<
THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

มีแต่คนโลภ ในธุรกิจครอบครัว?

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

                                    “ถ้าอยากรู้สึกว่ารวย ให้ลองนับสิ่งที่ตนมีอยู่ ซึ่งเงินไม่สามารถซื้อได้”

                                                                             - Anonymous

 

            “ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวก็มาจากเรื่องของ “เงิน” ทั้งนั้น

            นี่คือสิ่งที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ และคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธ แต่คำพูดนี้ทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิดทบทวนว่า ผู้คนที่ผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในฐานะที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว คนเหล่านั้นต่างเป็นคนที่เห็นแก่เงิน? พวกเขาเหล่านั้น คือคนที่โลภอย่างที่ว่ากันหรือ?

            ในสังคมปัจจุบันที่คนเรามักจะถูกตีตราว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมอยากเก็บพื้นที่เล็กๆ ไว้ให้สมาชิกครอบครัว ในพื้นที่นี้ ไม่มีคนดี คนเลว คนใจกว้าง หรือคนโลภมาก คนในนี้มีสีเทาๆ กันทุกคน แล้วผมก็จะชวนพวกเรามาตั้งคำถามกับพวกเขาว่า อยากได้เงินไปเพื่ออะไร?” ไม่แน่บางทีคำตอบของคำถามนี้ อาจจะช่วยเปิดมุมมอง และทางออกใหม่ๆ ในการบริหารจัดการความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวก็เป็นได้


คนเราต้องการเงินไปเพื่ออะไร?

            ในสังคมมนุษย์เราใช้เงินเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่ปรารถนา เช่น เงินทำให้เรารู้สึกมั่นคง มีเงินเพื่อซื้อความสะดวกสบาย ซื้อสิ่งของที่ต้องการ มีเงินใช้ซื้อหาความรัก ความสนใจจากคนรอบข้าง หรือใช้เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จเพื่อได้รับการยอมรับ มีเงินทำให้เรามีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ เงินยังถูกใช้เป็นเครื่องวัดความเป็นธรรมได้อีกด้วย เช่น ทำงานมากก็ควรจะได้ผลตอบแทนมาก พี่น้องเป็นลูกพ่อแม่เหมือนกันก็ควรจะได้อะไรเท่าๆ กัน เป็นต้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เงินทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่นำไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ในด้านต่างๆ อย่างน้อย 6 ประการ ดังต่อไปนี้[1]

            1. ความมั่นคง (Security) หมายถึง ความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตของตนเอง คนที่รัก ทรัพย์สิน หรืออาชีพการงาน

            2. ชีวิตที่ดี (Good Life) หมายถึง การมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสถานภาพทางสังคมที่เป็นอยู่ หรือยกระดับขึ้นไปอีก ซึ่งแค่ไหนถึงจะเรียกว่า “ชีวิตที่ดี” นั้น ก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

            3. ความรัก (Love) หมายถึง ความรู้สึกได้รับความรัก ความสนใจ ใส่ใจ การเป็นคนสำคัญ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว-กลุ่มก้อนของสังคม โดยมักเป็นผลมาจากการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างและคนในครอบครัว

            4. การยอมรับ (Recognition) โดยเฉพาะจากคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว แล้วค่อยๆ ขยายวงออกไป เป็นการยอมรับในความสามารถ ความสำเร็จต่างๆ หรือหน้าที่การงาน เป็นต้น

            5. อิสรภาพ (Freedom) หมายถึงอิสระในการตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง สามารถทำในสิ่งที่หวังและตั้งใจได้โดยไม่ถูกขัดขวาง หรือมีข้อจำกัดใดๆ

            6. ความเป็นธรรม (Fairness) เป็นความต้องการในลักษณะที่มีการเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ เช่น พี่ น้อง หรือคนในครอบครัว อยากได้เหมือนพี่เหมือนน้อง อยากให้แบ่งเท่าๆ กัน อยากให้แบ่งอย่าง “ยุติธรรม” เช่น ทำงานมากก็ควรได้มาก ซึ่งเรื่องของผลประโยชน์ก็ว่ายากแล้วที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกว่ายุติธรรม ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของ “ความรัก” หรือ “การยอมรับจากพ่อแม่” จะวัดความยุติธรรมกันอย่างไร?

 

ลึกไปกว่า “เงิน” คือความต้องการอย่างน้อย 6 ประการของมนุษย์

ที่มา : Family Business Asia

 

            เงินและผลประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้คนไขว่คว้าถือเป็นความต้องการที่รับรู้ได้โดยคนทั่วไป (Apparent Needs) แต่เงินและผลประโยชน์ต่างๆ เหล่านั้น ต่างมีความหมายที่แตกต่างกันไป สำหรับบางคนเงินคือผลตอบแทนของความทุ่มเท เงินคือสัญลักษณ์ของการยอมรับของพ่อแม่ เงินคือหลักประกันรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว หรือแม้กระทั่งเงินคือเครื่องชี้วัด “ความรัก” ของพ่อแม่ที่ให้ลูก เป็นต้น ดังนั้น การอยากได้ “เงิน” ของใครซักคน อาจแปลได้ว่าพวกเขามีความต้องการอะไรบางอย่างซึ่งยังไม่ได้รับการตอบสนอง


แก้ปัญหาเงินอย่างสร้างสรรค์...ต้องรู้ “ความต้องการจริงๆ”

            ดังนั้น เมื่อเงินเป็นเพียงตัวเปลี่ยนผ่านไปสู่การตอบสนองความต้องการต่างๆ การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับเงิน และผลประโยชน์ จึงจำเป็นจะต้องมองทะลุให้ถึง ความต้องการจริงๆ” (Underlying Needs)[1] หรือที่เรียกอีกอย่างว่า จุดสนใจ (Interest) ของบุคคล

            แต่ละคนต่างมี ความต้องการจริงๆหรือ จุดสนใจเป็นของตนเอง และอาจมีจุดสนใจหลายๆ เรื่องพร้อมๆ กันได้ เช่น การที่ทายาทอยากออกไปทำธุรกิจของตัวเองอาจเป็นเพราะไม่ต้องการให้ใครมาบงการว่าจะต้องทำอะไร หรือทำอย่างไร (อิสรภาพ) อยากประสบความสำเร็จเพื่อจะได้มีเงินทองเลี้ยงตัวเอง (ความมั่นคงและชีวิตที่ดี) ในขณะเดียวกัน หากทำได้สำเร็จก็อยากได้รับการยอมรับจากครอบครัว (การยอมรับ) หรือการที่น้องต้องการได้เงินเดือนเท่าพี่ อาจเป็นเพราะเขาต้องการได้รับการยอมรับในความสามารถ หรืออาจเป็นเพราะเขาต้องการความเท่าเทียมในการแบ่งผลประโยชน์จากสิ่งที่ทำร่วมกัน เป็นต้น

แต่ความท้าทายของการค้นหา ความต้องการจริงๆ ก็คือ หลายครั้งที่ฝังตัวอยู่ลึกทีเดียว บางครั้งแม้แต่ตัวเราเองยังไม่รู้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ จนเมื่อมานั่งตรึกตรองจึงคิดได้ว่า จริงๆ แล้วเราต้องการอะไรกันแน่ หนึ่งในเทคนิคที่จะช่วยเราค้นหา “ความต้องการจริงๆ” ของตนเอง และคนที่เรากำลังเจรจาด้วย คือการถามคำถาม 3 ข้อนี้ คือ    

(1) ทำไม? (Why) เช่น ทำไมอยากให้พ่อแม่แบ่งหุ้นให้เท่าๆ กัน? ทำไมอยากขึ้นเงินเดือน?

(2) หวังอะไร? (Hope) คำตอบที่ได้ เช่น ลูกอยากให้พ่อแม่ยอมรับในความสามารถ (โดยมองว่าแบ่งหุ้นให้คือตัวชี้วัด) ลูกอยากรู้สึกว่าพ่อแม่รักตัวเองเหมือนรักพี่ (พี่ได้หุ้นแล้ว เรายังไม่ได้) ลูกอยากมีเงินเก็บเป็นของตัวเอง (จะซื้ออะไรไม่ต้องมาขอพ่อแม่อีก) ฯลฯ

(3) กังวลอะไร? (Fear) เช่น ลูกกังวลกับผลงานตัวเอง (พ่อแม่ยังไม่ไว้ใจหรือเปล่าเลยยังไม่แบ่งหุ้นให้) ลูกกลัวว่า วันหนึ่งธุรกิจครอบครัวมีปัญหา เงินทั้งหมดก็จะหายได้ด้วย (เพราะเก็บเงินทุกบาทไว้ในบริษัท) ลูกกังวลว่าทำงานให้ครอบครัวมาตั้งนานสุดท้ายแล้วจะไม่ได้อะไร (หุ้นยังไม่ได้ซักที) ฯลฯ

            บทสนทนาที่เริ่มด้วย 3 คำถามข้างต้นจะช่วยทำให้เรามองเห็น “ความต้องการจริงๆ” ของตัวเองและคู่สนทนาได้ชัดเจนขึ้น เราจะไม่หยุดแค่ว่าเขาต้องการเงิน หรือตีตราว่าเขาเป็นคนเห็นแก่เงิน เมื่อเราเห็นหรือคาดคะเนความต้องจริงๆ ของคู่เจรจาได้ “ทางออก” ของปัญหาก็อาจจะผุดขึ้นมาเอง และหากมองให้ดี ผลประโยชน์ที่ว่าขัดกันนั้น จริงๆ แล้ว อาจจะไปด้วยกันได้อยู่ โดยไม่ลืมว่า ผลประโยชน์ที่คนเราต้องการจริงๆ นั้น อาจเป็นเรื่องของความรู้สึกมั่นคง การอยากมีชีวิตที่ดี อยากได้ความรัก อยากได้รับการยอมรับ หรือการมีอิสรภาพได้ทำในสิ่งที่อยากทำก็ได้


ปัญหาของ ความยุติธรรม

            ความเท่าเทียม (Fairness) หรือที่บางคนเรียกว่า ความยุติธรรมหลายคนมองว่า เป็นปัจจัยที่จะนำความสงบสุขมาสู่ธุรกิจครอบครัว ฟังดูก็มีเหตุผลแต่ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ? ยกตัวอย่างเช่น การแบ่งผลประโยชน์ในครอบครัวให้ยุติธรรมเป็นสิ่งที่สมาชิกปรารถนา แต่จะมีซักกี่ครอบครัวที่แบ่งผลประโยชน์แล้วสมาชิกทุกคนยอมรับว่า ยุติธรรม”? ทำไมพ่อแม่ต้องเอาเงิน และเวลามากมายไปถมให้กับลูกที่ไม่เอาไหน? ทำไมทายาทที่ไม่ได้ช่วยทำธุรกิจครอบครัวถึงได้หุ้นเท่ากับทายาทที่คลุกฝุ่นทำธุรกิจของตระกูล? หรือทำไมพี่ชายไปทำอาชีพที่อยากทำได้ แต่ตัวเราเองต้องมานั่งทำงานในธุรกิจครอบครัว (ที่ไม่ได้อยากทำ!)? คำถามเหล่านี้สะท้อนปัญหาของ ความยุติธรรมเพราะ

             1. คนมอง ความยุติธรรม ไม่เหมือนกัน ปัญหาใหญ่ของ ความยุติธรรมก็คือ แต่ละคนมีมุมมองความยุติธรรมเป็นของตัวเอง พ่อแม่มีมุมมองของความยุติธรรมในแบบของพ่อแม่ ลูกๆ มองความยุติธรรมในมุมของตัวเองเช่นกัน พี่กับน้องมีมุมมองความยุติธรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่มีความยุติธรรมที่เป็นหนึ่งเดียว การตั้งเป้าหมาย ความยุติธรรมหนึ่งเดียวจึงเป็นเพียงอุดมคติที่ไม่มีวันเป็นจริง และบนเส้นทางของคนที่ไขว่คว้าหาความยุติธรรมนั้น เคยถามตัวเองหรือไม่ว่าคุณมีความสุขหรือความทุกข์กันแน่ และแม้ถึงวันที่คุณได้รับความยุติธรรมที่ต้องการนั้นแล้ว เช่น แม่ตัดหางปล่อยวัดน้องที่ไม่เอาไหน หรือคุณได้หุ้นมากกว่าพี่น้องที่ไม่ได้ทำธุรกิจครอบครัว แล้วคุณจะมีความสุขจริงๆ หรือ?

            ดังนั้น เมื่อรู้แล้วว่า “ความยุติธรรม” นั้นมองได้หลายมุม ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า “พ่อแม่ไม่ยุติธรรม” หรือ “รักลูกไม่เท่ากัน” เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจมาจาก “ความยุติธรรม” ในมุมของพ่อแม่ที่ไม่ตรงกับลูก และก็เป็นเรื่องยากที่จะหาข้อสรุปว่า “ความยุติธรรม” ในมุมไหนที่จะยุติธรรมกว่ากัน

               2. “ความยุติธรรมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สิ่งที่เราเห็นว่ายุติธรรมแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปอาจกลับกลายเป็นไม่ยุติธรรมก็เป็นได้ ความยุติธรรมจึงเป็นสภาวะที่ไม่ถาวร เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

            “ผมแบ่งหุ้นให้ลูกทุกคนเท่าๆ กัน พ่อแม่ที่แบ่งหุ้นให้กับลูกๆ เท่ากันตอนที่ยังไม่มีลูกคนไหนเข้ามาช่วยกิจการอาจดูว่าเป็นความยุติธรรม แต่เมื่อลูกบางคนเข้ามาช่วยงานแล้วแต่หุ้นที่ให้ลูกๆ ยังคงเท่ากัน ความยุติธรรมที่เคยมีก็อาจหายไป ความยุติธรรมในสายตาของแต่ละคนจึงเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของครอบครัวและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่คงทนถาวร

             นอกจากนี้ เรายังต้องระลึกไว้เสมอว่า “ยุติธรรมไม่ได้แปลว่าเท่ากัน” ความยุติธรรมจึงเป็นประเด็นอ่อนไหวหาจุดลงตัวยากในทุกระดับของสังคม ดังนั้น เมื่อไม่สามารถตกลงเรื่อง “ผลลัพธ์ที่ยุติธรรม” (Fair Outcome) ได้ ทางออกอีกทางจึงเป็นการใช้ “กระบวนการที่ยุติธรรม” (Fair Process) ในการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น


กระบวนการที่ยุติธรรม VS ผลลัพธ์ที่ยุติธรรม

            เมื่อไม่อาจตัดความรู้สึกของการเปรียบเทียบออกไปได้ และสมาชิกในครอบครัวก็ยังคอยตามหาความยุติธรรมกันอยู่ดี คำแนะนำหนึ่งที่อยากจะฝากไว้คือ ขอให้พวกเรามุ่งไปที่กระบวนการที่ยุติธรรม (Fair Process) มากกว่าผลลัพธ์ที่ยุติธรรม (Fair Outcome) กระบวนการที่ยุติธรรมคือการใช้กระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับว่า ยุติธรรมเพื่อให้กระบวนการนั้นๆ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยุติธรรมในที่สุด

            เช่น หากจะแบ่งเค้กอย่างยุติธรรมให้กับพี่น้อง 2 คน เราอาจใช้วิธี น้องแบ่ง แล้วให้พี่เลือกหรือ พี่แบ่ง แล้วให้น้องเลือกหรือถ้ามองว่า แม่คือความยุติธรรม ก็อาจให้แม่เป็นคนแบ่งให้ก็ได้ เป็นต้น การแบ่งผลประโยชน์ในครอบครัวก็คล้ายกัน หากครอบครัวใช้กระบวนการที่ยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการจัดสรรผลประโยชน์ก็จะช่วยลดความขัดแย้งลงได้

แต่แม้ผลลัพธ์จะมาจากการใช้ กระบวนการที่ยุติธรรมแล้วก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นว่ายุติธรรมอยู่ดี สุดท้ายแล้วความยุติธรรมในกระบวนการก็อาจไม่สามารถทำให้ ความรู้สึกไม่ยุติธรรมในใจของเรา จบได้อยู่ดี การตามหา ความยุติธรรมที่เราเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสงบสุขให้แก่ครอบครัว จึงอาจเป็นเพียง มายาคติ ที่เราคิดกันไปเองเพราะ ยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมนั้น เกิดขึ้นในใจของเรามากกว่า ซึ่งไม่ได้มี ความยุติธรรมหนึ่งเดียว สุดท้ายแล้วถ้าหากสมาชิกครอบครัวต่างเอาผลประโยชน์ของตนอยู่เหนือสิ่งใด ก็ยากที่จะหาความสงบสุขในครอบครัวได้

            เงิน และผลประโยชน์ คือเปลือกนอกที่ปกคลุม ความต้องการจริงๆ ของผู้คนเอาไว้ เราต้องพยายามแกะออกมาให้ได้ การตราหน้าบุคคลว่า โลภไม่อาจช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ แต่การพยายามค้นหาความต้องการจริงๆ จะช่วยเปิดหน้าต่างบานใหม่ของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และอาจช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวได้

 

สรุปข้อคิด

1) เงินและผลประโยชน์คือสิ่งที่คนถวิลหา แต่คุณค่าที่แท้จริงของเงินนั้นก็เพื่อตอบโจทย์ ความต้องการจริงๆ ของมนุษย์

2) ความต้องการจริงๆหรือจุดสนใจของผู้คนในสังคมสมัยใหม่มีอย่างน้อย 6 ด้าน ได้แก่ ความต้องการด้าน (1) ความมั่นคง (2) ชีวิตที่ดี (3) ความรัก (4) การยอมรับ (5) อิสรภาพ และ (6) ความเป็นธรรม (หรือความยุติธรรม)

3) การค้นหา ความต้องการจริงๆ จึงเป็นหัวใจของการแก้ปมความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์

4) ความต้องการประการหนึ่งของผู้คน คือ ความต้องการ ความยุติธรรมแต่การตั้งเป้าที่จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้นั้นมีความท้าทายอย่างน้อย 2 ประการ คือ ความยุติธรรมมองได้หลายมุม และ (2) ไม่ถาวร เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

5) ผลลัพธ์ที่ยุติธรรม นั้นอาจจะยากที่จะไปถึง แต่ กระบวนการที่ยุติธรรม อาจเป็นคำตอบของการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้ โดยเชื่อว่าถ้าหากกระบวนการนั้นยุติธรรมแล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมาย่อมจะยุติธรรมด้วย

6) แต่แม้ว่ากระบวนการจะยุติธรรมแล้วก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับว่า ยุติธรรม อยู่ดี การตามหาความยุติธรรมจึงอาจเป็นเพียง มายาคติ เพราะยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมนั้น เกิดขึ้นในใจของเรามากกว่า          


 

 Reference:

·       Roger Fisher, William L. Ury, Bruce Patton, “Getting to Yes: Negotiating Agreement Without Giving In”, (3rd ed.), Penguin Books.


[1] ปรับปรุงจาก Maslow's Hierarchy of Needs โดยตัดเอาความต้องการพื้นฐานทางกายภาพของมนุษย์ เช่น อากาศ อาหาร น้ำ การนอน การสืบพันธุ์ ฯลฯ ออก แล้วแยก ชีวิตที่ดี’ (Good Life) ออกมาเป็นอีกความต้องการหนึ่ง และเพิ่มความต้องการในด้านความเป็นธรรม (Fairness) เข้าไป

[2] ในทฤษฏีการเจรจา (Negotiation) มักจะใช้คำว่า “จุดสนใจ” (Interest) ซึ่งในบทความนี้จะอนุโลมใช้ในความหมายเดียวกับ “ความต้องการจริงๆ” (Underlying Needs) แนวคิดของบทความนี้เป็นการประยุกต์ใช้ “เทคนิคการเจรจาแบบเน้นจุดสนใจ” (Principled Negotiation) โดย Roger Fisher และ William L. Ury ที่เน้นการแยกคนออกจากปัญหา ก้าวข้ามจาก ‘จุดยืน’ ไปสู่ ‘จุดสนใจ’ และมองหาทางออกต่างๆ ที่ก่อประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) ของคู่เจรจา

เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน