THE GURU • INVESTMENT

โฮเวิร์ด มาร์ค นักลงทุนผู้ไม่รู้

บทความโดย: FINNOMENA

ประวัติ Howard Marks

เป็นหนึ่งใน founder ของ Oaktree Capital Management ซึ่งเน้นการลงทุนในตราสารต่างๆ ที่มีปัญหา และใช้การลงทุนผ่านหลักการในการเน้นหามูลค่าของสินทรัพย์ จิตวิทยาตลาด ปรัชญาต่าง ๆ สถิติความน่าจะเป็น ความเป็นไปได้ วัฎจักรตลาด และใช้กลยุทธ์อย่างการจับจังหวะตลาดในช่วงต่างๆ ให้มเหมาะสม และเน้นย้ำถึงคำว่า ไม่รู้ และไม่เชื่อว่าสิ่งๆ หนึ่งจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน 100% และเน้นไปที่อัตราการสำเร็จมากกว่าการตีโฮมรัน หรือคล้ายๆ กับการเน้นอัตราสำเร็จเวลาเราพนัน

โดย Howard Marks ติดอันดับคนอเมริกันที่มั่งคั่งที่สุด 400 อันดับแรก เป็นอันดับที่ 391 ในปี 2020 และเป็นหนึ่งในคนที่ Warren Buffett เฝ้าติดตาม memos หรือเป็นบทความที่มีความยาวกลางๆ จนถึงยาว จนตัว Warren Buffett ถึงกับบอกว่า เมื่อเขาเห็น memo ของ Howard Marks เด้งขึ้นมาในอีเมลล์ มันเป็นสิ่งแรกที่เขาจะเปิดและอ่านมัน เขาได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างเสมอ และสิ่งๆ นั้นเป็นทวีคูณสองเท่าจากหนังสือของเขา

 

จิตวิทยาตลาดผสานกับการลงทุน

Second level thinking หรือการคิดแบบสองชั้น

เป็นการคิดแบบเหนือชั้นแตกต่างจากการคิดแบบปกติทั่ว ๆ ไปยกตัวอย่างเช่น หากคนส่วนใหญ่เห็นว่าหุ้นลงหนักมาก เขาอาจจะคิดว่าช่วงเวลานี้ไม่ใช่จังหวะที่ดีในการซื้อหุ้น แต่กลับกันหากเราคิดแตกต่างเป็นอีกมุมมองหนึ่งเช่น ในช่วงที่ย่ำแย่เช่นนี้อาจมีข้อต่อรองในตลาดต่าง ๆ มากขึ้นจากการที่ราคาหุ้นลดลงต่ำกว่ามูลค่า โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่ทุกคนมองข้ามอาจจะเป็นบราซิล หรือหุ้นไทยเป็นต้น ซึ่งหากใครเหมาซื้อหุ้นไทยในช่วงที่ราคาลง ก็คงได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นหลังเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว

 

ผู้คนในตลาดต่างไม่สมเหตุสมผล

ตอนเราเรียนพวก finance กันมาเราคงได้ยินชื่อทฤษฎีอย่าง efficient market theory หรือทฤษฎีตลาดสมบูรณ์ ที่กล่าวไว้ว่าทุกคนในตลาดต่างรับรู้ข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ แต่แท้จริงแล้วอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ยกตัวอย่างเช่น หากตัวเลขเศรษฐกิจอย่าง CPI ปรับตัวขึ้น ภาพรวมราคาน้ำมันก็จะปรับตัวขึ้นและอาจส่งผลเชิงบวกกับหุ้นประเภทน้ำมัน แต่แท้จริงแล้วบางทีราคาหุ้นปรเภทที่ว่าอาจขึ้นไปก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าอาจมีใครบางคนได้รับรู้ข้อมูลมาก่อนหรือมีใครบางคน react แบบไม่สมเหตุสมผล

ดังนั้นเราอาจจะอาศัยจังหวะที่ไม่สมเหตุสมผล เข้าซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงได้

        - กฎข้อที่หนึ่ง ทุกสิ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นวัฎจักร

        - กฎข้อที่สอง โอกาสมักจะมาถึงเมื่อคนลืมกฎข้อที่หนึ่ง

 

ใช้การลงทุนแบบ Value พันธุ์แท้

เทคนิคในการหาสินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง

        - มีคนรู้จักน้อยและคนเข้าใจน้อย ยกตัวอย่าง ก็อาจจะเป็นหุ้นเทคต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนใหม่ ๆ ก็ได้ หรือ อาจจะเป็นกลุ่มประเทศที่คนไม่ค่อยสนใจ แบบอินเดีย หรือ บราซิล แต่ต้องระวังเรื่องความเสี่ยงประเทศอีกที

        - ตั้งคำถามเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ อาจจะเป็น balance sheet สตอรี่ธุรกิจ บริษัท

        - เป็นที่ถกเถียงและผู้คนต่างหวาดกลัว อย่างเช่น น้ำมันที่มีความผันผวน

        - ไม่เหมาะสมสำหรับพอร์ตการลงทุน เช่น น้ำมัน

        - ไม่เป็นที่นิยม ไม่ได้รับความสนใจ เช่น เหล็ก น้ำมัน

        - มีผลตอบแทนย่ำแย่ เช่น น้ำมัน หุ้นธนาคาร

        - ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจสำหรับลงทุนและเก็บสะสม เช่น น้ำมัน หุ้นธนาคาร ในช่วงที่ผ่านมา


จับจังหวะวัฎจักรตลาด

เชื่อในการจับจังหวะตลาดและปรับพอร์ตโฟลิโอการลงทุนให้เข้ากับสภาวะนั้น เช่น หากอยู่ในช่วงย่ำแย่ เราอาจปรับการลงทุนเป็นเชิงรุก และหากอยู่ในช่วงกลางเราอาจปรับพอร์ตอย่างสมดุล และหากอยู่ในช่วงปลายหรือช่วงปัจจัยร้อนแรงเราอาจปรับพอร์ตเป็นเชิงรับ

ซึ่งหากเราจัดพอร์ตอย่างเหมาะสมตามสภาวะได้ถูกต้องเราจะมีผลตอบแทนที่เหนือกว่าคนอื่น และอาจมีดาวน์ไซด์ที่ต่ำกว่าคนอื่น จนท้ายที่สุดผลตอบแทนเราจะเหนือค่าเฉลี่ย

 

วิธีวัดความร้อนแรงของตลาด เพื่อจัดพอร์ต

เศรษฐกิจ สดใส ย่ำแย่

มุมมองต่างๆ เชิงบวก เชิงลบ

ผู้ปล่อยกู้ ปล่อยง่าย ปล่อยยาก

ตลาดทุน เข้าถึงได้ง่าย เข้มงวด

เงื่อนไขต่างๆ หลวมๆ เข้มงวด

อัตราดอกเบี้ย ต่ำ สูง

สเปรดต่างๆ (ตราสารหนี้ ผลตอบแทนหุ้น) แคบ กว้าง

มุมมองนักลงทุน เชิงบวก อยากซื้อ เชิงลบ ไม่สนใจซื้อ

ผู้ถือสินทรัพย์ต่างๆ รู้สึกอยากถือ รีบขายทิ้ง

ผู้ขาย น้อย มาก

ภาวะตลาด เต็มไปด้วยนักลงทุน ขาดคนสนใจอย่างมาก

การเพิ่มทุน เข้าซื้อได้ยาก เปิดกว้าง

มีกองทุนใหม่ๆ ทุกวัน

อันที่ดีที่สุดเท่านั้นที่เพิ่มทุนได้

ผลตอบแทนย้อนหลัง ร้อนแรง ย่ำแย่

ราคาสินทรัพย์ พุ่งสูง อยู่ในระดับต่ำ

ความเสี่ยง สูง ต่ำ

ความนิยม ดุดัน ระมัดระวัง

เข้าถึงได้ง่าย เลือกสรร

หากข้อเปรียบเทียบด้านซ้ายเกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ อาจหมายถึงช่วงเวลาที่เราควรระวังก่อนซื้อหุ้น

 

สรุป Memo ของ Howard ล่าสุด: Something of Value

หลังโควิดเรื่องของหุ้น growth และหุ้น value เริ่มเป็นที่ถกเถียงกันมากขึ้น บางคนก็เชื่อว่าหุ้นเเวลู่กำลังตามหลังและจะเกิดการ mean reversion ได้ ในขณะที่หุ้น growth อย่างพวกหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นยุคใหม่ก็ได้ปรับตัวอย่างแข็งแกร่ง และสร้างผลกำไรที่ยอดเยี่ยม และมีผลการดำเนินงานที่ดี ถึงแม้จะสูงกว่ามูลค่า

จึงเป็นที่ถกเถียงกันว่าหรือตำราการลงทุนรูปแบบเก่าๆ จะใช้การไม่ได้แล้ว

        - หุ้นที่มีมูลค่าสูงก็สามารถมีพื้นฐานรองรับได้ เช่น หุ้นกลุ่ม nifty fifty ที่สร้างผลตอบแทนมาตลอด 25 ปี แต่ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่ามีเพียงเครื่องเดียวของหุ้นกลุ่มนั้นที่ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้

        - หุ้นเน้นมูลค่าไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นถูก pe ต่ำเสมอไป แต่อาจเป็นในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การเติบโตที่สูงของบริษัท มีสินทรัพย์สร้างข้อได้เปรียบที่จับต้องไม่ได้อย่างเทคโนโลยี ดังนั้นค่า PE ที่สูงอาจไม่ได้หมายความว่าหุ้นเหล่านั้นไม่สามารถลงทุนได้

        - บริษัทที่ถูกคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มเติบโตในอนาคตไม่ได้หมายความว่าจะคาดการณ์ไม่ได้เสมอไป และบริษัทที่มีการเติบโตต่อเนื่องให้เห็นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะคงอยู่ไปได้ตลอด

        - ในเชิงมูลค่าบางทีมันอาจวัดเป็นตัวเลขไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น มูลค่าทางจิตใจ ดังนั้นการที่บางสิ่งบางอย่างไม่สามารถประมาณการได้อย่างแม่นยำ อาจไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่เป็นความจริง

        - การลงทุนแบบสไตล์ growth และ value ไม่ควรนำมารวมกัน

        - หุ้นมูลค่าเป็นหุ้นที่ดูกระแสเงินสดและมูลค่าทรัพย์สินปัจจุบัน ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าแต่อาจจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมได้

        - หุ้นเติบโตมีการทำธุรกิจที่ยังไม่มีรากฐาน มีการพักฐานรุนแรง ต้องใช้ความยึดมั่นในการถือครอง

        - นักลงทุนเน้นมูลค่าสามารถสร้างผลตอบแทนจากการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่สมเหตุสมผลและสินทรัพย์ที่วัดค่าไม่ได้ และหลีกเลี่ยงการลงทุนในสิ่งที่ดูเหมือนจะเว่อร์เกินไป เข้าซื้อสินทรัพย์ที่ต่ำกว่ามูลค่าจริง ๆ และขายมันเมื่อมันถึงมูลค่าจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นในยุคนี้การเข้าถึงข้อมูลเป็นไปได้ง่ายจึงทำให้การแข่งขันในการลงทุนรูปแบบนี้มีสูงขึ้น

        - ในเมื่อข้อมูลเชิงปริมาณของการลงทุนนั้นมีการแพร่หลายและเข้าถึงได้ง่ายในช่วงนี้ จากการแข่งขันที่สูงขึ้น ดังนั้นความสำเร็จด้านการลงทุนอาจหมายถึงการใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพและเหตุการณ์ในอนาคต

        - ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมันเป็นเรื่องที่ยากที่จะพบกับบริษัทเหล่านั้นและหามูลค่าแท้จริงของมัน

        - จิตวิทยาการลงทุน การศึกษาปัจจัยพื้นฐาน และการยืนหยัดคนหมู่มากเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเคย

        - จริงอยู่ที่การลงทุนแบบเน้นมูลค่า ใช้ความเชื่อในเรื่องของการกลับสู่ค่าเฉลี่ย หรือ เชื่อว่าสิ่ง ๆ หนึ่งหากมันน้อยหรือมากเกินไปกว่าความเป็นจริงมันจะกลับมาสู่ค่าเฉลี่ยเสมอ ๆ แต่การใช้ mean reversion กับ ธุรกิจที่มีโมเดลธุรกิจย่ำแย่หรือไร้แนวโน้มในอนาคต อาจนำไปสู่การใช้ข้อสรุปอย่างผิดพลาด

        - หากคุณสามารถหาบริษัทที่มีความสามารถในการสร้างรายได้ ได้จากความแตกต่าง อย่าขายมันเพราะราคามันขึ้นไปแล้ว คุณอาจไม่สามารถหาหุ้นผู้ชนะได้มากนักในช่วงชีวิตหนึ่ง และคุณต้องกอบโกยกับมันให้มากที่สุดหลังจากคุณหามันเจอ


แผนการเงินที่ดีก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งชี้วัดภายในของหลายๆ คน หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีเป้าหมายนี้ ก็สร้างแผนลงทุนในกองทุนรวมได้ง่ายๆผ่าน https://finno.me/moneyandbanking 




เกี่ยวกับนักเขียน

FINNOMENA FINNOMENA อยากให้นักลงทุนได้ปลดล็อค “ศักยภาพ” ในฐานะนักลงทุนให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวคุณเอง เพราะสุดท้ายแล้วเราเชื่อว่านักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ลงทุนตามคำบอกของคนอื่น แต่คือนักลงทุนที่มีความรู้ความสามารถในการลงทุนด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน