THE GURU • FUND FOCUS

สิ่งที่เสียไปกับกองทุนแบบจ่ายปันผล

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

            การจ่ายปันผลของกองทุน นอกจากบริษัทจัดการจะมีภาระเพิ่มแล้ว รายได้ยังลดลงด้วย เท่ากับว่า แรงจูงใจในการนำเสนอกองทุนแบบจ่ายปันผล อาจไม่ได้เกิดจากบริษัทจัดการเอง แต่อาจเกิดจากความชอบของนักลงทุนจำนวนไม่น้อย ที่ยังต้องการกระแสเงินสดกลับมาเรื่อยๆ ในรูปแบบเงินปันผล บริษัทจัดการจึงต้องมีไว้รองรับ

 

            สำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดา การถือกองทุนที่จ่ายปันผล ผู้ลงทุนจะเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และแม้ภาษีที่ถูกหักไปอาจจะขอคืนได้ในบางกรณี แต่ตัวกองทุนก็ยังเสียโอกาสลงทุนอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะต้องขายหลักทรัพย์ในกองทุนเอาเงินสดมาจ่ายปันผลให้เรา


            และเพื่อความชัดเจน จะขอยกตัวอย่างกองทุนตระกูลหนึ่งมาเป็นตัวอย่างตามรูป โดยใช้ข้อมูลราคาในช่วงประมาณ 3 ปีนับถึงเดือนเมษายน 2564 จากบริการ ThaiQuest ซึ่งกองทุนตระกูลนี้แบ่งเป็นกองทุนย่อย หรือที่เรียกว่า “Class” คือแบบ A ที่ไม่จ่ายปันผล (Accumulation) และแบบ D ที่จ่ายปันผล (Dividend) โดย ณ วันเดียวกัน กองทุนที่เป็น Class A มีราคา 17.8166 บาท/หน่วย (ซึ่งตัวเลขต่อไปจากนี้จะหมายถึง บาท/หน่วย ทั้งหมด) ส่วน Class D มีราคา 12.8480 บาท ต่างกัน 4.9686 บาท 





             ถ้าดูเร็วๆ ก็อาจคิดว่า ส่วนต่าง 4.9686 บาท จะต้องเป็นเงินปันผลแน่นอน เพราะกองหนึ่งจ่ายปันผล ส่วนอีกกองไม่จ่ายปันผล แต่เมื่อรวบรวมข้อมูลการจ่ายเงินปันผลทั้งหมด กลับพบว่า กองทุน Class D จ่ายปันผลออกมาเพียง 3.2500 บาท เท่ากับว่า มีส่วนต่างเกิดขึ้น 4.9686-3.2500 = 1.7186 บาท ซึ่งเกิดจากการที่กองทุน Class D เสียโอกาสในการลงทุนอย่างเต็มประสิทธิภาพ อันเป็นผลมาจากเงินสดที่ต้องจ่ายเป็นเงินปันผลออกมารวมกันตลอดสามปีถึง 3.2500 บาท


            และนอกจากนั้น เงินปันผล 3.2500 บาท มักจะถูกเลือกให้เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% นักลงทุนจึงเหลือเงินปันผลเข้ากระเป๋าสุทธิเพียง 2.9250 บาท คือเสียภาษีไป 0.3250 บาท ซึ่งตามที่เกริ่นไปก่อนหน้า ภาษีส่วนที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปนี้ แม้จะมีโอกาสขอคืนได้ในบางกรณี แต่ในหลายๆ โอกาส นักลงทุนก็เลือกที่จะให้หัก ณ ที่จ่าย 10% ไปเลย เพราะคำนวณแล้วไม่คุ้มที่จะนำไปรวมเป็นรายได้เพื่อประเมินภาษี


            โดยรวมแล้ว การลงทุนในกองทุน Class D ที่จ่ายปันผล ทำให้นักลงทุนเสียประโยชน์ไป 2.0436 บาท หรือคิดเป็น 11.47% เมื่อเทียบกับราคากองทุน Class A หากเงินลงทุน 100,000 บาท สัดส่วน 11.47% ก็เป็นเงิน 11,470 บาทเลยทีเดียว และส่วนต่างนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียง 3 ปี และแม้แต่กรณีที่ขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายกลับมาได้ทั้งหมดในทุกปี ซึ่งเป็นเงินรวมกัน 0.3250 บาท ก็ยังเสียประโยชน์ไปถึง 1.7186 บาท หรือคิดเป็น 9.65% ของราคากองทุน Class A หากลงทุน 100,000 บาท ก็หายไป 9,650 บาท

 

กองทุนไม่จ่ายปันผล แต่อยากได้เงินสด ต้องทำอย่างไร?


            คำตอบนั้นไม่ยาก คือต้องการใช้เงินสดเมื่อไร ก็สั่งขายหน่วยลงทุนออกมา ซึ่งมักทำได้ทุกเวลาทำการตามที่ผู้ลงทุนต้องการ ในขณะที่กองทุนแบบจ่ายปันผล ผู้ลงทุนจะไม่ได้กำหนดวันจ่ายปันผลเอง ต้องรอให้กองทุนประกาศจ่ายออกมา


            นอกจากนั้น เงินค่าขายที่ได้รับทุกบาท แม้จะขายอย่างมีกำไร ก็ไม่เสียภาษี และหากกลัวลืมขาย ก็สามารถตั้งเตือนไว้ทุกช่วงเวลาที่ต้องการเงินสด เช่น ทุกสิ้นเดือน หรือสิ้นไตรมาส อย่างไรก็ดี ขอแนะนำว่า หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรขายออกมา เก็บลงทุนไว้ยาวๆ ดีกว่า

 

ไม่จ่ายปันผล ไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป ต้องเทียบให้ดีก่อน


            แม้จะทราบหลักการแล้วว่ากองทุนในตระกูลเดียวกัน กองทุนที่จ่ายปันผลมีโอกาสให้ผลตอบแทนรวมกันด้อยกว่ากองทุนที่ไม่จ่ายปันผล แต่นั่นคือการเทียบในกองทุนตระกูลเดียวกัน แต่หากเป็นการเทียบข้ามตระกูล ข้ามบริษัทจัดการ ก็ยังมีกองทุนที่จ่ายปันผลอีกหลายกอง ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า กองทุนที่ไม่จ่ายปันผลบางกอง ซึ่งการจะเทียบกันได้ ก็ต้องดูที่ผลตอบแทนรวม (Total Return) แม้หลักการคิด Total Return อย่างแม่นยำจะต้องใช้วิธี Daily Valuation ซึ่งอาจจะยุ่งยาก แต่หากจะพิจารณาแบบคร่าวๆ ก็พอจะใช้ราคาหน่วยลงทุนบวกกลับด้วยเงินปันผลได้


            สมมติให้ กองทุน X และ กองทุน Y เป็นกองทุนประเภทเดียวกันแต่มาจากต่างบริษัทจัดการ กองทุน X จ่ายปันผล แต่ให้ Total Return 40% ต่อปี เทียบกับกองทุน Y ที่ไม่จ่ายปันผล แต่ให้ Total Return 10% ต่อปี ถ้าพบกรณีแบบนี้ก็ชัดเจนว่า กองทุน X มีความน่าสนใจกว่า แม้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปบ้าง แม้กองทุนจะเสียโอกาสลงทุนจากเงินสดที่ต้องจ่ายออกมา แต่ก็ยังดีกว่ากองทุน Y


            ขณะที่ในรูปตัวอย่าง จะเทียบกองทุนตระกูลเดียวกันที่แยกเป็นClass ย่อย จึงเทียบกันได้ชัดเจนในรูปเดียว สามารถระบุได้ว่าควรเลือกกองทุน Class ใดดีกว่ากัน

 

เลือกกองทุนจ่ายปันผล แล้วเอาปันผลกลับมาซื้อกองทุนนั้นซ้ำ จะได้ผลเท่ากันไหม?


            หากตั้งใจลงทุนเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นนั้นอยู่แล้ว (ได้ปันผลแล้วไม่นำไปใช้ แต่ตั้งใจนำกลับมาซื้อลงทุนซ้ำ) ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องลงทุนในกองทุนแบบจ่ายปันผลให้ยุ่งยากแต่แรก ไหนจะต้องตามดูว่าเมื่อไรมีการจ่ายปันผล ไหนจะต้องไม่หลงลืมการส่งคำสั่งซื้อซ้ำให้ครบทุกรอบการจ่ายเงินปันผล ไหนจะต้องเตรียมเอกสารใช้ยื่นภาษีเพิ่มขึ้น (กรณีจะขอคืนภาษี) ขณะที่กองทุนแบบไม่จ่ายปันผล นักลงทุนจะไม่มีภาระลักษณะนี้ ถือลงทุนไปได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่กองทุนนั้นยังเป็นกองทุนที่ดีอยู่

 

กองทุน Class R จะดีกว่าไหม?


            ในยุคปัจจุบัน กองทุนในตระกูลเดียวกัน นอกจากจะมี Class A และ Class D แล้ว ก็ยังมีอีกหลายตระกูลที่ทำ Class R ออกมาด้วย ซึ่งเป็นการทยอยคืนเงิน (Redemption) โดยกองทุนลักษณะนี้ บริษัทจัดการจะไม่เรียกเงินสดที่จ่ายคืนว่าเป็นเงินปันผล ผู้ลงทุนบุคคลธรรมดาจึงไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ก็ถือว่าตัดปัญหาเฉพาะส่วนนี้ไป แต่เมื่อมีการทยอยคืนเงิน ก็เท่ากับกองทุนยังต้องทยอยขายสินทรัพย์ในกองทุนมาจ่ายเป็นเงินสดให้ผู้ลงทุนเช่นเดิม ปัญหาการเสียโอกาสลงทุนซ้ำอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ยังไม่หายไป


            และยังคงมีปัญหาที่ไม่ต่างจากกองทุน Class D หากนักลงทุนต้องการลงทุนให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นั่นคือภาระในการนำเงินที่ได้วนกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งหากหลงลืมก็เสียแผน และบางกองทุนอาจมีค่าธรรมเนียมซื้อ (Front-end fee) อีกด้วย ขณะที่กองทุน Class A ที่สามารถถือไปได้ยาวๆ ก็จะไม่มีค่าธรรมเนียมประเภทนี้หากไม่มีการซื้อเพิ่ม

 

จ่ายปันผลแล้วไม่ดี เหตุใดยังมีขาย ?


            เมื่อสวมหมวกฝั่งบริษัทจัดการผู้บริหารกองทุน การที่กองทุนจ่ายเงินปันผลออกมา น่าจะมีผลเสียหลายข้อ


ข้อแรก บริษัทจัดการจะมีภาระและต้นทุน ในการทำธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับลูกค้านักลงทุนทุกคน รวมถึงหน้าที่นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับภาครัฐ


ข้อสอง รายได้ค่าธรรมเนียมการจัดการ จะแปรตามขนาดกองทุน เมื่อกองทุนจ่ายปันผลออกมา ขนาดกองทุนก็หดลง รายได้ก็ลดลง


            หากใช้กองทุน Class A และ Class D ข้างต้นเป็นตัวอย่าง สมมติให้ทั้งสองกองทุนมีจำนวนหน่วยลงทุนโดยรวมเท่ากันและเก็บค่าบริหารจัดการกองทุนในอัตราเดียวกัน ซึ่งจะเหลือปัจจัยราคาหน่วยลงทุนเพียงอย่างเดียวที่ต่างกัน ก็จะเห็นว่า กองทุน Class D (ราคา 12.8480 บาท) สร้างรายได้ให้กับบริษัทจัดการ ต่ำกว่ากองทุน Class A (ราคา 17.8166 บาท) ถึง 28%


            สรุปคือ การจ่ายปันผลของกองทุน นอกจากบริษัทจัดการจะมีภาระเพิ่มแล้ว รายได้ยังลดลงด้วย เท่ากับว่า แรงจูงใจในการนำเสนอกองทุนแบบจ่ายปันผล อาจไม่ได้เกิดจากบริษัทจัดการเอง แต่อาจเกิดจากความชอบของนักลงทุนจำนวนไม่น้อย ที่ยังต้องการกระแสเงินสดกลับมาเรื่อยๆ ในรูปแบบเงินปันผล บริษัทจัดการจึงต้องมีไว้รองรับ


            ดังนั้น จึงเท่ากับว่า กองทุนที่จ่ายปันผล (เน้นกรณีที่เทียบตระกูลเดียวกันแต่แบ่งเป็น Class ย่อย) ส่งผลเสียกับทั้งสองฝ่าย ฝ่ายนักลงทุน ได้ผลตอบแทนต่ำกว่าแบบไม่จ่ายปันผล ฝ่ายบริษัทจัดการก็มีภาระหลังบ้านเพิ่มขึ้นแต่รายได้กลับลดลง

            อธิบายมายาวพอสมควร ก็หวังว่าจะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกกองทุน ว่าควรไปกับกองจ่ายปันผลหรือไม่จ่ายปันผล แบบไหนจะดีกว่ากัน โดยเฉพาะกับตระกูลกองทุนที่แบ่งเป็นหลาย Class 

เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน