาวุโสโดยประสงค์ที่จะทำงานเพื่ออิสรภาพทางการเงินของพระองค์เอง ระเบียบประการหนึ่งของการทำงานให้กับราชวงศ์ก็คือ หากทำงานแบบเต็มเวลา (Full Time) ให้กับราชวงศ์แล้วจะไม่สามารถไปหารายได้จากแหล่งอื่นๆ ได้ และแม้รายได้ที่พระองค์ได้รับจากราชวงศ์จะเป็นจำนวนไม่น้อย[2] แต่การได้เงินของตระกูลมาใช้ก็ต้องตอบแทนด้วยการทำงานอย่างหนัก และในฐานะเชื้อพระวงศ์อาวุโส ทำแค่ไหนจึงจะเรียกว่าพอ?” ซึ่งยังไม่รวมความเป็นส่วนตัวที่ไม่อาจตีค่าได้

            ดังนั้น การออกไปหาเงินเอง ใช้เงินเองได้อย่างอิสระ รวมถึงการได้ความเป็นส่วนตัวกลับคืนมาในระดับหนึ่ง (เมื่ออยู่นอกอังกฤษ) จึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมทั้งสองพระองค์จึงตัดสินใจเช่นนั้น


            เขย-สะใภ้ เลือกได้ ไม่บังคับ

            หากไม่รับตำแหน่ง ก็ไม่ต้องทำงานให้กับราชวงศ์

            แม้เขย-สะใภ้ของราชวงศ์อังกฤษจะถูกคาดหวังให้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภารกิจของควีนเอลิซเบทในพระราชกรณียกิจต่างๆ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถูกบังคับหากไม่ต้องการจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ เขย-สะใภ้สามารถปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งหรือฐานันดรศักดิ์ได้ และเมื่อไม่รับตำแหน่งก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อภารกิจของราชวงศ์  

            เจ้าชายฟิลิป เขยพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระราชบิดาของควีนเอลิซาเบทที่ 2 คือตัวอย่างของ เขยที่เลือกที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภารกิจของภรรยาที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัชทายาทลำดับที่ 1 และในเวลาต่อมาคือประมุขของประเทศ ในขณะที่เขยในเจนเนเรชั่นหลัง เช่น กัปตัน มาร์ค ฟิลลิปส์ อดีตสามี หรือพลเรือโท ทิโมธี ลอแรนซ์ พระสวามีคนปัจจุบันของเจ้าหญิงแอนน์ (เจนเนเรชั่น 2) ต่างก็เลือกที่จะไม่รับฐานันดรศักดิ์ใดๆ เพื่อที่จะได้ทำงานและมีชีวิตในแบบของตัวเอง รวมถึง ลูกเขยทั้งสองคนของเจ้าชายแอนดรูว์ (เจนเนอเรชั่น 3) ก็ปฏิเสธที่จะรับฐานันดรศักดิ์ของราชวงศ์เช่นกัน

            ในส่วนของ สะใภ้ของราชวงศ์นั้น ต่างก็ได้รับฐานันดรศักดิ์โดยอัตโนมัติทุกพระองค์ และเกือบทุกพระองค์ก็เข้ามาช่วยปฏิบัติพระราชกรณียกิจให้กับสมเด็จพระราชินีและราชวงศ์ อย่างไรก็ดี สำหรับ ซาราห์ ดัชเชสแห่งยอร์ค อดีตพระชายาของเจ้าชายแอนดรูว์ หลังจากหย่าขาดก็ไม่ได้เข้ามาช่วยงานของราชวงศ์อีก เช่นเดียวกับ เมแกน มาร์เคิล พระชายาของเจ้าชายแฮร์รี ที่ประกาศถอนตัวจากการปฏิบัติภารกิจในฐานะสมาชิกราชวงศ์  

ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียอะไรไป


3. เรื่องเงินต้องชัดเจนและเปิดเผย

            ราชวงศ์อังกฤษอาจไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่คนทั่วไปคิด หนังสือพิมพ์ The Sunday Times ประเมินว่าควีนเอลิซาเบทที่ 2 มีทรัพย์สินสุทธิราว 443 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (2016) ในขณะที่ Business Insider ประเมินว่า เจ้าชายแฮร์รี และ เมแกน มาร์เคิล พระชายามีทรัพย์สินรวมกันราว 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น เทียบไม่ได้กับมหาเศรษฐีอื่นๆ ของโลก จริงๆ แล้วไม่มีสมาชิกราชวงศ์อังกฤษพระองค์ใดด้วยซ้ำที่ติดอยู่ใน 2,500 อันดับแรกของฟอร์บด้วยซ้ำ!

            ข้อมูลในเรื่องของรายได้ และทรัพย์สินของควีนเอลิซาเบทและพระราชวงศ์มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซด์ www.royal.uk ซึ่งมีลิงค์ต่อไปยังเว็บไซด์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อีกเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีรายรับ รายจ่ายของสมาชิกราชวงศ์และองค์กรที่เกี่ยวข้องซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาดูได้

         

            รายได้ 5 แหล่งกับกระเป๋า 3 ใบ

            หากจะจำแนกแหล่งรายได้ของราชวงศ์วินเซอร์ในปัจจุบันก็อาจจะแบ่งได้เป็น 5 แหล่ง โดย 3 แหล่ง จะเข้าไปยังกระเป๋าของควีนเอลิซาเบท ได้แก่ (1) “เงินสนับสนุนประมุขของชาติ (2) “รายได้จากอาณาจักรแห่งแลนคาสเตอร์และ (3) รายได้จาก ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ในขณะที่อีก 2 แหล่งที่เหลือ ได้แก่ (4) “เงินได้ประจำปีจากรัฐสภาให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งดยุกแห่งเอดินบะระ ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งนี้คนล่าสุดคือ เจ้าชายฟิลิป พระสวามีที่เพิ่งสวรรณคตไป และ (5) “รายได้จากอาณาจักรคอนวอลล์จะให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งดยุกแห่งคอนวอลล์ ซึ่งปัจจุบันคือเจ้าฟ้าชายชาร์ล รัชทายาทลำดับที่ 1 ของราชวงศ์อังกฤษ

            ดังนั้น เงินรายได้ส่วนเดียวที่อาจจะเรียกได้ว่ามาจากภาษีของประชาชนคือส่วนที่เรียกว่า เงินสนับสนุนประมุขของชาติ (Sovereign Grant) ซึ่งมาจากส่วนแบ่งของกำไร[3] ที่ได้จาก The Crown Estate ที่ถือครองที่ดินและธุรกิจต่างๆ ในสหราชอาณาจักร โดยเป็นพอร์ตของทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งเมื่อเกิดดอกผลก็นำมาแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัฐบาลและราชวงศ์[4]

            ทั้งนี้ The Wall Street Journal ได้ประมาณการว่าในปี 2019 รายได้จากเงินสนับสนุนประมุขของชาติอยู่ที่ 107 ล้านเหรียญสหรัฐ อาณาจักรแลนคาสเตอร์อยู่ที่ 27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อาณาจักรคอนวอล์ลอยู่ที่ 28 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเงินได้ประจำปีจากรัฐสภาอยู่ที่ 0.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ไม่มีตัวเลขประมาณการรายได้จากทรัพย์สินส่วนพระองค์ของควีนเอลิซาเบทที่ 2) 


          

            สิ่งที่เราได้เรียนรู้ในเรื่องการบริหารเงินของราชวงศ์อังกฤษมีอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

            ประการแรก ที่มาของรายได้มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่มาจากการอยู่ในตำแหน่งประมุขของประเทศ ดยุกแห่งเอดินบะระ ดยุกแห่งคอนวอล์ล หรือเป็นรายได้จากทรัพย์สินส่วนตัว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ประชาชนได้รับรู้ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายผ่านเว็บไซด์ ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยนั้นรวมไปถึง บัญชีของขวัญที่สมาชิกราชวงศ์ได้รับจากแขกในงานพระราชกรณียกิจต่างๆ อีกด้วย คือชัดทั้งกับสมาชิกในครอบครัวและชัดกับคนทั้งประเทศ

            ประการที่สอง เงินมาตามตำแหน่งไม่ได้มาตามบุคคล คือไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวก็จะกลายเป็นผู้รับผลประโยชน์นั้นๆ โดยอัตโนมัติ เช่น ผู้เป็นกษัตริย์จะได้รับ เงินสนับสนุนประมุข และรายได้จากอาณาจักรแลนคาสเตอร์ในขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งดยุกแห่งเอดินบะระจะได้รับ เงินได้ประจำปีจากรัฐสภาส่วนดยุกแห่งคอนวอล์ลก็จะได้รับ รายได้จากอาณาจักรคอนวอล์ลเป็นต้น

            ประการที่สาม เก็บกินแค่ดอกผลไม่ลดทอนเงินต้น การใช้ทรัสต์เป็นเครื่องมือดูแลทรัพย์สินในส่วนของอาณาจักรแลนคาสเตอร์ และอาณาจักรคอนวอล์ลนั้นช่วยปกป้องทรัพย์สินของตระกูลซึ่งอยู่ในกองทรัสต์ไม่ให้ถูกจำหน่ายจ่ายแจกออกไป ทำให้เกิดความยั่งยืนของความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น


4. ส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นในรูปของทรัสต์

            ทรัพย์สินของ อาณาจักรแห่งแลนคาสเตอร์ และอาณาจักรแห่งคอนวอล์ลถูกบริหารจัดการในรูปของทรัสต์โดยกำหนดผู้รับผลประโยชน์คือ ผู้ดำรงตำแหน่งดยุกแห่งแลนคาสเตอร์ (ผู้เป็นกษัตริย์ของอังกฤษ) ซึ่งปัจจุบันคือ ควีนเอลิซาเบทที่ 2 และ ผู้ดำรงตำแหน่งดยุกแห่งคอนวอลล์ (รัชทายาทลำดับที่ 1 แห่งราชวงศ์อังกฤษ) ซึ่งปัจจุบันคือ เจ้าฟ้าชายชาร์ล ซึ่งทั้งสองพระองค์อยู่ในฐานะผู้รับผลประโยชน์จากทรัสต์ทั้งสอง แต่พระองค์ไม่มีสิทธิในการขายทรัพย์สินต่างๆ ในกองทรัสต์ดังกล่าว มูลค่าทรัพย์สินในกองทรัสต์ทั้งสองจึงไม่เคยถูกนำมาคำนวณเป็นความมั่งคั่งของสมาชิกพระองค์ใดพระองค์หนึ่งของราชวงศ์อังกฤษ 

 

            หลักความแน่นอน 3 ประการของทรัสต์

            ทรัสต์ เกิดขึ้นโดยสัญญา ไม่ใช่นิติบุคคล ถือเป็นการจัดการทรัพย์สินรูปแบบหนึ่งซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ของบุคคล 3 ฝ่าย คือ ผู้ก่อตั้งทรัสต์ (Settlor) ทรัสตี (Trustee) และผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiary) เป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจของทั้ง 3 ฝ่ายด้วยหลักความแน่นอน 3 ประการ คือ (1) ความแน่นอนในเจตนาจัดตั้งทรัสต์ (2) ความแน่นอนของทรัพย์สินในกองทรัสต์ และ (3) ความแน่นอนของผู้รับผลประโยชน์

            พูดง่ายๆ ก็คือ แม้ผู้ก่อตั้งทรัสต์จะเสียชีวิตไป แต่เจตนาในการจัดตั้งทรัสต์นั้นจะยังคงอยู่ (โดยถูกสานต่อโดยทรัสตีไปอย่างต่อเนื่อง) จะไม่มีใคร (ทายาทคนใด) หรือทรัสตีก็ไม่อาจขายทรัพย์สินในกองทรัสต์ออกไปได้ และก็จะเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่ถูกระบุไว้ รวมไปถึงทายาทของพวกเขาที่จะได้รับผลประโยชน์จากทรัสต์นี้สืบทอดกันไปชั่วลูกชั่วหลาน

            กองทรัสต์ทั้งสองถือเป็นน้ำที่หล่อเลี้ยงราชวงศ์อังกฤษอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น ข้อกำหนดที่ไม่อาจขายทรัพย์สินออกจากทรัสต์ได้ ทำให้ทรัพย์สินส่วนมากที่อยู่ในรูปที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มีแต่จะเพิ่มมูลค่าตามเวลาที่ผ่านไป ดังนั้น หากมองในมุมของความมั่งคั่ง เหล่าราชวงศ์อังกฤษคงไม่อาจเทียบชั้นกับความร่ำรวยของมหาเศรษฐีอื่นๆ ของโลกได้ แต่ถ้าพูดถึง กระแสรายได้ที่ไหลและยังจะไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากทรัสต์ทั้งสองที่สมาชิกราชวงศ์คือผู้รับผลประโยชน์แล้วละก็ ราชวงศ์อังกฤษก็ไม่น่าจะแพ้ใครในแง่นี้

            เมื่อพูดถึงความั่งคั่ง เยอะอาจไม่สำคัญเท่ากับยั่งยืน


5. ถ้าคิดจะอยู่ในราชวงศ์ก็ต้องเป็นกลางทางการเมือง

            ในฐานะประมุขของรัฐ ควีนเอลิซาเบทที่ 2 จะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง พูดง่ายๆ คือเราจะไม่ได้เห็นพระองค์ในคูหาเลือกตั้ง หรือทรงแสดงความสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างแน่นอน  แล้วราชวงศ์พระองค์อื่นจะต้องวางตัวเป็นกลางหรือไม่? แม้อังกฤษจะไม่ได้ห้ามสมาชิกราชวงศ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วสำหรับสมาชิกราชวงศ์ที่จะไม่ออกไปใช้สิทธิ์ดังกล่าว รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การวางตนของสมาชิกราชวงศ์นั้นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธซึ่งเป็นผู้นำของราชวงศ์นั่นเอง 

            สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องนี้อาจแบ่งได้เป็น 2 ประการ ได้แก่

            ประการที่ 1 การเมืองเป็นเรื่องอ่อนไหว ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ แม้แต่ในระดับของครอบครัวความเห็นต่างทางการเมืองก็จุดชนวนความขัดแย้งมานักต่อนักแล้ว ประกอบกับธุรกิจครอบครัวก็มีสภาพแวดล้อมที่พร้อมจะก่อให้เกิดความขัดแย้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การเอาการเมืองเข้ามาในครอบครัวอีกก็น่าจะการันตีปัญหาความขัดแย้งไว้ได้เลย

            ประการที่ 2 ความเป็นกลางทางการเมืองจะช่วยให้สถาบันกษัตริย์สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติได้ง่ายขึ้น ไม่แตกต่างจากผู้นำธุรกิจครอบครัวที่ความเป็นกลางทางการเมืองจะเป็นพื้นฐานการรวมน้ำใจของคนในองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว โดยไม่สร้างความแปลกแยก ไม่แบ่งพวกเขา พวกเรา

             ทั้ง 5 ข้อคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากราชวงศ์อังกฤษที่อาจนำมาคิด ประยุกต์ และปรับใช้กับธุรกิจครอบครัวได้ แม้ ความใหญ่โตของภารกิจอาจจะดูต่างกันมาก แต่เชื่อว่าความปวดหัวในการบริหารจัดการสิ่งที่เรียกว่า บริษัทนั้น ไม่น่าจะหนีกัน!

 

References

·        BBC News, “Royal Family tree and line of succession,“ www.bbc.com, April 18, 2021 (https://www.bbc.com/news/uk-23272491)

·        Caroline Praderio and Taylor Nicole Rogers, “Here’s where the royal family gets their money,” Insider.com, April 22, 2020

·        Claire Nowak, “18 Etiquette Rules Everyone in the Royal Family Must Follow,” rd.com, April 22, 2020

·        “Duchy of Lancaster,” duchyoflancaster.co.uk, April 21, 2021

·        Kerry A. Dolan, Jennifer Wang and Chase Peterson-Withorn, “Forbes World’s Billionaires List: The Richest in 2021,” forbes.com, April 24, 2021

·        Mark Landler, “In Royal ‘Firm,’ the Family Business Always Comes First,” nytimes.com, March 18, 2021

·        Royal Finances, Royal.uk, April 19, 2021

·        “Succession,” Royal.uk, April 24, 2021

·        ฝ่ายพัฒนากฎเกณฑ์, “ความรู้เกี่ยวกับทรัสต์”, สำนักงาน ก.ล.ต., set.or.th, April 2021

·        ผู้จัดการออนไลน์, “ดยุคแห่งเอดินบะระ” พระองค์ใหม่”, mgronline.com, 16 เมษายน 2564

·       อังกฤษเปลี่ยนกฎมณเฑียรบาลให้หญิงขึ้นเป็นกษัตริย์ได้”, voicetv.co.th, October 29, 2011

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



[1] ประมาณหนึ่งปีครึ่งหลังจากพิธีอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2018

[2] The Wall Street Journal เคยประเมินรายได้ต่อปีที่เจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี ได้รับจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลพระบิดาคิดเป็นจำนวนเงินรวมกันประมาณ 6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2019

[3] ปัจจุบันอยู่ที่ 25% ของรายได้สุทธิต่อปีของ The Crown Estate

[4] แต่เดิมทรัพย์สินใน The Crown Estate นั้นถูกจัดการโดยกษัตริย์อังกฤษเพื่อใช้ในการบริหารประเทศ แต่ในปี 1760 พระเจ้าจอร์จที่ 3 ได้สละพระราชอำนาจในการจัดการ The Crown Estate เพื่อปลดปล่อยพระองค์จากภาระที่จะต้องจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ภาระค่าใช้จ่ายในการป้องกันประเทศ ภาระหนี้สาธารณะ รวมถึงหนี้สินของพระองค์เอง ข้อตกลงในครั้งนั้น ทำให้กษัตริย์อังกฤษพระองค์ต่อๆ มาจะได้รับเงินประจำปีที่เรียกว่า Civil List แทน โดยไม่ต้องทรงบริหาร The Crown Estate เองอีกต่อไป (ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของ The Crown Estate Commissioners ในการบริหารจัดการ) หลังจากนั้น Civil List ก็ถูกแปลงมาเป็น Sovereign Grant ในปี 2012 ภายใต้กฎหมาย Sovereign Grant  Act 2011 ในปัจจุบัน 


[1] นอกจากนี้ ยังมีเครือพระญาติของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 (ลูกหลานทางฝั่งพระอนุชาของพระเจ้าจอร์จที่ 6 รวมถึงคู่สมรส) ที่เข้ามาช่วยในพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ 


[1] สมาชิกราชวงศ์ที่เกิดหลังวันที่ 28 ต.ค. 2011เป็นต้นมา


[1] สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเป็นประมุขของ 16 ประเทศ จาก 53 รัฐสมาชิกในเครือจักรภพอังกฤษ พระองค์ทรงเป็นประธานเครือจักรภพ และผู้ปกครองสูงสุดแห่งคริสตจักรแห่งอังกฤษ

เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน