THE GURU • INVESTMENT

‘จีโนมิกส์’ เมกะเทรนด์ทรงพลัง พลิกโฉมโลกยุค Covid-19

บทความโดย: ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์

ผู้ผลิตวัคซีน mRNA ของโลก จะไม่ได้มีแค่ Pfizer BioNTech และ Moderna อีกต่อไป

อย่างที่เรารู้กันว่า โรคระบาดสะเทือนโลกอย่าง Covid-19 เป็นตัวเร่งให้ การใช้วัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA (Messenger RNA) ประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น 

เพราะพิสูจน์มาแล้วว่า การใช้สารพันธุกรรมมากระตุ้นให้ร่างกายสร้าง Spike Protein เพื่อมาต่อสู้กับไวรัส Covid-19 ให้ประสิทธิผลที่ดีมากกว่าวัคซีนแบบเดิมๆ ที่ใช้ Viral Vector และเชื้อตาย 

และที่เด็ดกว่านั้นคือ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีน mRNA ยังป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้อีกด้วย

นับเป็นการแจ้งเกิดอย่างสวยงาม สมกับที่เป็นวัคซีน mRNA แรกของโลก และเป็นการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมจีโนมิกส์’ (Genomics)

ล่าสุดบริษัทยายักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศส Sanofi จะลงทุน 400 ล้านยูโรในการทำวิจัยและพัฒนาวัคซีน mRNA เป็นของตัวเอง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ตอบสนองกับความต้องการวัคซีน เพราะคงไม่จบที่การฉีดแค่ 2 โดสเท่านั้น ในอนาคต...ยังต้องกระตุ้นภูมิกันอีกทุกๆ ปี

แม้แต่ Moderna บริษัทยารายเล็กของสหรัฐฯ ได้อัปเดตประสิทธิผลวัคซีน mRNA ของบริษัทว่า ผลการทดลองในห้องแล็บสามารถป้องกันไวรัส Covid-19 กลายพันธุ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) เบตา (แอฟริกาใต้) และเอตา (ไนจีเรีย) ส่งผลให้ราคาหุ้น Moderna พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะทั่วโลกกำลังกังวลว่า วัคซีนที่มีอยู่จะสามารถป้องกันความหลากหลายของสายพันธุ์ Covid-19 ได้หรือไม่ แต่เทคโนโลยี mRNA ได้เป็นคำตอบให้แล้วว่า มีประสิทธิผลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้คนทั่วโลกได้

ทั้ง BioNTech Moderna และ Sanofi ล้วนเป็นบริษัทที่มีการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมจีโนมิกส์ มาพัฒนายา วัคซีน และเครื่องมือทางการแพทย์อื่นๆ และพวกเขาคงไม่หยุดเพียงแค่ Covid-19  อย่างแน่นอน

แล้วจีโนมิกส์คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรในโลกยุค Covid-19 บทความนี้จะฉายภาพใหญ่ให้คุณรู้จักจีโนมิกส์มากขึ้น

แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทำไม จีโนมิกส์ถึงเป็นเมกะเทรนด์อันทรงพลัง ต่อยอดให้วงการสาธารณสุขโลกให้มีความก้าวหน้าในระยะ 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า

จีโนมิกส์เป็นเมกะเทรนด์อนาคตไกล

ว่ากันว่าจีโนมิกส์จะเป็นย่างก้าวอันยิ่งใหญ่ ทำให้อุตสาหกรรมการแพทย์ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า จีโนมิกส์มีคำจำกัดความอย่างไร

จีโนมิกส์เป็นการศึกษาระบบพันธุกรรมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต รวมถึงปฏิกิริยาของยีนต่อสภาพแวดล้อมอื่นๆ สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์ หมายถึง ระบบพันธุกรรมของมนุษย์และสัตว์ที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อโรคภัยไข้เจ็บ การรักษา การบำบัดด้วยยาและวัคซีน หรือเครื่องมือทางการแพทย์อื่นๆ

หากย้อนไปสัก 2 ทศวรรษ การใช้ระบบพันธุกรรมมาช่วยในทางการแพทย์อาจจะดูเป็นเรื่องยากและไกลตัว รวมถึงใช้ต้นทุนมหาศาล

แต่ทุกอย่างย่อมมีพัฒนาการของมัน รวมไปจีโนมิกส์ด้วย ในปี 2546 ประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างสหรัฐฯ จัดทำโครงการลำดับ DNA ของมนุษย์จากอาสาสมัครในประเทศ ตอนนั้นคาดว่า จะใช้งบประมาณถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ผ่านมาเกือบ 20 ปี การลำดับ DNA มีต้นทุนเหลือเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ส่งผลให้การวิจัยและพัฒนาระบบพันธุกรรมรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว

นี่คือ 4 เหตุผลที่ทำให้จีโนมิกส์เป็นอนาคตอันเรืองรองของอุตสาหกรรมการแพทย์ 

1. จีโนมิกส์เป็นทางออกของโรคภัยไข้เจ็บที่รักษายาก

เชื่อหรือไม่ว่า มีกว่า 50,000 โรคที่เป็นโรคทางพันธุกรรม และถูกจัดว่าเป็นโรคที่เกิดจากยีนกลายพันธุ์เพียงครั้งเดียว ในอดีตอาจจะเป็นโรคที่รักษาได้ยาก แต่จีโนมิกส์ได้ปลดล็อกให้กระบวนการยีนบำบัด (Gene Therapy) ให้เป็น 1 ในแนวทางการรักษาโรคได้

ปัจจุบันยีนบำบัดได้รับการอนุมัติให้ใช้ในทางการแพทย์ได้แล้ว ผ่านองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เมื่อปี 2560 และกำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองทางคลินิกทั่วโลก ในอนาคตตลาดของยีนบำบัดจะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และจะมีเคสใหม่ๆ มาท้าทายวงการแพทย์อีกเรื่อยๆ

                2. จีโนมิกส์ทำให้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งจะไม่ใช่คำตอบของการรักษาโรคอีกต่อไป

ยาฟาวิพิราเวียร์อาจจะเป็นคำตอบเดียวของการรักษา Covid-19 ในปัจจุบัน รวมไปถึงยาอื่นๆ ที่ใช้รักษาโรคใดโรคหนึ่งในภาพรวม กลายเป็น ‘One Drug Fits All’ แต่ในความเป็นจริงมนุษย์แต่ละคนล้วนตอบสนองแต่การบำบัดไม่เหมือนกัน

แต่จีโนมิกส์จะปลดล็อกให้แนวทางการรักษาโรคเฉพาะบุคคลมากขึ้น เป็นการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ทำให้เป็นการแพทย์ที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น (Precision Medicine)

มันคือการใช้ช้อมูลทางพันธุกรรมของผู้ป่วยมากออกแบบวิธีการรักษาโรคนั่นเอง

                3. จีโนมิกส์ทำให้ต้นทุนการทดลองและวิจัยจีโนมิกส์ลดลงมาก

ด้วยพัฒนาการของระบบประมวลผล ทำให้การวินิจฉัยและการรักษาโรคตามพันธุกรรมมีราคาลดลงจาก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2544 เหลือต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน 

เมื่อต้นทุนลดลง ราคาจับต้องได้ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงนวัตกรรมที่เป็นผลิตผลของจีโนมิกส์ได้ เช่น ชุดตรวจเก็บตัวอย่าง DNA ที่ทำได้เองจากที่บ้าน เทรนด์นี้คาดว่าจะ พัฒนาต่อยอดได้ในยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ ได้อีกในอนาคต

                4. เทคโนโลยี Cloud Computing จะช่วยให้การวิเคราะห์ Big Data ทางพันธุกรรมมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

รู้หรือไม่ว่า รหัสทางพันธุกรรมมนุษย์เพียงตัวเดียวต้องการพื้นที่จัดเก็บถึง 100 กิกะไบต์ 

เมื่อจีโนมิกส์กำลังมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ที่ต้องประมวลชุดข้อมูลทางพันธุกรรมมหาศาลเหล่านี้คาดว่า อาจจะต้องการพื้นที่ความจุสูงสุด 40 เอ็กซาไบต์ต่อปีในปี 2568 (หรือประมาณ 42,950 ล้านกิกะไบต์) มากกว่าแพลตฟอร์ม Twitter (0.001-0.017 เอ็กซาไบต์) หรือ YouTube (1-2 เอ็กซาไบต์)

ดังนั้นบทบาทของ Cloud Computing จะส่งเสริมให้การวิเคราะห์และประมวลผล ​Big Data ทางพันธุกรรมมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้มหาศาล

ศาสตร์เบื้องหลังจีโนมิกส์มูลค่ามหาศาล

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงเห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่าจีโนมิกส์กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมการแพทย์อาจจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ในอนาคต

แน่นอนว่า มีวิทยาศาสตร์หลายแขนงที่เป็นพื้นฐานและต่อยอดมาจากการศึกษาระบบพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เราได้รวบรวมมา 5 ศาสตร์ ที่คาดว่า จะสร้างมูลค่ามหาศาลได้ในอนาคต

1. การลำดับจีโนม (Genome Sequencing) 

มูลค่าตลาดทั่วโลกในปี 2560 อยู่ที่ 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 19% มาอยู่ที่ 25,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 การลำดับจีโนมมี 3 ประเภท ได้แก่ 

· SNP (Single Nucleotide Polymorphism) Genotyping เป็นการหาความแตกต่างหรือความหลากหลายจากพันธุกรรมในแต่ละคน เพื่อให้เข้าใจหน้าที่ของยีนได้ดียิ่งขึ้น

SNP Genotyping มีราคาไม่แพง 99 ดอลลาร์สหรัฐ ใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมน้อยมากเพียง 0.1% คนทั่วไปสามารถเก็บตัวอย่างเองได้

· Whole Exome Sequencing (WES) เป็นการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมที่สำคัญทั้งหมดในร่างกายกว่า 20,000 ยีน ที่ส่งผลต่อสุขภาพและการเกิดโรคต่างๆ

WES จะใช้ข้อมูลระบบพันธุกรรมเพียง 1% ราคาเฉลี่ย 550 ดอลลาร์สหรัฐ

· Whole Genome Sequencing (WGS) เป็นเทคนิคที่ใช้ในการศึกษาลำดับนิวคลีโอไทด์ที่สมบูรณ์ในสิ่งมีชีวิต โดยใช้ข้อมูลที่อ่านได้มาวิเคราะห์หาความสมบูรณ์ของยีนและนำไปวิเคราะห์หาสายพันธุ์ต่อไป

WGS จะใช้ข้อมูลระบบพันธุกรรม 100% ราคาเฉลี่ย 999 ดอลลาร์สหรัฐ

               2. การวิเคราะห์และวินิจฉัยทางพันธุกรรม

เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลระบบพันธุกรรมจากการลำดับจีโนม ทั้งในเชิงสถิติและชีววิทยา มูลค่าตลาดทั่วโลกอยู่ที่ 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 และคาดว่า จะเติบโตเฉลี่ย 19.5% ต่อปีไปอยู่ที่ 6,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567

ศาสตร์นี้จะช่วยให้เราทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแสดงออกของยีน (Gene Expression) ได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงเส้นทางการส่งสัญญาณโปรตีนในยีน เพื่อวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อน เช่น เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด อัลไซเมอร์ และมะเร็ง

               3.  พัฒนายา วัคซีน และการบำบัดด้วยยีน

เมื่อสามารถวินิจฉัยโรคจากการแสดงออกของยีน ก็เข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบแนวทางการรักษาหรือให้ยาตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน รวมไปถึงบำบัดด้วยยีน 

มูลค่าตลาดการบำบัดโรคด้วยยีนทั่วโลกอยู่ที่ 584 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2559 และจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 33.3% มาอยู่ที่ 4,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566

               4. การแก้ไขยีน (Gene Editing)

เป็นศาสตร์ด้านการแทรก ลบ หรือทดแทน DNA ในตำแหน่งที่ต้องการ เหมือนเป็นการเปลี่ยน DNA เพื่อรักษาโรค ต่อยอดมาจากศาสตร์การบำบัดด้วยยีน ปัจจุบันมีการศึกษาและทดลองในหลายบริษัททั่วโลก

มูลค่าตลาดการแก้ไขยีนทั่วโลกอยู่ที่  3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2560 คาดว่าจะโตเฉลี่ยปีละ 14.5% มาอยู่ที่ 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567

               5. เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology)

ศาสตร์พื้นฐานของจีโนมิกส์ที่ลงลึกในระบบชีววิทยาและภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ซึ่งจะมาสามารถพัฒนาร่วมกับการวิจัยสเต็มเซลล์ เวชศาสตร์ฟื้นฟู รวมไปถึงการใช้จีโนมิกส์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อและอวัยวะ

ว่ากันว่า บริษัทที่โฟกัสด้านจีโนมิกส์จะพัฒนา Biotechnology Ecosystem ในวงกว้าง เพื่อร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ ในการทำวิจัยและหาวิธีการรักษาที่ดีที่สุด เพื่อเข้าสู่ยุคการแพทย์เฉพาะบุคคลในอนาคต

 

เกี่ยวกับนักเขียน

ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด นักลงทุนแนวเน้นคุณค่า และผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป Wealth Tech สัญชาติไทย เป็นรายแรกที่ได้รับอนุญาตบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคล จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน