THE GURU • BUSINESS LAW

สูตรสำเร็จ ธุรกิจครอบครัวก่อสร้างไทย

บทความโดย: ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

                    โอกาสที่สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยครบรอบ 90 ปี ในการจัดตั้งโดยมีการเสวนาในหัวข้อ "Future Construction 2019 - Built to Last"  ผมได้มีโอกาสไปบรรยายในหัวข้อ "ทำไมธุรกิจก่อสร้างไทยส่งผ่านสามรุ่นยาก: กรณีศึกษา"  จึงอยากจะนำสิ่งที่บรรยายมาสรุปให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน

                    ความจริงแล้วธุรกิจครอบครัวที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกก็คือธุรกิจก่อสร้างของประเทศญี่ปุ่น คือบริษัทคอนโกกุมิ ซึ่งมีอายุยาวถึง 1,428 ปี  โดยได้เริ่มก่อตั้งเมื่อค.ศ. 578 เพื่อสร้างวัดพุทธและระฆังต่อมาได้ขยายกิจการและเจอวิกฤต  จนกระทั่งถึงปี 2006 ได้ถูกซื้อโดยบริษัททากามาสสึ บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่และในที่สุดก็ล้มละลายไป   แล้วการที่บริษัทก่อสร้างมีอายุถึง 1,428 ปีก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะธุรกิจครอบครัวคอนโกกุมินี้ มีการสืบทอดธุรกิจครอบครัวมาถึง 40 รุ่น ทั้งนี้โดยพิจารณาจากความสามารถและความเหมาะสม ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นทายาทโดยตรงหรือหญิงหรือชาย และถ้าหากไม่ได้การยอมรับก็จะเลือกเขยหรือสะใภ้เข้ามาทำงาน โดยจะต้องเปลี่ยนนามสกุลตามครอบครัวเท่านั้น

                    ตรงกันข้ามมีข้อมูลที่น่าสนใจจากการศึกษาบริษัทธุรกิจครอบครัวก่อสร้างในสหรัฐอเมริกาว่า ทำไมธุรกิจครอบครัวซึ่งทำธุรกิจก่อสร้างหรือเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างจึงมีอัตราอยู่รอดที่น้อยที่สุด โดยทำการสำรวจจากปีค.ศ.2004-2016 พบว่าบริษัทธุรกิจครอบครัวก่อสร้างในสหรัฐอเมริกาโดยรวมผู้ขายสินค้าและผู้รับเหมาล้มหายตายจากไปเฉลี่ยปีละ 20-29.3% ความล้มเหลวหรือความพ่ายแพ้อาจจะเกิดจากเหตุการณ์หลายเรื่องเช่น

                    1.ไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีก่อสร้างใหม่ๆอย่างการใช้โดรน ปัญญาประดิษฐ์ และ BIM หรือ Building Information Modeling กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าวงการก่อสร้าง

                    2.ขยายธุรกิจครอบครัวเร็วเกินไปทั้งที่ยังขาดความพร้อมรับงานมากเกินไปรับงานใหญ่เกินไป และขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ที่ขาดความชำนาญ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการวางแผนแต่ละขั้นตอนอย่างรอบคอบ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดดจนเกินกำลัง

                    3.เลือกรับโครงการที่ไม่สร้างผลกำไรและล้มเหลวในการบริหารจัดการโครงการ ทางออกของปัญหานี้คือการพิจารณารับงานแต่ละโครงการอย่างเหมาะสม การวางแผนบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้สามารถส่งมอบงานได้ตามเวลา และสร้างผลกำไรแก่ธุรกิจ

                    4.ไม่สามารถระดับรักษาระดับต้นทุนที่เหมาะสมและลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเกินความจำเป็นทำให้ขาดสภาพคล่อง และขาดการวางแผนทางธุรกิจ แก้ไขได้ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ การสำรองเงินสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน และใช้ทรัพยากรที่มีอย่างเต็มกำลัง

                    5.เป้าหมายไม่ชัดเจน การประกอบธุรกิจทุกประเภทจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายทั้งในระยะสั้น และระยะยาวที่ชัดเจน และสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ อีกทั้งจะต้องสื่อสารเป้าหมายของธุรกิจแก่พนักงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน

                    6.อัตราการลาออกสูงแรงงานขาดความชำนาญ แรงงานที่มีประสิทธิภาพถือเป็นหัวใจของธุรกิจก่อสร้าง การจัดหาแรงงานที่มีความชำนาญ และมีความเหมาะสมกับงานเป็นสิ่งที่จะต้องตระหนักถึงเป็นอันดับแรกๆ การอบรมและให้ความรู้ระหว่างการทำงาน และการให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม คือวิธีแก้ไขปัญหาที่ต้องปฏิบัติ

                    7.ขาดการวางแผนสืบทอดธุรกิจการวางแผนสืบทอดธุรกิจที่เหมาะสมจะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ยืนยาว  มีคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการในรุ่นปัจจุบันควรให้ความสำคัญกับคัดเลือกผู้สืบทอด และการวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน และป้องกันไม่ให้ธุรกิจล่มสลายเนื่องจากขาดผู้สืบทอดธุรกิจ  ซึ่งธุรกิจครอบครัวก่อสร้างไทยต้องให้ความสนใจ

                    สำหรับประเทศไทยจากการวิจัยของธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทยความท้าทายของธุรกิจครอบครัวไทยที่ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างนั้นมีสิ่งที่จะต้องเผชิญมีดังต่อไปนี้

                    1.ความต้องการจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้นอัตราค่าจ้างสูงขึ้น

                    2.ทักษะแรงงานไม่สอดคล้องกับทางการตลาด

                    3.ผู้รับเหมาต่างชาติเข้าร่วมประมูลโครงการใหญ่ ๆ ตัดราคาทำให้ผู้รับเหมาไทยไม่สามารถแข่งขันได้

                    4.ขาดแหล่งเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก

                    5.การปรับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างและพัสดุภาครัฐรวมทั้งระบบวินัยการเงินการคลังภาครัฐ 

                    6.มาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย

                    และถ้าหากมาดูธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยที่ประกอบธุรกิจก่อสร้างโดยพิจารณาจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นมี 43 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 6 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดโดยเป็นบริษัทธุรกิจวัสดุก่อสร้าง 21 บริษัท และบริษัทรับเหมาก่อสร้าง 22 บริษัท

ซึ่งถ้าหากดูอัตราเฉลี่ยของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไทยซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็จะพบว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโดยเฉลี่ยจะมีอายุเป็นรุ่นที่สองคือมีเฉลี่ยอายุประมาณ 55 ถึง 60 ปี บริษัทที่มีอายุยาวที่สุดคือบริษัทคริสเตียนีและนีลเส็น ซึ่งได้ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2473 และในปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัท คือบริษัท โกลเบ๊กซ์คอร์ปอเรชั่น ของมหาเศรษฐีตระกูลชาห์ นอกจากนั้นแล้วเฉลี่ยอายุของธุรกิจครอบครัวไทยทั้งที่อยู่ในตลาดและไม่อยู่ในตลาดก็เฉลี่ยต่ำสุดคือ 24 ปีและสูงสุดคือ 89 ปี

                    คำถามที่ท้าทายก็คือว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงของรุ่นที่สองกำลังจะส่งมอบต่อรุ่นที่สาม และข้อมูลที่บอกว่ารุ่นที่สามมีโอกาสสำเร็จเพียง12% นั้นจะทำอย่างไรให้สามารถอยู่รอดได้  ถ้าหากท่านได้ติดตามหนังสือสูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทย ผมมีสูตรสำเร็จธุรกิจ 6C ที่อยากจะนำมาปรับใช้กับธุรกิจครอบครัวก่อสร้างไทยดังนี้

                    C ตัวที่1 คือการจัดโครงสร้างของบริษัทธุรกิจครอบครัว ซึ่งธุรกิจครอบครัวไทยนั้นไม่ได้นิยมให้มีการจัดโครงสร้างบริษัทโฮลดิ้งของครอบครัวหรือกงสีของครอบครัว หรือการเตรียมการจัดโครงสร้างโฮลดิ้งเพื่อเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ตามลักษณะของบริษัทที่ประกอบการ หรือการจัดโครงสร้างเพื่อรองรับการร่วมลงทุน (Joint Venture) หรือการควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทก่อสร้างที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งมีความชำนาญในแต่ละด้านแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบและก่อสร้างภาครัฐ ภาคเอกชน งานวางระบบพื้นฐานและสาธารณูปโภค รวมทั้งบริษัทที่ผลิตหรือจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง

                    กลุ่มบริษัทเหล่านี้สามารถมารวมตัวกันเพื่อจัดตั้งเป็นบริษัทโฮลดิ้ง โดยนำยอดรายได้ต่างๆมารวมกันและยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในระบบการจัดซื้อจัดจ้างได้อีกด้วย รูปแบบการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กนั้นจะทำให้เกิดความเข้มแข็ง โดยเจ้าของซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิ์ครอบครัวก็ยังคงถือหุ้นในบริษัทประกอบการต่อไปได้  โปรดดูแผนภูมิข้างล่างที่ผมจะนำเสนอ ให้พิจารณาดังนี้



                    จากแผนภูมิข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่ธุรกิจครอบครัวจะต้องเปลี่ยนวิธีการว่าจะหาพันธมิตรกลุ่มบริษัทที่จะมาร่วมกันขยายกิจการได้หรือไม่ การตีมูลค่าของแต่ละบริษัทอย่างไรหลักการก็คือว่าถ้าบริษัทต่าง ๆ นั้นมีการทำบัญชีครบถ้วนถูกต้องการเสียภาษีถูกต้อง การตีมูลค่าของธุรกิจก็จะไม่เป็นการยากแต่อย่างใด ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง และผมเชื่อว่าจะทำให้ธุรกิจก่อสร้างในประเทศไทยมีความเข้มแข็งและสู้กับบริษัทต่างชาติได้  การร่วมลงทุน การเข้าตลาดหลักทรัพย์ และการทำ M&A เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีต้องพิจารณา

                    C ตัวที่ 2 คือ กำหนดค่าตอบแทนให้สมาชิกในครอบครัวที่บริหารจัดการให้เป็นธรรมและเหมาะสม และการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทายาทหรือสมาชิกในครอบครัวที่มีความสามารถเข้ามาสืบทอดธุรกิจ

                    C ตัวที่ 3 คือ จัดกระบวนการสื่อสารของสมาชิกในครอบครัวและผู้บริหารอย่างสม่ำเสมอ และเปิดเผย

                    C ตัวที่ 4 คือ จัดหากระบวนการซื้อขายหุ้นระหว่างกันของสมาชิกในครอบครัวกรณีจำเป็นจริง

                    C ตัวที่ 5 คือ สร้างความรักความผูกพันให้สมาชิกในครอบครัวและรับผิดชอบต่อสังคมและผู้เกี่ยวข้อง

                    C ตัวที่ 6 คือ เตรียมรับความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจโดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหรือดิจิทัลและกฎหมายให้พร้อม

                    สูตรสำเร็จ 6C ก็จะรวมถึงการวางแผนผู้สืบทอดธุรกิจครอบครัวของธุรกิจไทยไว้ด้วย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างกระบวนการเลือกผู้สืบทอดธุรกิจที่มีความรู้ความชำนาญและมีใจรักในการสืบทอดธุรกิจ ที่สำคัญก็คือการวางแผนการเงินและวิสัยทัศน์ของบริษัท

                    ผมมีความเชื่อว่าธุรกิจก่อสร้างของไทยที่มีอายุยาวนานเช่นสมาคมมาถึง 90 ปี ฉะนั้นการที่บริษัทก่อสร้างไทยจะสืบทอดได้เป็น 100 ปี ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ถ้าหากเจ้าของธุรกิจก่อสร้างไทยยอมรับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง การเตรียมตัวเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงหรือการเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดและทำงานของเจ้าของธุรกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เกี่ยวกับนักเขียน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด กูรูด้านภาษี และกฎหมายภาษี มีผลงานการออกหนังสือ พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การควบรวมกิจการ อาทิ 10 ข้อคิด รู้ภาษี ลดภาษี / 10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน โดยวารสารการเงินธนาคาร และอีกหลากหลายทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย เป็นต้น

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน