THE GURU • INVESTMENT

ทำไมมูลค่าสินทรัพย์ใน Metaverse มีโอกาสแซงหน้าสินทรัพย์ดั้งเดิม

บทความโดย: นเรศ เหล่าพรรณราย

กระแสของ Metaverse ถูกกระตุ้นให้ดังขึ้นจากการที่ Facebook ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทมาเป็น Meta และประกาศรุกเต็มตัวในธุรกิจ Metaverse แต่จริงๆแล้วกระแสของ Metaverse ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อย่างเงียบๆในกลุ่มของนักลงทุนใน Cryptocurrency จะว่าไปแล้วคนกลุ่มนี้คือผู้ที่มาก่อนกาลก็ว่าได้

ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมากระแสของ Blockchain Games หรือ GameFi ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีบล็อกเชน DeFi ตลอดจน NFT ได้ถูกจุดขึ้นโดยเกมส์อย่าง Axie Infinity ตลอดจนการซื้อขายที่ดินเสมือนจริงในเกมส์ Sandbox ที่ล่าสุดได้มีนักลงทุนในเทคโนโลยีอย่าง Softbank เข้ามาลงทุนเป็นที่เรียบร้อย รวมถึงการซื้อขายงานศิลปะ NFT

 ปรากการณ์ที่เกิดขึ้นคือราคาที่ดินเสมือนจริงในเกมส์ Sandbox ในเขตที่เรียกว่า Prime Area ซึ่งจะเป็นจุดที่มีผู้ใช้งานเข้าไปรวมอยู่เป็นจำนวนมากราคาพุ่งขึ้นไปแตะระดับสิบล้านดอลลาร์ขึ้นไป โดยผู้ที่เข้ามาจับจองก็คือ Binance ซึ่งเป็น Exchange รายใหญ่ของโลก รวมถึง Atari ซึ่งเป็นผู้ผลิตเกมส์รายใหญ่

หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมราคาซื้อขายที่ดินเสมือนจริงซึ่งยังไม่เปิดใช้งานจริงในเกมส์ด้วยซ้ำแต่ทำไมราคาถึงพุ่งแตะหลักสิบล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว ลองนึกภาพถึงการเก็งกำไรในราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ของกรุงเทพฯในทำเลก่อนที่รถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จ ในอดีตได้มีนักพัฒนาโครงการตลอดจนนักลงทุนได้เข้าไปซื้อไว้ล่วงหน้าเพื่อรอที่จะขายทำกำไรในอนาคต

 กล่าวคือหากมองว่าอนาคตจำนวนผู้เล่นในเกมส์ Sandbox จะมีเพิ่มมากขึ้นจากการที่เกมส์นี้เป็นผู้นำใน Blockchain Games สาย Metaverse ราคาที่เคยจ่ายในวันนี้ย่อมได้ผลตอบแทนกลับคืนมาอย่างแน่นอนจากการที่ผู้ใช้งานในเกมส์อาจจะเพิ่มจากหลักแสนในช่วงเริ่มต้นเป็นหลักล้านราย การได้จับจองพื้นที่ใน Prime Area ซึ่งเปรียบเสมือนได้ครอบครองที่ดินในย่านสุขุมวิทย่อมสร้าง Awarness ให้กับผู้เล่นในเกมส์ได้อย่างแน่นอน

ส่วนข้อสงสัยว่าทำไมสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้จะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่จับต้องไม่ได้คือสิ่งที่ไม่มีมูลค่า เช่นนั้นมูลค่าทรัพย์สินของ Facebook หรือ Netflix ที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่ได้มีรายได้จากฮาร์ดแวร์เลยก็จะมีมูลค่าเพียงแค่เครื่อง Server เท่านั้น แต่รายได้ มูลค่าทรัพย์สินและราคาหุ้นของสองบริษัทฯดังกล่าวยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องหลายปีโดยที่รายได้เกิดขึ้นจาก Software เท่านั้น

กล่าวคือเราอย่าได้แปลกใจที่จะได้มูลค่าของสินทรัพย์ในโลกดิจิทัลมีมูลค่าเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการที่ผู้คนในโลกพาตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น เหมือนกับผู้คนอพยพจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ในหัวเมืองใหญ่ มูลค่าของสินทรัพย์ในโลกดิจิทัลก็คือ “จำนวนผู้ใช้งาน” ตลอดจน “มูลค่าธุรกรรม” ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มนั่นเอง

ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์ในโลกดั้งเดิมยังคงมีการเติบโตอยู่แต่อัตราการเติบโตน่าจะต่ำกว่าการเติบโตในโลกดิจิทัลอยู่ค่อนข้างมากจึงไม่น่าแปลกใจที่มูลค่าสินทรัพย์ในโลกออนไลน์จะเติบโตได้ในระดับหลาย X ขึ้นไป

หากกระแสของ Metaverse ถูกจุดติดขึ้นและเห็นพัฒนาการของเทคโนโลยีในเชิง Use Case จริง จะยิ่งเป็นตัวเร้าให้มูลค่าของสินทรัพย์ในโลกดิจิทัลโดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Cryptocurrency เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเทคโนโลยีของ Metaverse ซึ่งสามารถสร้างประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานที่มากกว่า Social Media ปกติ เช่น เห็นภาพสามมิติ สามารถสัมผัสได้ ฯลฯ จะเข้ามาเป็นตัวเร่งการใช้งานธุรกรรมให้เติบโตขึ้น

หากสินทรัพย์ที่สร้างความมั่งคั่งให้กับคนในยุค Baby Boom จนถึง Gen Y คืออสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หุ้นหรือทองคำ มีความเป็นไปได้สูงที่สินทรัพย์ที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้คนในยุคดิจิทัลก็คือสินทรัพย์ดิจิทัลนั่นเอง อย่างไรก็ตามสินทรัพย์ที่เพิ่งเกิดใหม่คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของราคาที่อาจจะถูกปั่นจนเข้าข่าย “ฟองสบู่” ได้เช่นกันซึ่งเราต้องจับตากันต่อไปว่าตลาดจะมีการปรับสมดุลให้ราคามีเสถียรภาพอย่างไร

 


เกี่ยวกับนักเขียน

นเรศ เหล่าพรรณราย ซีอีโอ Ricco Wealth,เลขาธิการสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย Co-Founders SCN Media Pte.Ltd ฟินเทคด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ / คอลัมนิสต์ด้านฟินเทคและวิทยากรด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน