THE GURU • BUSINESS LAW

พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ปรับโครงสร้างภาษีไทยเพื่อความยั่งยืน

บทความโดย: ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

            คราวนี้จะเป็นโอกาสเดียวที่ผมคิดว่ารัฐบาลสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีไทยได้ เนื่องจากรัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ โดยมีวงเงินถึง
1.99 ล้านบาท จึงควรให้บุคคลผู้เข้ารับการช่วยเหลือมาขึ้นทะเบียนกับบัตร Smart Card ใหม่ โดยรัฐบาลจะโอนเงินให้ในบัตร และใช้จ่ายผ่านบัตรนี้เท่านั้น แทนที่จะโอนเงินเป็นเงินสดเข้าบัญชี

 

            ทำไมผมจึงเขียนเรื่องปรับโครงสร้างภาษีในช่วง Covid-19 ทั้งที่ความจริงแล้วรัฐบาลก็ได้มีนโยบาย
ผ่อนปรนเรื่องการเสียภาษีสำหรับผู้ประกอบการ ผู้เสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นการขยายเวลาการยื่นภาษีการลดอัตราการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ผมคิดว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างภาษีของประเทศอย่างยั่งยืน ประกอบกับรัฐบาลจะมีวงเงินสนับสนุนหรือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอีก
1.99 ล้านบาท ผมจึงคิดว่า วิกฤติคราวนี้ทางรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้นำข้อมูลจากผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการช่วยเหลือของรัฐบาลเพื่อใช้เป็นการปรับโครงสร้างทางภาษีไปเลย

            โดยผมได้เสนอว่า รัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีเงินได้ที่ได้เป็นพลเมืองดีทำหน้าที่เสียภาษีมาตลอดเวลาได้อย่างไรบ้าง เมื่อบุคคลเหล่านั้นมีความเดือดร้อน เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้กับคนไทยให้เข้าใจถึงหน้าที่ของการเสียภาษีให้กับประเทศว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งบุคคลผู้เสียภาษีกลุ่มนี้ นอกเหนือจากการช่วยบุคคลที่ยากจนหรือผู้มีรายได้น้อย ที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือกลุ่มบุคคลเหล่านี้อยู่แล้ว

            ผมจึงเห็นว่า คราวนี้จะเป็นโอกาสเดียวที่ผมคิดว่ารัฐบาลสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีไทยได้ เนื่องจากรัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ โดยมีวงเงินถึง 1.99 ล้านบาท จึงควรให้บุคคลผู้เข้ารับการช่วยเหลือมาขึ้นทะเบียนกับบัตร Smart Card ใหม่ โดยรัฐบาลจะโอนเงินให้ในบัตร และใช้จ่ายผ่านบัตรนี้เท่านั้น แทนที่จะโอนเงินเป็นเงินสดเข้าบัญชี

            ผมไม่อยากที่จะเห็นการนำเงินไปช่วยเหลือแบบแจกฟรีเหล่านี้ต้องสูญเปล่า เพราะเงินที่รัฐบาลให้ไป อาจจะถูกนำไปใช้กับบุคคลผู้อยู่นอกระบบภาษี โดยไม่ได้มีโอกาสปฏิรูปโครงสร้างภาษีไทยเลยครับ

            ผมจะไม่ให้ความเห็นว่า จากงบประมาณที่รัฐบาลได้เสนอมาตรการวงเงิน 1.99 ล้านบาท ควรจะช่วยเหลือบุคคลกลุ่มใด เพราะมีผู้เสนอความเห็นอยู่มากมาย และทางรัฐบาลก็กำลังพิจารณารายละเอียดต่างๆ อยู่ ปัจจุบันผมเข้าใจว่า ขณะนี้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ 5 ฝ่าย ของภาคเอกชนเพื่อประสานงานกับคณะทำงานของรัฐบาล ดังนี้

            1. มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan)

            2. มาตรการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่

            3. มาตรการเพื่อธุรกิจ SME

            4. มาตรการเพื่อภาคเกษตร

            5. มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาโดยดิจิทัล

            ข้อเสนอของผมก็อาจนำมารวมเสนอกับมาตรการข้างต้นทั้งภาคเอกชนโดยจะเสนอร่วมได้ ผมเห็นว่า รัฐบาลควรถือโอกาสนี้ปรับโครงสร้างการเงินการคลังของประเทศไทยเฉพาะในการปรับโครงสร้างภาษีไทย เพราะหากเงินดังกล่าวที่รัฐบาลสนับสนุนได้นำกลับมาใช้ในระบบภาษีได้ครบถ้วน ก็จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบ และสามารถถึงผู้เดือดร้อนได้อย่างแท้จริง

            โดยรัฐบาลควรถือโอกาสนี้ในการมีข้อมูลเพื่อขึ้นทะเบียนบุคคลที่ได้รับความช่วยเหลือทุกภาคส่วน โดยใช้มาตรการดิจิทัลจะนำข้อมูลของผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นประชาชนเกษตรกร ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง จากหลายๆ กระทรวงมารวมกันเป็นข้อมูลและออกบัตร Smart Card บัตรเดียว (โดยขยายจาก PromptPay หรือระบบบัตรประชารัฐหรือคนไทยไม่ทิ้งกัน) เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ขับเคลื่อนและการช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้นได้รวดเร็วและตรงจุด เพราะปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้อยู่กระจัดกระจาย โดยโอนเงินให้ใช้จ่ายผ่านบัตร Smart Card แทนการโอนเข้าบัญชีเฉยๆ

            ผมจึงใคร่ขอเสนอการปฏิรูปโครงสร้างภาษีไทยพร้อมกับเงินที่จะให้ความช่วยเหลือกับประชาชนลูกจ้างผู้ประกอบธุรกิจที่ประสบความเดือดร้อนโดยแบ่งเป็น 5 ประเด็นดังนี้

 

ประเด็นที่ 1. การขึ้นทะเบียนผู้รับความช่วยเหลือ และจัดระบบใช้จ่ายเงิน แบบไร้เงินสด (Cashless)

            นอกเหนือจากการที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือกับผู้เดือดร้อนหรือกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการอิสระ พ่อค้า ชาวบ้าน ที่ประสบความเดือดร้อนด้วยเงิน 5000 บาทต่อเดือน จนครบ 3 เดือน หรือ 6 เดือนนั้น ผมเสนอว่า รัฐบาลควรพิจารณาขยายเพิ่มเติมให้ครอบคลุมประชาชนทุกภาคส่วน

            โดยการช่วยเหลือ ควรจะเป็นการโอนเงินให้เข้าบัญชีพร้อมเพย์ หรือบัตร Smart Card ให้กับประชาชนผู้รับเงินดังกล่าว โดยการขึ้นทะเบียนและให้ประชาชนนำบัตรเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายในระบบภาษี เช่น การซื้อสินค้าร้านธงฟ้าหรือสหกรณ์ผู้ประกอบการต่างๆ พ่อค้า-แม่ขาย โดยกำหนดให้บัตรเงินดังกล่าวนั้น สามารถใช้ได้ทุกส่วนรวมถึงในตลาดสดทุกๆ หาบเร่ แผงลอยไม่ว่าพ่อค้าแม่ขายในตลาด หรือกลุ่มเกษตรกร

            ทั้งนี้ รัฐบาลควรจัดทำระบบการรับชำระเงินแบบพร้อมเพย์ให้กับบุคคลทั่วประเทศที่รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งการให้ประชาชนพ่อค้าแม่ขายในตลาดนัดตลาดสดร้านค้าแผงลอย ที่เข้ามารับเงินขึ้นทะเบียนด้วย ให้เข้ามาขึ้นทะเบียนแบบพร้อมเพย์หรือบัตร Smart Card นี้เพื่อให้ผู้ได้รับเงินสามารถนำเงินช่วยเหลือของรัฐบาลไปใช้จ่ายในระบบไร้เงินสด (Cashless) กับทุกภาคส่วน ไม่ได้ใช้เฉพาะบริษัทใหญ่ๆ อย่างเดียว หากทำได้ จะทำให้รัฐบาลมีข้อมูลเรื่องผู้มีเงินได้อย่างครบถ้วน ทั้งโดยรัฐบาลให้คำมั่นว่าจะไม่นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ตรวจสอบภาษีในระยะต้นเป็นเวลา 1-2 ปีนี้

            การนำวงเงินทั้งดังกล่าวมาใช้จ่ายในระบบก็จะทำให้มีผู้เข้ามาใช้จ่ายอยู่ในระบบภาษีรวมทั้งจะแก้ปัญหาการหนีภาษีเงินได้และการไม่ยอมเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอนาคตได้ และหากในอนาคตรัฐบาลก็จะมีข้อมูลที่สมบูรณ์ และสามารถจะช่วยเหลือกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้ตรงจุด ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร ซึ่งผมเชื่อว่าครั้งนี้เป็นโอกาสเดียวที่รัฐบาลจะได้มีข้อมูลดังกล่าวเข้ามารวบรวมไว้ไม่สูญหายออกไปจากระบบการเงินการคลังของประเทศไทยให้เป็นการจ่ายเงินระบบ Cashless ในอนาคค แต่ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลเหล่านี้ต้องเป็นความลับ โดยจะต้องไม่ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองในอนาคต

 

ประเด็นที่ 2. รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้เสียภาษีเงินได้ให้มากขึ้น

            รัฐบาลควรพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกจ้างผู้ประกอบการที่ได้เคยเสียภาษีให้กับรัฐบาลมาตลอดระยะเวลาหลายปี มาคราวนี้ทุกคนก็ต้องประสบภาวะเศรษฐกิจที่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ที่ได้ยื่นเสียภาษีจำนวนกว่า 10 ล้านคน ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทบุคคลเหล่านี้ถูกหักภาษีและได้เสียภาษีเพิ่มเติมแต่ไม่เข้าข่ายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล

            รวมทั้งบริษัทนิติบุคคลที่ได้เคยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมาเป็นเวลานาน เพราะลูกจ้างของบริษัทเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล จากกองทุนประกันสังคมที่ช่วยเหลือลูกจ้าง เฉพาะกรณีปิดกิจการ หรือถูกให้ออกจากงานเท่านั้น นายจ้างที่ไม่ได้ปิดกิจการก็จะไม่ได้รับสิทธิความช่วยเหลือ โดยมาตรการคงต้องดูรายละเอียดเงื่อนไขที่ตรวจสอบได้และเป็นธรรม

            ผมจึงขอเสนอให้รัฐบาลจัดสรรวงเงินจำนวนหนึ่งให้ความช่วยเหลือกับบุคคลเหล่านี้ที่ได้เคยเสียภาษี โดยอาจพิจารณาให้สิทธิ์ประโยชน์ดังต่อไปนี้

            2.1 ลดอัตราภาษีเงินได้ผู้ที่ต้องยืนเสียภาษีปีนี้ 2562 ที่ต้องยื่นภายในเดือนพฤษภาคม 2563 ให้เป็นเงินจำนวนหนึ่งขึ้นอยู่กับฐานเงินได้ เพื่อให้บุคคลได้เงินคืนไปใช้จ่าย (โดยกำหนดยอดวงเงินไม่เกินรายได้ที่ต้องเสียภาษีเป็นอัตราร้อยละที่เหมาะสม โดยอย่างน้อยต้องเท่าเทียมกับบุคคลกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือมากกว่า)

            2.2 โอนเงินจำนวนหนึ่งสำหรับผู้มีรายได้ดังกล่าวที่ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีโดยพิจารณาจากจำนวนภาษีที่บุคคลดังกล่าวได้เคยเสียภาษีให้รัฐบาลโดยอาจเป็นรูปตัวเงินที่มีระบบโอนผ่านบัตรพิเศษ (Smart Card) เช่นเดียวกับกรณีที่ 1 เพื่อให้นำมาใช้จ่ายในระบบภาษีเช่นเดียวกับกรณีที่ 1

            2.3 กำหนดบริษัทที่มีกำไรโดยอาจพิจารณาให้เครดิตภาษีที่ต้องเสียภาษีอีก 1 หรือ 2 ปีข้างหน้า หรือผ่อนชำระภาษีโดยไม่คิดดอกเบี้ยหากเข้าเงื่อนไข เช่น ไม่เลิกจ้างพนักงาน

            2.4 จัดมาตรการ Softloan ให้บริษัทผู้เสียภาษีในอัตราถูกเป็นเวลา 2-3 ปี โดยคำนึงถึงรายได้ กำไร และการไม่เลิกจ้างลูกจ้างเป็นเงื่อนไขสำคัญโดยร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์

            การคิดนอกกรอบแบบนี้เป็นการสร้างระบบวัฒนธรรมการเสียภาษีให้เกิดขึ้นในประเทศไทยรู้สึกว่ารัฐบาลจะดูแลผู้เสียภาษีให้เมื่อถึงยามคับขันและจำเป็นอย่าคิดว่ามาตรการข้อนี้เป็นการช่วยเหลือคนรวยเพราะรัฐบาลก็มีมาตรการที่จะช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางตามมาตรการขั้นต้นอยู่แล้วบุคคลผู้เสียภาษีเหล่านี้เป็นผู้มีส่วนสำคัญที่สร้างระบบเศรษฐกิจไทยด้วยการเสียภาษีเมื่อถึงเวลาที่เกิดวิกฤตและเดือดร้อนเช่นนี้รัฐบาลก็ควรจะให้ความช่วยเหลือกับบุคคลเหล่านี้โดยตรงหรือโดยอ้อม (กรณีไม่รวมบริษัทที่ได้รับการยกเว้นสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ได้ BOI) เว้นแต่กรณีไม่เลิกจ้างพนักงานอาจมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ ให้

แน่นอนหากบริษัทใดสามารถประกอบธุรกิจมีกำไรอยู่ ก็สามารถสละสิทธิ์ไม่เข้ารับความช่วยเหลือตามโครงการจากรัฐบาลได้ โดยรัฐบาลควรประกาศยกย่องบริษัทเหล่านี้ด้วย เพราะไม่ใช้โอกาสเหล่านี้เพื่อประโยชน์ส่วนตนเพราะบริษัทอยู่รอดได้เอง

            การให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่เคยเสียภาษีให้กับรัฐบาลนั้น อาจจะทำได้ครั้งเดียวคือวิกฤติคราวนี้เท่านั้น และด้วยการจัดทำโครงสร้างข้อมูลการเสียภาษีอันใหม่ จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าได้เช่นกัน ผมมีความเชื่อว่าระบบข้อมูลระบบดิจิทัล ซึ่งรัฐบาลมีอยู่ในปัจจุบันสามารถพัฒนาข้อมูลนำวิกฤติคราวนี้มาใช้ปรับโครงสร้างภาษีไทยได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งมีข้อมูลเมื่อเกิดวิกฤติในอนาคต ที่สำคัญ ต้องมั่นใจว่าจะไม่นำข้อมูลดังกล่าวมาตรวจสอบภาษีย้อนหลัง

 

ประเด็นที่ 3. มาตรการช่วยเหลือ Soft Loan สิทธิประโยชน์ทางภาษี Supply Chain ทั้งของภาครัฐและบริษัทใหญ่ๆ

            รัฐบาลควรจะมีมาตรการให้ความช่วยเหลือ SME ด้วยการให้เงินกู้ไร้ดอกเบี้ย (Soft Loan) โดยให้กู้ 2 ปี ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทดังกล่าวต้องไม่มีการเลิกจ้างพนักงาน ส่วนบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการดีและไม่ได้มีผลขาดทุนและสละสิทธ์ในการเข้าร่วมโครงการ รัฐบาลก็สามารถให้สิทธิประโยชน์ภาษีกับบริษัทเหล่านั้น หากว่าบริษัทเหล่านั้นให้ความช่วยเหลือกับบริษัทเล็กๆ ที่เป็น Supply Chain หรือคู่ค้าของตน

ทั้งนี้ รวมทั้งการให้สิทธิประโยชน์เช่นการยกเว้นภาษีบางส่วน การคืนภาษีโดยเร็วโดยไม่มีการตรวจสอบภาษีและประเมินภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือการหักภาษีณที่จ่ายเพื่อให้มีกระแสเงินสดกับบริษัทขนาดใหญ่ดังกล่าว

            ผมคิดว่า ข้อเสนอเช่นนี้อาจจะได้รับการต่อต้านหรือคัดค้าน จากบุคคลหลายฝ่าย โดยอ้างว่า การให้สิทธิประโยชน์แบบนี้กับคนที่มีรายได้เป็นการช่วยเหลือเอื้อคนรวย รัฐบาลมีเงินจำกัด ควรช่วยเหลือเฉพาะผู้เดือดร้อน จริงๆ เท่านั้น แต่ผมคิดว่า การคิดเช่นนั้นเป็นการลืมไปว่าบุคคลเหล่านี้เคยเสียภาษีเงินได้หรือบริษัทเหล่านี้ได้ทำหน้าที่พลเมืองดีกับประเทศไทยมายามวิกฤตก็ควรช่วยบุคคลกลุ่มนี้ด้วย เพราะวิกฤติคราวนี้ทุกคนเดือดร้อนถ้วนหน้า

            มาตรการเหล่านี้ผมถือว่ากระทรวงการคลังสามารถพิจารณารายละเอียดได้ ถ้าหากยอมรับหลักการต้องช่วยเหลือผู้เสียภาษีนี้ก่อน ผมจึงได้เสนอให้รัฐบาลได้นำหลักการเรื่องนี้มาเพื่อในกรอบวงเงินทั้งหมด
1.99 ล้านบาทด้วย

 

ประเด็นที่ 4. รัฐบาลช่วยจ่ายเงินเดือนให้พนักงานบางส่วน

            รัฐบาลควรพิจารณาช่วยจ่ายเงินเดือนจำนวนหนึ่ง เช่น ร้อยละ 50-60 ให้กับบริษัทที่ได้รับผลกระทบแต่มีศักยภาพที่ไม่เลิกจ้างลูกจ้าง โดยอาจจำกัดเงินเดือนขั้นสูงพนักงาน เช่น พนักงานเงินเดือนไม่เกิน 30,000 บาท ให้กับพนักงานเป็นเวลา 3-6 เดือน โดยใช้กับบริษัทที่มีการจ้างลูกจ้างจำนวนมาก และไม่เลิกจ้างที่รัฐบาลมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้วจากการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายของลูกจ้าง

 

ประเด็นที่ 5. การยืดเวลาชำระหนี้และดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน

            ผมเสนอว่า สถาบันการเงิน นอกเหนือจากการพักชำระเงินต้นให้ ควรจะงดคิดดอกเบี้ยในช่วง 3-6 เดือน ในช่วงการพักชำระหนี้ดังกล่าวให้กับลูกหนี้ ผู้กู้ที่เป็นทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จะเป็นการที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นไม่เดือดร้อน เพียงแค่การเลื่อนการชำระเงินต้น งดจ่ายดอกเบี้ยโดยที่ดอกเบี้ยยังคงเดินทุกวันคงไม่เป็นประโยชน์ จึงควรต้องงดคิดดอกเบี้ยเป็นเวลา 3-6 เดือน เพื่อให้บุคคลเหล่านี้มีเงินสดนี้มาใช้จ่ายได้

            ผมอยากขอเสนอให้รัฐบาล หน่วยงานเอกชน ช่วยกันนำไปพิจารณาและคิดนอกกรอบเพื่อให้อยู่รอดหลังโควิด-19 ด้วยกันครับ

เกี่ยวกับนักเขียน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด กูรูด้านภาษี และกฎหมายภาษี มีผลงานการออกหนังสือ พ๊อกเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาษีต่างๆ การควบรวมกิจการ อาทิ 10 ข้อคิด รู้ภาษี ลดภาษี / 10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน โดยวารสารการเงินธนาคาร และอีกหลากหลายทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย เป็นต้น

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน